- หน้าแรก
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 51 ศึกชุลมุน
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 51 ศึกชุลมุน
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 51 ศึกชุลมุน
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 51 ศึกชุลมุน
ความจริงแล้ว ความริษยาของเฉาอี้รุนแรงยิ่งนัก เขาไม่มีวันยอมให้คนอย่างฉูมู่ทะยานขึ้นมาได้ หลิวเจิ้นกับเฉาอี้มีความสัมพันธ์แนบแน่น เรื่องเช่นนี้หลิวเจิ้นย่อมช่วยเฉาอี้จัดการ และหลิวเจิ้นก็วางแผนไว้แล้ว ให้หวังเข่อลั่วดูแลฉูมู่เป็นพิเศษระหว่างการต่อสู้
“รอบแรกทำลูกไม้ยาก ขอแค่พวกมันยื้อไปถึงรอบสองได้ รับรองว่าจิ้งจอกแสงจันทร์ตัวนั้นต้องตายแน่” หลิวเจิ้นกล่าว
“ฉูมู่คนนี้เคยฆ่าคนรับใช้ของข้าที่ควรจะรอดได้ถึงสามคน ถือว่ามีฝีมืออยู่บ้าง มีเขาอยู่ในกลุ่ม ชนะรอบแรกไม่น่ามีปัญหา” เฉาอี้กล่าว
“ฆ่าไปสามคน?” หลิวเจิ้นถามอย่างตกใจเล็กน้อย สายตาจงใจมองไปที่ฉูมู่
เฉาอี้พยักหน้าแล้วกล่าว “แต่เขาน่าจะไม่ใช่คู่มือของหวังเข่อลั่ว ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มของเจ้าก็มีคนแข็งแกร่งไม่น้อย เพียงพอจะจัดการมันได้”
“ฮ่าๆๆ เฉาอี้ ขอแสดงความยินดีด้วยที่เจ้าได้รองบ๊วยอย่างทรงเกียรติอีกครั้ง…” หลิวเจิ้นหัวเราะลั่น
เฉาอี้เพียงกระตุกมุมปาก ไม่ได้พูดอะไร ทว่าในใจกลับเยาะเย้ยเงียบๆ หึ พวกโง่เขลา คิดจริงหรือว่าข้า เฉาอี้ จะใส่ใจรางวัลกระจอกของเจ้าเกาะ?
การต่อสู้ตัดสินด้วยการจับสลากโดยเจ้าเกาะของเกาะย่อยทั้งสิบสองแห่ง รอบแรกจำนวนสลากมากเกินไป จะทำอะไรลับๆ ย่อมลำบาก
“ฮ่าๆ เฉาอี้ คนรับใช้ของพวกเราดันมาเจอกันอีกแล้ว” กัวเหมิงที่จับสลากได้กล่าวขึ้นทันที พลางหัวเราะด้วยสีหน้าดูแคลน จ้องเฉาอี้อย่างเหยียดหยาม
เมื่อรู้ว่าคู่ต่อสู้คือกัวเหมิง สีหน้าของเฉาอี้ก็เปลี่ยนไปทันควัน คนรับใช้ของกัวเหมิงก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน หากเจอพวกนี้ ฉูมู่และคนอื่นๆ จะยื้อให้ถึงรอบสองได้คงยากยิ่ง!
ในสนาม เฟิงกู่ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มและคนอื่นๆ ต่างขมวดคิ้ว เพราะคู่ต่อสู้รอบแรกคือพวกที่เมื่อสองวันก่อนแย่งแก่นวิญญาณของพวกเขาไป!
