- หน้าแรก
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 49 ศึกตะลุมบอน
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 49 ศึกตะลุมบอน
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 49 ศึกตะลุมบอน
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 49 ศึกตะลุมบอน
พ่อค้าเฒ่าทำงานไวมาก ฉูมู่จ่ายเหรียญทองห้าเหรียญแล้วก็หยิบคัมภีร์ทักษะวิญญาณออกมาจากกองของจิปาถะ
คัมภีร์ทักษะวิญญาณของผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณขั้นต้นนั้นบางเพียงแผ่นเดียว เป็นวัสดุพิเศษคล้ายม้วนคัมภีร์ และคัมภีร์ทักษะวิญญาณทั้งหมดพูดได้ว่าเป็นของสิ้นเปลือง เมื่อใช้จิตสัมผัสแทรกเข้าไปในคัมภีร์ วิธีใช้ทักษะวิญญาณที่บันทึกไว้ภายในจะถูกประทับลงในความทรงจำของผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณผู้นั้น แล้วคัมภีร์เล่มนี้ก็จะหมดสภาพไปโดยธรรมชาติ
การเปิดคัมภีร์ทักษะวิญญาณยังต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณ ฉูมู่จำต้องรอให้ป้อนอาหารอสูรฝันร้ายสีขาวเสียก่อน แล้วค่อยเปิดคัมภีร์ทักษะวิญญาณเล่มนี้
จากนั้น ฉูมู่ยังซื้อแก่นวิญญาณสองธาตุ สัตว์อสูรกับธาตุไฟจากพ่อค้าเฒ่า เพื่อให้แน่ใจว่าโมเซี่ยมีอาหารสำหรับการบ่มเพาะสิบวันครบถ้วน เหรียญทองเหรียญสุดท้าย เขาไปซื้อโอสถจิตวิญญาณรักษาบาดแผลระดับสองแบบประสิทธิภาพต่ำมาสองขวดจากนักปรุงโอสถจิตวิญญาณ เอาไว้ให้โมเซี่ยรักษาอาการบาดเจ็บ
จัดการทุกอย่างเสร็จ ฉูมู่ก็กลับไปยังที่พักของตน ระหว่างกลับไปก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว ฉูมู่เพิ่งก้าวเข้าลาน ก็ได้กลิ่นคาวเลือดลอยมาแตะจมูก ต่อมาก็เห็นผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณคนอื่นๆ ยืนล้อมกันอยู่ในลาน สีหน้ากราดเกรี้ยว พูดอะไรบางอย่างด้วยความเดือดดาล
ติงอวี๋ก็อยู่ในนั้นด้วย นางเห็นฉูมู่แล้วก็รีบเดินเข้ามาทันที
“เกิดสิ่งใดขึ้น?” ฉูมู่ถาม
ติงอวี๋กล่าวด้วยสีหน้ากังวล “เมื่อวานมีผู้ดูแลมาบางส่วน พวกเขาแจกแก่นวิญญาณคุณภาพดีให้พวกเรา เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันมะรืนนี้ แต่วันนี้มีคนจากเกาะอื่นๆ เดินไปเดินมาเยอะ เขาแลกเปลี่ยนแก่นวิญญาณกันตามธาตุของอสูรวิญญาณ มีคนกลุ่มหนึ่งจากเกาะหนึ่งทำเกินไป พวกเราไม่ยอมแลกกับเขา เขาก็ลงมือเลย…”
ฉูมู่กวาดตามองผู้คนรอบๆ พบว่านอกจากเด็กสาวสองคนแล้ว คนอื่นล้วนมีรอยเลือดชัดเจนตามร่างกาย แม้แต่เฟิงกู่ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังอยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่ย เปื้อนเลือดและคราบสกปรกทั่วตัว
ทั้งเก้าคนที่รอดชีวิตมาจากเกาะอสูรฝันร้ายสีเขียวต่างมีสัญชาตญาณเอาตัวรอดสูง หากถึงขั้นที่พวกเขาเองบาดเจ็บ ย่อมหมายความว่าอสูรวิญญาณของพวกเขาถูกปราบพ่ายแล้ว
