เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 10 ศึกแรก

อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 10 ศึกแรก

อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 10 ศึกแรก


อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 10 ศึกแรก

ครานี้ จิ้งจอกแสงจันทร์มิได้แสดงการต่อต้านรุนแรงเหมือนก่อนหน้าอีกแล้ว หากเพียงใช้ดวงตางดงามคู่นั้นจ้องมองฉูมู่ อสูรวิญญาณก็ไม่ต่างจากมนุษย์ ล้วนมีความคิด มีอารมณ์ของตนเอง ยามนี้ฉูมู่มองเห็นความเลื่อนลอยและลังเลอยู่เสี้ยวหนึ่งในแววตาของเจ้าตัวน้อย ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรเชื่อใจมนุษย์ผู้นี้หรือไม่

ทว่าแท้จริงแล้ว การจับกุมด้วยพันธสัญญาวิญญาณย่อมมีแรงผูกมัดและการบังคับอยู่ส่วนหนึ่ง เมื่อจิ้งจอกแสงจันทร์เริ่มลังเล วงเวทแสงก็สว่างขึ้นหลายส่วน วงเวทแสงสีฟ้าอ่อนค่อยๆ หดรัดเข้ามา เมื่อจิตต่อต้านของจิ้งจอกแสงจันทร์ลดลง มันก็เริ่มประทับลงบนจิตวิญญาณของมัน

ไม่นาน จิ้งจอกแสงจันทร์ก็ไม่ต่อต้านอีกต่อไป วงเวทแสงสีฟ้าอ่อนจึงค่อยๆ หลอมรวมเข้าสู่ร่างของจิ้งจอกแสงจันทร์ตัวน้อย กลายเป็นตราประทับวิญญาณที่เป็นของฉูมู่เพียงผู้เดียว ยึดแน่นอยู่ในดวงจิตของจิ้งจอกแสงจันทร์

“อู้…”

จิ้งจอกแสงจันทร์ส่งเสียงครางแผ่วเบา ร่างกายเปล่งประกายสีฟ้าอ่อน แสงนั้นปกคลุมทั่วร่างมัน จากนั้นร่างเล็กบอบบางก็เริ่มสลายไปช้าๆ ในประกายสีฟ้าอ่อนนั้น ก่อนจะหายไปต่อหน้าฉูมู่

ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณทุกคนจะมีมิติจิตวิญญาณเป็นของตน มิติจิตวิญญาณก็คือสถานที่รองรับอสูรวิญญาณ เมื่อสร้างพันธสัญญาวิญญาณกับอสูรวิญญาณแล้ว ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณเก็บอสูรวิญญาณไว้ในมิติจิตวิญญาณของตน และยังสามารถใช้เพียงหนึ่งความคิดเพื่อเรียกอสูรวิญญาณออกมาจากมิติจิตวิญญาณนั้น

การอัญเชิญและการเก็บอสูรวิญญาณล้วนพึ่งพาพลังวิญญาณ แม้พลังวิญญาณของฉูมู่จะเหลือไม่มากแล้ว เขาก็ยังอดใจไม่ไหว รีบอัญเชิญอสูรวิญญาณตัวใหม่ของตนออกมาอยู่ตรงหน้า

วงเวทแสงสีฟ้าอ่อนส่องประกายก่อนที่ร่างเล็กงามจะปรากฎขึ้น หางฟูฟ่องสะบัดเบาๆ ดวงตาเปล่งประกายดุจแสงจันทร์จับจ้องที่ฉูมู่

แววตาของจิ้งจอกแสงจันทร์ต่างจากก่อนหน้า ก่อนหน้านั้นคือความหวาดระแวง ทว่ายามนี้กลับอ่อนโยนและเชื่องสงบ

ฉูมู่มองอสูรวิญญาณตัวแรกที่ตนจับได้ อารมณ์พลุ่งพล่านจนหัวเราะลั่น นี่คืออสูรวิญญาณที่มีศักยภาพไร้ขอบเขต มันสามารถแปรเปลี่ยนจากชั้นกลางไปเป็นชั้นสูง กระทั่งชั้นสูงกว่านั้น และนั่นหมายความว่า โชคชะตาของฉูมู่จะเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงเพราะอสูรวิญญาณตัวนี้!

“อู้…”

จิ้งจอกแสงจันทร์ครางเบาๆ ทำท่าน่าสงสาร บิดตัวน่ารัก พยายามดิ้นให้หลุดจากเส้นใยสีขาวที่ยังรัดพันอยู่บนร่างกายของมัน ฉูมู่หยิบมีดเล่มนั้นออกมา ใช้แรงอยู่ไม่น้อยกว่าจะตัดเส้นใยสีขาวที่เหนียวหนึบยิ่งนักให้ขาดได้ จากนั้นจึงอุ้มเจ้าตัวฟูขึ้นมา ลูบขนของมัน

จิ้งจอกแสงจันทร์ดูเหมือนจะเพลิดเพลินกับการลูบไล้ มันซุกอยู่ในอ้อมอกฉูมู่ แสดงท่าทีพึ่งพาอยู่หลายส่วน แล้วยังใช้ลิ้นเล็กๆ เลียแก้มฉูมู่อีกด้วย

เห็นจิ้งจอกแสงจันทร์วัยเยาว์แสดงความสนิทชิดเชื้อรวดเร็วเพียงนี้ ฉูมู่ก็พอเดาได้ว่า อายุและสติปัญญาของเจ้าตัวน้อยยังไม่สูงนัก มันอาศัยเพียงสัญชาตญาณและความทรหดดิ้นรน จึงเอาชีวิตรอดอยู่บนเกาะชั้นในที่อันตรายแห่งนี้ได้ สำหรับอสูรวิญญาณวัยเยาว์ตัวหนึ่ง นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เส้นทางเติบโตของมันคงยากลำบากอย่างยิ่ง

“เจ้าตัวน้อย…เจ้าคงกำพร้าตั้งแต่ยังเล็กกระมัง แต่ไม่เป็นไร ต่อไปนี้พวกเราจะมีกันและกัน เจ้าไม่ต้องสู้เพียงลำพังอีกแล้ว…ว่าแต่ ก่อนอื่นตั้งชื่อให้เจ้าก่อนดีกว่า” ฉูมู่ยิ้ม

นี่เป็นรอยยิ้มจากใจจริงเพียงครั้งเดียวในรอบหลายปีมานี้ เป็นความยินดีและความโล่งอกจากส่วนลึกของหัวใจ แท้จริงแล้ว สถานการณ์ของฉูมู่ในยามนี้คล้ายกับจิ้งจอกน้อยที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่บนเกาะชั้นในที่อันตรายนี้มาก เพียงแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ตอนนี้ทั้งสองไม่จำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพียงลำพังอีกแล้ว

“ข้าจำได้ว่ามีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่งชื่อโมเซี่ย ยามสงบอ่อนโยนงดงาม ยามเคลื่อนไหวคมกริบเจ้าเล่ห์ ช่างเหมาะกับนิสัยเจ้าเล่ห์ของเจ้านัก งั้นก็เรียกเจ้าว่าโมเซี่ยเถอะ!”

“อู้~~” ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยชอบที่ฉูมู่บอกว่ามันเจ้าเล่ห์ จึงส่งเสียงคร่ำครวญอย่างน้อยใจ

“ฮ่าฮ่า…ฉลาดจริงๆ…”

จิ้งจอกน้อยรีบแลบลิ้นเล็กๆ ออกมา เลียแก้มฉูมู่ทันที ฉูมู่หัวเราะอย่างสบายอารมณ์ รู้สึกว่าเจ้าตัวน้อยนี้ไม่เพียงศักยภาพล้นเหลือ ยังเป็นสหายที่น่าสนใจยิ่ง

เมื่อได้อสูรวิญญาณที่พึงใจ หรือจะกล่าวว่าเกินคาดอย่างสิ้นเชิงก็ไม่ผิด ฉูมู่ก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมที่จะออกจากเกาะชั้นในแห่งนี้ ทว่าระหว่างทางกลับ เขายังไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เพราะจิ้งจอกแสงจันทร์ตัวน้อยยังอ่อนวัยเกินไป ในระยะสั้นๆ นี้ ยังไม่อาจรับมืออสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งเหล่านั้นได้ กระทั่งฉูมู่ยังต้องแบกรับหน้าที่คุ้มครองมันด้วย

การเก็บอสูรวิญญาณกลับเข้าไปในมิติจิตวิญญาณไม่สิ้นเปลืองพลังวิญญาณมากนัก แต่การอัญเชิญออกมานั้นต้องแลกด้วยราคามิใช่น้อย พลังวิญญาณของฉูมู่ยังต้องใช้หล่อเลี้ยงอสูรฝันร้ายสีขาว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เก็บโมเซี่ยกลับเข้าสู่มิติจิตวิญญาณของตน หากแต่พามันเดินกลับไปด้วยกันโดยตรง

ฉูมู่รอบคอบยิ่งนัก หลังเข้าสู่เกาะชั้นใน เขาทำเครื่องหมายไว้ตลอดทาง เพื่อไม่ให้หลงอยู่ในดินแดนอันตรายแห่งนี้ เมื่อเดินตามรอยสลักบนต้นไม้ เขาก็กลับมาถึงเขตพงหนามได้อย่างราบรื่น

ฉูมู่จำได้ดีว่าในพงหนามนี้มีปีศาจดอกหนามขั้นสองอาศัยอยู่ จึงยกระดับความระวังตัวเป็นพิเศษ ทว่าในขณะที่เขากำลังจะปีนข้ามไป โมเซี่ยน้อยกลับดิ้นหลุดจากอ้อมอกของเขา แล้วพุ่งเข้าไปในพงหนามทันที

หลังสร้างพันธสัญญาวิญญาณกับอสูรวิญญาณแล้ว ภายในระยะหนึ่ง เขาสามารถรับรู้ตำแหน่งของมันได้ ฉูมู่ไม่ต้องการให้โมเซี่ยที่ล้ำค่าดุจสมบัติของตนเกิดอันตราย จึงรีบตามเข้าไป

ร่างของโมเซี่ยเล็กและบอบบาง แต่เคลื่อนไหวว่องไวปราดเปรียว ในพงหนามสามารถแทรกตัวไปมาได้อย่างอิสระ ไม่ถูกขีดข่วนแม้แต่น้อย ฉูมู่เร่งตามไป ไม่นานก็รู้ว่าโมเซี่ยน้อยมุ่งตรงไปหาปีศาจดอกหนามตัวที่เคยโจมตีเขาก่อนหน้านี้

“ซ่าซ่าซ่าซ่า”

เมื่อเข้าใกล้ตำแหน่งนั้น ฉูมู่ก็ได้ยินเสียงพงหนามไหวสั่น เขาฟันแหวกพงหนามออก ก็เห็นเงาร่างเล็กสีเงินเคลื่อนไหวไปมารวดเร็วอยู่ในพงหนามหนาทึบ ด้านหลังมันมีเถาวัลย์หนาเท่านิ้วโป้งเส้นหนึ่ง ไล่ตามราวอสรพิษเลื้อย พยายามรัดพัน ทว่าเมื่อเทียบกับท่วงท่าของโมเซี่ยที่คล่องแคล่วว่องไว การไล่ล่าและการมัดรัดของเถาวัลย์กลับดูเชื่องช้าไปถนัดตา

“ดี! นี่คือศึกแรกบนเส้นทางสู่ความแข็งแกร่งของเรา!” ฉูมู่เห็นว่าโมเซี่ยเริ่มปะทะกับปีศาจดอกหนามที่เกือบสังหารตนแล้ว จิตฮึกเหิมแห่งการต่อสู้ก็พลุ่งขึ้นทันที

ในฐานะผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณ สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่กระโจนเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยตนเอง หากแต่ต้องเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ของสมรภูมิทั้งหมด!

จบบทที่ อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 10 ศึกแรก

คัดลอกลิงก์แล้ว