เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 : ลมฝนที่พัดผ่านเพียงเบาบาง

บทที่ 44 : ลมฝนที่พัดผ่านเพียงเบาบาง

บทที่ 44 : ลมฝนที่พัดผ่านเพียงเบาบาง


บทที่ 44 : ลมฝนที่พัดผ่านเพียงเบาบาง

"ต่อไป สิ่งที่ต้องเอามาให้ได้ก็คือ วิชาเซียน!"

การมีวิชาไม้แต่ไร้วิชาเซียน ก็เท่ากับว่าเขายังดึงพลังของฮาชิรามะออกมาได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ

ความไร้เทียมทานของฮาชิรามะนั้นเกิดจากการผสานกันอย่างลงตัวระหว่าง วิชาไม้, ร่างเซียน, จักระของอาชูร่า และโหมดเซียน ซึ่งทุกอย่างล้วนขาดไปไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว

เมื่อย้อนมองตัวเอง ตอนนี้เขามีเพียงวิชาไม้และร่างเซียนเท่านั้น ช่องว่างจึงยังเห็นได้ชัด

ยูเอะเหลือบไปดูราคาโหมดเซียนในร้านคาระบบ... มันแพงหูฉี่ แม้จะได้ส่วนลด VIP 20% แล้ว ทองที่เขามีอยู่ก็ยังไม่พอ

ตอนนี้เขาเหลือทองเพียงหนึ่งแสนเหรียญเท่านั้น

[โหมดเซียน: ราคา 150,000 เหรียญทอง (เหลือ 120,000 เหรียญทอง หลังหักส่วนลด)]

[คำอธิบาย: เมื่อซื้อโหมดเซียน คุณจะสามารถเข้าสู่สภาวะเซียนได้อย่างรวดเร็วในทุกสถานที่ที่มีพลังงานธรรมชาติ ช่วยยกระดับความสามารถรอบด้าน ทั้งวิชานินจา กระบวนท่า และวิชาลวงตา รวมถึงสามารถใช้วิชาเซียนที่ทรงพลังได้]

"วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน..."

ชิโนมิยะ ยูเอะ มองคำอธิบายโหมดเซียนด้วยสายตาละห้อย ก่อนจะจำใจปิดหน้าต่างระบบลง

จังหวะนั้นเอง เสียงครางงึมงำก็ดังมาจากด้านข้าง ซาสึเกะเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในที่สุด

"ฟื้นแล้วเหรอ การผ่าตัดประสบความสำเร็จนะ ตอนนี้นายกลายเป็นเด็กผู้หญิงไปแล้วล่ะ"

ยูเอะจ้องมองอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม

ซาสึเกะที่เพิ่งตื่นยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือ พอได้ยินแบบนั้นก็เหมือนถูกสายฟ้าฟาด ร่างกายตื่นตัวเต็มพิกัด เขารีบก้มเช็กความเรียบร้อยของร่างกายตัวเองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

"ไอ้หมอนี่!"

ซาสึเกะโมโหสุดขีด หมอนี่จะเล่นพิเรนทร์เกินไปแล้ว!

"ฮ่าๆ อย่าถือสิซาสึเกะ นายรู้ไหมว่าตอนนี้ตัวนายคือทายาทคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของอุจิฮะ อนาคตของตระกูลวางอยู่บนบ่านายเลยนะ"

"อ้อ จะว่าไปก็ยังมีอิทาจิอีกคน งานหนักหน่อยนะพวกนาย"

ซาสึเกะขยับร่างกายด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก

"ที่นี่คือบ้านนายเหรอ? นายพักอยู่ที่นี่งั้นเหรอ?"

ซาสึเกะมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย

จริงๆ ที่นี่ก็ไม่ได้แย่ แต่นักรบระดับพระกาฬอย่างชิโนมิยะ ยูเอะ กลับอาศัยอยู่ในที่ที่ดูซอมซ่อแบบนี้ มันช่างดูไม่สมฐานะเอาเสียเลย

"อย่าเอาฉันไปเทียบกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลอุจิฮะสิ ฉันมันจนจะตายอยู่แล้ว"

"นายเนี่ยนะไม่มีเงิน?"

"ก็ไม่เชิงหรอก แต่ฉันชอบอิสระของที่นี่มากกว่า แล้วก็ขี้เกียจย้ายด้วย"

ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน เสียงผลักประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ยามานากะ อิโนะ เดินเข้ามาในห้องอย่างสง่างามพร้อมกับกล่องใส่อาหารในมือ

เธอดูประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นคนอยู่สองคน ก่อนจะพยักหน้าทักทายซาสึเกะพอเป็นพิธี

"อ้าว ทำไมเธอมาอยู่นี่ได้ล่ะ?"

อิโนะวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะ

"ก็ฉันเห็นไฟในห้องครัวบ้านนายมืดสนิทตลอด เลยรู้เลยว่านายต้องลืมกินข้าวอีกแล้วแน่ๆ ฉันเลยเอามาเผื่อ กินตอนที่ยังร้อนๆ อยู่นะ"

ยูเอะยิ้มกว้างทันที "แสนดีขนาดนี้เลยเหรอ? ถ้าฉันแต่งเธอเข้าบ้านได้ คงมีบุญไปตลอดชาติแน่ๆ"

"ฉันว่าความหวังของฉันมีสูงอยู่นะเนี่ย"

"ไปไกลๆ เลยไป้!" (อิโนะสวนกลับทันควัน)

"ของเหลือที่บ้านยังไงซะก็ต้องทิ้งอยู่แล้ว ฉันก็เลยเอามาให้นายกินเป็นทานน่ะสิ"

อิโนะกลอกตาใส่เขาพลางเริ่มหยิบจานอาหารออกมาจากกล่องทีละอย่าง

สีสันของมันดูน่ากินและยังมีควันกรุ่นๆ ลอยฟุ้ง เห็นได้ชัดว่าเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ แถมรสชาติยังน่าจะยังอบอวลอยู่ในปากได้เลย

"เอาล่ะๆ งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ"

"ซาสึเกะ นายจะกินด้วยกันไหม?" ชิโนมิยะ ยูเอะ หยิบชามกับตะเกียบขึ้นมาพลางเอ่ยชวน

สายตาของซาสึเกะมองสลับไปมาระหว่างทั้งสองคน ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะถามออกมา

"พวกนาย... มีความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่?"

"ไม่ใช่!" (อิโนะตอบ)

"ใช่" (ยูเอะตอบ)

ทั้งยูเอะและอิโนะพูดขึ้นพร้อมกัน แต่คำตอบกลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

ซาสึเกะ: "..."

"ตกลง...ฉันตามพล็อตเรื่องนี้ไม่ทันจริงๆ ช่างมันเถอะ จะอะไรก็ช่าง ฉันขี้เกียจจะคิดแล้ว"

ซาสึเกะนวดหัวคิ้วตัวเองพลางลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง

"ซาสึเกะ นายจะไม่กินอะไรจริงๆ เหรอ?"

ซาสึเกะส่ายหัวก่อนจะกระโดดลงไปอย่างเท่และหายลับไปในความมืด

หลังจากซาสึเกะจากไป อิโนะก็นั่งลงข้างๆ ยูเอะ แล้วแอบหยิกเอวเขาในขณะที่เขากำลังสอยอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

แก้มของเธอเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อ

"ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ?"

ยูเอะกะพริบตาปริบๆ แรงหยิกแค่นี้ทำอะไร ร่างเซียน ของเขาไม่ได้เลยสักนิด แต่เขาก็ยังแกล้งแสดงสีหน้าเจ็บปวดเกินจริง

"พูดแบบไหนเหรอ?"

"ก็ที่... ซาสึเกะถามว่าเรามีความสัมพันธ์แบบนั้นหรือเปล่า แล้วทำไมนายถึงพยักหน้าล่ะ!"

"ฉันเป็นคนซื่อสัตย์น่ะ อะไรจริงก็ว่าไปตามจริง ว่าแต่ทำไมหน้าเธอแดงขนาดนั้นล่ะ? มีใครแอบไปแตะหัวเธอหรือเปล่า?"

ในวินาทีนี้อิโนะเหมือนระเบิดที่พร้อมจะปะทุ เธอสัดหมัดแน่นและกัดฟันกรอด

"พ่นเรื่องไร้สาระอะไรออกมา..."

"นายมัน..."

ก่อนที่อิโนะจะรัวคำถามใส่ ยูเอะก็รีบคีบน่องไก่ชิ้นโตอุดปากเธอไว้ทันที

"อื้อ...!" ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจ

"ดูเหมือนว่ามีแต่ของอร่อยเท่านั้นแหละนะ ที่จะทำให้เธอเงียบลงได้สักพัก"

ณ ดินแดนอันกว้างใหญ่ของ อาเมะโนะคุนิ

หอคอยเก็บน้ำที่ตั้งตระหง่านดูโดดเด่นสะดุดตา ทุกแห่งล้วนเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีในการมองลงมาชมทิวทัศน์ของแคว้นนี้

ในขณะนี้ ชายสวมหน้ากากยืนอยู่เพียงลำพังบนยอดหอคอย เขาเงียบงันและไม่ไหวติง ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นมานานกว่าสองชั่วโมงแล้ว

ไม่นานนัก เซ็ตสึขาว ตัวหนึ่งก็ค่อยๆ ปีนขึ้นมาตามโครงเหล็กอันเย็นเยียบ เมื่อถึงยอดหอคอยเขาก็หอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน

ทันใดนั้น เงาสีดำก็เข้ายึดร่างของเซ็ตสึขาวอย่างเงียบเชียบ สีดำลามไปทั่วร่างจนกลายเป็นร่างผสมขาวดำ เห็นได้ชัดว่า เซ็ตสึดำ ได้เข้ามาควบคุมร่างแทนแล้ว