“ฉูมู่ หลายวันนี้เจ้าไปอยู่ที่ใดมา หรือเจ้าไม่รู้ว่าการประลองมะรืนนี้เป็นแบบกลุ่ม? วันนี้พวกเราถูกเล่นงานจนสภาพนี้ อสูรวิญญาณก็ยังบาดเจ็บ จะไปแย่งอันดับกับคนจากเกาะอื่นได้อย่างไร!” เฉินจั๋วที่ใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผลกล่าวอย่างฉุนเฉียว
ฝ่ายตรงข้ามมากันสิบคน และทั้งสิบคนล้วนแข็งแกร่งยิ่ง ส่วนทางนี้ ฉูมู่กลับแยกตัวทำอะไรคนเดียว หลายวันแทบไม่เห็นหน้า ช่องว่างทั้งด้านกำลังและจำนวน จึงเหมือนถูกกำหนดไว้แล้วว่าพวกเขาต้องพ่ายแพ้
“แบบกลุ่ม?” ฉูมู่ขมวดคิ้ว
ติงอวี๋เห็นฉูมู่ยังสงสัย จึงรีบอธิบาย “การต่อสู้จะนับเกาะเป็นหนึ่งกลุ่ม แล้วจากการต่อสู้ของกลุ่ม จะจัดลำดับความสามารถของคนที่โดดเด่นเป็นพิเศษบางคน”
“เป็นศึกหมุนเวียนสิบคน หรือศึกกลุ่มสิบต่อสิบ?” ฉูมู่ถาม
“พูดให้ถูกคือ การต่อสู้ระหว่างอสูรวิญญาณสิบตัวกับอสูรวิญญาณสิบตัว เจ้าของไม่เข้าร่วม” เฟิงกู่ตอบด้วยอารมณ์ค่อนข้างสงบ
ก่อนมาถึงเกาะหลักอสูรฝันร้ายสีเขียว เฟิงกู่ก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าของสิบคนอยู่แล้ว ศึกกลุ่มครั้งนี้ก็ให้เขาเป็นผู้นำและบัญชาการ หลายวันนี้ฉูมู่แทบไม่ปรากฏตัว เฟิงกู่จึงทำได้เพียงรวบรวมคนที่เหลือมาซ้อมการประสานงานต่อสู้ระหว่างอสูรวิญญาณกับอสูรวิญญาณ
“ถ้ากลุ่มชนะ พวกเราทุกคนจะได้เข้าไปเลือกทักษะวิญญาณหนึ่งอย่างในหอคัมภีร์วิญญาณยุทธ์ ส่วนความสามารถรายบุคคล ผู้ดูแลจะเป็นผู้ตัดสิน แล้วค่อยแจกจ่ายรางวัลกับตำแหน่ง” ติงอวี๋เสริม
ฉูมู่พยักหน้า ไม่ได้สนใจคำบ่นของคนอื่นอีก เดินกลับเข้าที่พักของตนโดยตรง แล้วเริ่มเรียนรู้ทักษะวิญญาณใหม่ของตน ธารน้ำแข็ง
“เจ้าหมอนั่น ช่างหยิ่งผยองนัก ไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาเลย!” เฉินจั๋วเห็นฉูมู่จากไป ก็สบถด้วยความเดือดดาล
“ช่างเขาเถอะ ปล่อยไปตามใจเขา เจ้าก็อย่าไปหาเรื่องเขาดีกว่า อย่าลืมว่ามีห้าคนที่ถูกเขาฆ่าตายภายในคืนเดียว” หลี่จื้อกล่าวเตือนเสียงต่ำ เฉินจั๋วกัดฟันกรอด แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรฉูมู่จริงจัง ทั้งสิบคนนี้แม้จะยกให้เฟิงกู่เป็นหัวหน้า ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่า ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแท้จริงคือฉูมู่ผู้มักหายตัวไร้เงาอยู่เสมอ
กลับถึงที่พักแล้ว ฉูมู่แบ่งพลังวิญญาณของตนแปดส่วนไปหล่อเลี้ยงอสูรฝันร้ายสีขาว จากนั้นจึงใช้พลังวิญญาณที่เหลืออีกสองส่วนเริ่มเรียนรู้ทักษะวิญญาณธารน้ำแข็ง
ฉูมู่ในตอนนี้เป็นนักรบจิตวิญญาณอสูรขั้นที่สาม การเรียนรู้ทักษะของผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณขั้นต้นสำหรับเขาจึงไม่ถือว่ายากนัก ทั้งคืนฉูมู่ยังคงไม่หลับ ความคิดทั้งหมดทุ่มลงไปกับการฝึกทักษะวิญญาณธารน้ำแข็งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยามดึก ติงอวี๋พลิกตัวไปมา นอนอย่างไรก็ไม่หลับ ไม่รู้เพราะเหตุใด นางกลับรู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องลดลงอย่างไร้เหตุผล ต่อให้ห่มผ้าหนาเพียงใด ก็ยังมีความหนาวแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย
ที่ทำให้ติงอวี๋ซึ่งอยู่ห้องข้างๆ หนาวจนหลับไม่ลง แน่นอนว่าเป็นฝีมือของฉูมู่ หลังฝึกตลอดทั้งคืน ในที่สุดฉูมู่ก็จับจังหวะคาถาของทักษะธารน้ำแข็งได้สำเร็จ และสามารถปลดปล่อยทักษะนี้ได้อย่างสมบูรณ์
แน่นอนว่า จับได้ก็เรื่องหนึ่ง ชำนาญก็อีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้ฉูมู่ปลดปล่อยสองครั้ง สำเร็จเพียงครั้งเดียว หากปลดปล่อยล้มเหลว พลังวิญญาณก็ยังถูกเผาผลาญไปประมาณหนึ่งส่วนของเขาอยู่ดี หากต้องการให้ชำนาญและปลดปล่อยทักษะธารน้ำแข็งได้เต็มสิบส่วน ยังต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝนและการใช้งานจริงอีกระยะหนึ่ง
โมเซี่ยต้องพักฟื้นตลอดทั้งวันจึงจะฟื้นกำลังรบได้เต็มที่ วันถัดมา ฉูมู่จึงฝึกท่องคาถาไม่หยุด ทำให้ถ้อยคำที่ติดขัดกระด้างค่อยๆ ลื่นไหลขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างปลดปล่อยทักษะ
“ฉูมู่ เจ้าอยู่ข้างในหรือไม่?” นอกประตูมีเสียงทุ้มต่ำของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังมา
“อืม มีอันใด?” ฉูมู่ถาม
ฉูมู่ฟังออกว่านั่นคือเสียงของเฟิงกู่
“เจ้าเกาะอสูรฝันร้ายสีเขียวแต่ละคนจะเปรียบเทียบกันเอง หากศึกกลุ่มครั้งนี้พวกเราพ่าย เฉาอี้จะเอาความโกรธมาลงที่พวกเรา ต่อให้เจ้าไม่คิดเอาสิทธิ์เลือกทักษะวิญญาณ อย่างไรเจ้าก็ควรเข้าร่วมการต่อสู้” เฟิงกู่กล่าว
“ข้าจะเข้าร่วม” ฉูมู่ตอบ
ชนะแล้วจะได้สิทธิ์เลือกทักษะวิญญาณหนึ่งอย่าง อีกทั้งหอคัมภีร์วิญญาณยุทธ์ของวังฝันร้ายสีเขียวย่อมมีคัมภีร์ทักษะวิญญาณมากกว่าที่พ่อค้าเฒ่ามี ฉูมู่ไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือแน่
“ดี เช่นนั้นตอนนี้เจ้าจะมาร่วมปรึกษายุทธวิธีกับพวกเราหรือไม่?” เฟิงกู่ถาม
“พวกเจ้าคุยกันไปเถิด ข้าต้องให้อาหารอสูรฝันร้าย” ฉูมู่หาเหตุผลส่งๆ เพื่อปฏิเสธ
“อืม หวังว่าพรุ่งนี้เจ้าจะทุ่มสุดกำลัง คู่ต่อสู้ของเรามีอสูรวิญญาณสองตัวที่เป็นระดับสองขั้นหนึ่ง พลังแข็งแกร่งมาก หากเจ้าควบคุมได้สักตัวหนึ่ง พวกเรายังมีหวังชนะ” เฟิงกู่กล่าว
ฉูมู่เพียงขานรับอย่างขอไปที แล้วก็ฝึกท่องคาถาต่อ ไม่ได้ใส่ใจการซ้อมประสานงานของคนอื่นๆ เลย
ในสายตาฉูมู่ ตอนนี้ความแข็งแกร่งของโมเซี่ยเหนือกว่าคนอื่นมาก การไปร่วมซ้อมยุทธวิธีจึงแทบไม่มีความหมาย ส่วนอสูรวิญญาณสองตัวที่เฟิงกู่พูดถึงนั้น ฉูมู่ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ สองวันนี้โมเซี่ยสังหารอสูรวิญญาณระดับสองไปไม่น้อยอยู่แล้ว