“ที่แท้โลกก็แคบเท่านี้…” หัวหน้ากลุ่มของอีกฝ่ายเผยรอยยิ้มได้ใจในทันที
อีกแปดคนกัดฟันแน่น โทสะอัดแน่นจนแทบกลืนไม่ลง ทว่าพลังของฝ่ายตรงข้ามก็ประจักษ์อยู่ตรงหน้า ต่อให้เพิ่มฉูมู่เข้ามา ก็ใช่ว่าจะเป็นคู่มือของพวกมันได้แน่
“อย่าหุนหัน ประสานกันให้ดี ยังมีโอกาสชนะ” เฟิงกู่เป็นคนที่ใจเย็นได้จริงๆ
ภายใต้การนำของผู้ดูแล ทั้งสองกลุ่มก็ก้าวขึ้นสู่สนามรบที่เต็มไปด้วยเม็ดทรายและเศษหินกรวด ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณไม่เข้าร่วมการต่อสู้ ทั้งสองฝ่ายยืนประจันกันคนละด้านของสนาม
“เรียกอสูรวิญญาณของพวกเจ้าออกมาได้แล้ว” เสียงเจ้าเกาะค่อยๆ ดังลงมาจากที่สูง
คนรับใช้ทั้งยี่สิบคนต่างพากันท่องคาถา บนพื้นสนามปรากฏลวดลายสีฟ้าอ่อนถูกสลักประทับลงไป แล้วอสูรวิญญาณก็ถูกอัญเชิญมายืนตรงหน้า
“ฉูมู่ เห็นอสูรเกราะเกล็ดตัวนั้นหรือไม่?” เฟิงกู่ที่ยืนอยู่ตำแหน่งกึ่งกลางเอ่ยขึ้น
ฉูมู่พยักหน้า เมื่ออสูรเกราะเกล็ดปรากฏ ทั้งในและนอกสนามก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าอสูรเกราะเกล็ดระดับสองตัวนั้นนับว่าโดดเด่นในสนามแข่งขันแห่งนี้
“อสูรเกราะเกล็ดตัวนี้คือปัญหาใหญ่ที่สุด หากเจ้าคุมมันไว้ได้ พวกเราก็มีหวังชนะ” เฟิงกู่กล่าว
“ข้าจะลองดู” ฉูมู่พยักหน้า กล่าวพลางท่องคาถาอัญเชิญอสูรวิญญาณ เรียกโมเซี่ยออกมา
ผู้คนทั้งในและนอกสนามต่างจับตาอสูรวิญญาณที่แต่ละคนอัญเชิญ เมื่อฉูมู่เรียกโมเซี่ยออกมา เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทันที
“จิ้งจอกแสงจันทร์ขั้นที่หก… ไม่แปลกเลย วันนั้นถึงไม่กล้าโผล่หัวออกมา…” จ้าวเฟิง เจ้าของอสูรเกราะเกล็ดหัวเราะพลางกล่าว
คนรับใช้ของกัวเหมิงเห็นว่าคนที่สิบซึ่งเมื่อสองวันก่อนไม่ได้ปรากฏตัว พกพาจิ้งจอกแสงจันทร์มา ก็พากันเผยรอยยิ้มขึ้นเช่นกัน ดูท่าว่าชัยชนะครั้งนี้คงไม่มีอะไรให้ลุ้นมากนักแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้ฉูมู่คาดไว้ตั้งนานแล้ว รวมถึงเฟิงกู่ ติงอวี๋ และคนรับใช้อื่นๆ ต่างก็หัวเราะเยาะอยู่ในใจ ยิ่งอีกฝ่ายดูแคลนจิ้งจอกแสงจันทร์ของฉูมู่มากเท่าใด ก็ยิ่งต้องตายอนาถยิ่งกว่าเดิม!
เฟิงกู่เหลือบมองโมเซี่ยเป็นพิเศษ แววตาฉายความผิดหวังเล็กน้อย สภาวะมายาลวงยังคงรักษารูปลักษณ์ขั้นที่หกไว้ นั่นหมายความว่าจิ้งจอกแสงจันทร์ของฉูมู่อาจยังเป็นเพียงขั้นเก้าเท่านั้น เฟิงกู่ส่ายหน้าอย่างจนใจ สุดท้ายก็ทำได้เพียงอัญเชิญอสูรหินเหล็กเพลิงของตนออกมา
ภายในลวดลายสีฟ้าอ่อน ร่างของอสูรหินเหล็กเพลิงค่อยๆ ปรากฏขึ้น ต่างจากเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้สีลำตัวของมันดูดำคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขนาดร่างก็ใหญ่ขึ้นมาก!
“อสูรหินเหล็กเพลิงระดับสองขั้นหนึ่ง!”
ทันทีที่เฟิงกู่อัญเชิญอสูรหินเหล็กเพลิงออกมา ก็สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนในทันที เฟิงกู่กล่าวกับทุกคนว่า “คนอื่นทำตามที่ข้าจัดวางไว้ก่อนหน้า อสูรเกราะเกล็ดยกให้ฉูมู่รับมือ”
ฝั่งตรงข้ามยังมีอสูรวิญญาณภูตสายลมระดับสองขั้นหนึ่งอีกหนึ่งตัว ภูตสายลมเช่นนี้ย่อมต้องพึ่งเฟิงกู่จึงจะควบคุมได้!
เจ้าเกาะที่ยืนมองจากที่สูงเอ่ยเสียงเรียบ “คนรับใช้ของเฉาอี้มีอสูรวิญญาณสายพันธุ์ทาสชั้นสูงเพียงสามตัว ส่วนของกัวเหมิงมีทั้งหมดห้าตัว แค่จัดทัพก็เห็นช่องว่างชัดเจนแล้ว อีกทั้งคนรับใช้ของกัวเหมิงยังมีอสูรวิญญาณสองตัวที่เข้าสู่ระดับสองด้วย”
เจ้าเกาะมิได้พึงพอใจคนรับใช้ที่เฉาอี้พามาในปีนี้นัก นอกจากเฟิงกู่ที่อัญเชิญอสูรหินเหล็กเพลิงระดับสองขั้นหนึ่งได้แล้ว ที่เหลือแทบไม่มีผู้ใดคู่ควรกับคำว่า ยอดฝีมือ
การต่อสู้ปะทุขึ้นทันทีเมื่อเปลวไฟสายหนึ่งลุกวาบ!