"มีปัญหาอะไรกับนายงั้นเหรอ?" เซ็ตสึดำอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย

ตั้งแต่ชายสวมหน้ากากกลับมาจากการเดินทางข้างนอก เขาก็มีสภาพแบบนี้ ยืนรับลมหนาวอยู่บนยอดหอคอยเพียงลำพัง จมดิ่งอยู่กับอารมณ์ที่บรรยายไม่ได้

ถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ เขากำลัง "ดิ่ง"นั่นเอง

เซ็ตสึดำเฝ้ามองเขาจากด้านล่างมาสองชั่วโมงจนแทบจะมึนหัวเพราะลมเป่า เขาอยากจะเข้าไปใกล้ๆ แต่ด้วยวิชา มุดพสุธา เขาทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่ในดินหรือพืชเท่านั้น เขาไม่มีวิธีจัดการกับหอคอยเหล็กได้เลย จึงต้องพึ่งพาร่างของเซ็ตสึขาวปีนขึ้นมาดูให้เห็นกับตา

ทว่าคำถามของเซ็ตสึดำกลับไร้เสียงตอบ ชายสวมหน้ากากยังคงนิ่งเงียบ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เซ็ตสึดำร้อนรนใจ

เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสภาพของชายคนนี้ แต่แผนการช่วยแม่ของเขานั้นผูกติดอยู่กับชายคนนี้ทั้งหมด หากไม่มีเขา แผนการรวบรวมสัตว์หางก็เป็นได้เพียงแค่ความฝัน

"มาดาระ ทำใจดีๆ ไว้แล้วนึกถึงแผนการของเราสิ มีอุปสรรคอะไรในโลกนี้ที่พวกเราข้ามผ่านไปไม่ได้งั้นเหรอ?"

"เมื่อแผนการ อ่านจันทรานิรันดร์ สำเร็จ โลกนี้จะสมบูรณ์แบบ และความกังวลของนายจะหายไปเอง"

ชื่อที่หลุดออกมาจากปากเซ็ตสึดำดูเหมือนจะไปสะกิดอะไรบางอย่าง ชายสวมหน้ากากชะงักไปเล็กน้อย ชื่อของ "มาดาระ" สั่นคลอนอยู่ในใจของเขา

ใช่แล้ว ตอนนี้เขากำลังสวมบทบาทเป็นตัวละครในตำนานอย่าง อุจิฮะ มาดาระ ไม่ใช่อุจิฮะ โอบิโตะ ผู้ล่วงลับอีกต่อไป

ในความคิดของเขา รอยยิ้มที่อ่อนโยนของโนฮาระ ริน, แผ่นหลังที่เด็ดเดี่ยวของคาคาชิ และวัยเด็กของโอบิโตะ ทุกอย่างฉายซ้ำเหมือนตะเกียงหมุน แต่สุดท้ายพวกมันก็ถูกแทนที่ด้วยโลกในอุดมคติของแผนอ่านจันทรานิรันดร์ที่มาดาระเคยร่ายไว้

โลกอนาคตที่สงบสุขและงดงาม

เพียงชั่วพริบตา ความสับสนและอดีตก็มลายหายไป ความมุ่งมั่นของชายสวมหน้ากากกลับมาแข็งแกร่งกว่าที่เคย

"นั่นสินะ" น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความรู้สึกปล่อยวาง

"คิดได้แบบนั้นก็ดีแล้ว เลิกคิดฟุ้งซ่านซะ การดำเนินการของเรากำลังจะเริ่มบทใหม่แล้ว"

เมื่อเห็นชายสวมหน้ากากกลับมามีความมั่นใจ เซ็ตสึดำก็ฝืนยิ้มออกมา แม้ว่าใบหน้าที่ซีกดำซีกขาวนั้นจะดูบิดเบี้ยวและน่าเกลียดก็ตาม

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เซ็ตสึดำอดไม่ได้ที่จะถามว่าความบอบช้ำรุนแรงแบบไหนกันที่ทำให้ชายสวมหน้ากากมีอารมณ์แปรปรวนได้ขนาดนี้

"เมื่อกลางวันนายไปที่ไหนมา? ด้วยพลังของนาย ยังจะมีใครทำให้นายผิดหวังได้ขนาดนี้อีกงั้นเหรอ?"

ชายสวมหน้ากากเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า แต่ในแคว้นแห่งฝนนี้ สภาพอากาศแบบนี้เป็นเรื่องปกติที่คุ้นเคยกันดี

หยาดฝนเริ่มหนักขึ้น กระทบหน้ากากจนเกิดเสียงดังเปาะแปะและไหลลงตามข้างแก้ม ทำให้ยากจะแยกออกว่านั่นคือหยาดน้ำตาหรือเป็นเพียงแค่สายฝน

"ฉันไม่เป็นไร"

"มันก็แค่ลมฝนที่พัดผ่านเพียงเบาบางเท่านั้น"

จบบทที่ บทที่ 44 : ลมฝนที่พัดผ่านเพียงเบาบาง

คัดลอกลิงก์แล้ว