ปีศาจกุหลาบพลอยแดงของติงอวี๋กลายเป็นผู้ควบคุมสนามรบ มันจัดวางกุหลาบหนามสูงสองสองเมตรทีละดอกอย่างรวดเร็ว ก่อเป็นกำแพงกุหลาบหนาม ขวางการพุ่งชนของสิ่งมีชีวิตสายหนักเช่น แรดเกราะเหล็ก หรือกิ้งก่าเพลิง
“ชั้นผิวป้องกันระดับสองขั้นกลาง…อสูรวิญญาณสายป้องกันพัฒนาค่าป้องกันเร็วจริงๆ” ฉูมู่จับตาอสูรเกราะเกล็ดอย่างรวดเร็ว พร้อมชี้นำโมเซี่ยที่แทบถูกคนอื่นเมินเฉย ให้ค่อยๆ วนเคลื่อนอยู่วงนอกสนามรบของกลุ่ม รอจังหวะที่เหมาะที่สุด
เจ้าของอสูรเกราะเกล็ด จ้าวเฟิง เหลือบมองจิ้งจอกแสงจันทร์ที่แยกออกจากขบวนรบหลักโดยเจตนา แม้จะดูแคลน แต่ก็ไม่ได้มองข้ามการมีอยู่ของมันเสียทีเดียว
“เจียหลิน ให้ปีศาจแมวเพลิงของเจ้าจัดการจิ้งจอกแสงจันทร์ตัวนั้น จัดการเสร็จแล้วรีบกลับเข้าร่วมการต่อสู้” จ้าวเฟิงสั่ง
เจียหลินพยักหน้า สั่งปีศาจแมวเพลิงแยกออกจากกลุ่มหลัก พุ่งเข้าใส่โมเซี่ยที่วนเวียนอยู่ริมสนามรบ
“ปีศาจแมวเพลิงสายพันธุ์ทาสชั้นสูง ขั้นแปด…” ฉูมู่กวาดตามองก็ประเมินพลังของอีกฝ่ายได้ทันที
“โมเซี่ย ไปเล่นกับมันก่อน วนสักหน่อย สองนาทีค่อยจัดการ” ฉูมู่ยกยิ้ม ส่งคำสั่งผ่านจิตไปยังโมเซี่ย
โมเซี่ยในสภาวะมายาลวง ดูบอบบางยิ่งกว่าปีศาจแมวเพลิงเสียอีก ปีศาจแมวเพลิงกระโจนเข้าใส่โมเซี่ยตรงๆ แต่โมเซี่ยเพียงหลบหลีก การต่อสู้จึงแทบไม่มีอะไรโดดเด่นนัก…
ไม่นาน การชุลมุนของอสูรวิญญาณเก้าตัวปะทะเก้าตัวก็ระเบิดขึ้น การร่วมมือที่ไม่ได้ฝึกฝนยาวนาน ต่อให้มี ก็ใช้ได้เพียงช่วงต้นของการต่อสู้ที่สั้นแสนสั้นเท่านั้น
เมื่อกำแพงกุหลาบหนามถูกพังทลาย แนวรบที่เสียเปรียบอย่างชัดเจนของเฟิงกู่และคนอื่นๆ ก็ถูกกระแทกจนแตกกระเจิง ภายในเวลาไม่กี่นาทีสนามรบก็กลายเป็นโกลาหล!
สายตาของทุกคนจับจ้องอยู่กับการต่อสู้ตะลุมบอนอันดุเดือดและวุ่นวาย ทว่าไม่มีผู้ใดสังเกตว่า ณ ริมสนามรบ มีโลหิตสีแดงสดสาดกระเซ็นขึ้นสายหนึ่ง จนกระทั่งเสียงกรีดร้องของเด็กสาวดังขึ้น จึงปลุกคนอื่นให้ตื่นจากความมืดบอด!
“เจียหลิน เจ้าทำบ้าอันใด! เหตุใดถึงเรียกคืนอสูรวิญญาณ!!” จ้าวเฟิงคำรามใส่เด็กสาวอย่างเดือดดาล
“จิ้งจอกแสงจันทร์นั่น……” เจียหลินหน้าซีดเผือด ชี้ไปยังจิ้งจอกสีเงินที่ดูประหลาดกลางลานประลอง เมื่อครู่นี้เอง จิ้งจอกแสงจันทร์ตัวนั้นพลันปะทุพลังโจมตีอันน่าสะพรึง ถึงกับเกือบทำให้ปีศาจแมวเพลิงของนางถูกสังหารด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว!
จ้าวเฟิงขมวดคิ้ว รีบเพ่งความสนใจไปที่จิ้งจอกแสงจันทร์ทันที ทว่าเขากลับพบอย่างตื่นตระหนกว่า จิ้งจอกแสงจันทร์ที่ดูอ่อนแอเช่นนั้น กลับแผ่บารมีเย็นเยียบดุจคมมีด พุ่งฝ่าการต่อสู้ชุลมุนเข้าไปอย่างองอาจ ความเร็วในการพุ่งไล่ตะบึงนั้นรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน!