เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 102 ความนัยแอบแฝง

บทที่ 102 ความนัยแอบแฝง

บทที่ 102 ความนัยแอบแฝง


‘คิดจะสังหารข้ารึ?’

เหอผิงสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร ขนอ่อนบริเวณลำคอก็ลุกชันขึ้นมาทุกเส้น

แม้เขาจะไร้ซึ่งความหวาดกลัว และการตอบสนองต่อจิตสังหารเป็นเพียงปฏิกิริยาทางร่างกายตามธรรมชาติ ทว่าจิตสังหารอันเย็นเยียบนั้นยังคงแทรกซึมเข้าสู่กระดูกดำราวกับความหนาวเหน็บกัดกิน...

‘มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว…’

การที่อู๋เหมยจื่อมีความคิดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เพียงแต่ช่วงเวลานี้ยังไม่น่าจะเหมาะสม!

เหอผิงตระหนักดีอยู่เต็มอกว่าผู้ร่วมมือทั้งสี่ที่ชือซินจื่อเชิญมานั้น ไม่มีผู้ใดรับมือได้ง่ายเลย ยกตัวอย่างเช่น ความคิดที่จะสังหารผู้อื่นเพื่อฮุบผลประโยชน์ทั้งหมดในการสำรวจถ้ำเซียนวารีครั้งนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว สำหรับเขาและอีกสี่คนที่เหลือ ล้วนถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว นี่ก็คือกฎแห่งการเอาชีวิตรอดในวิถีมาร ตราบใดที่เคยดิ้นรนอยู่ในบ่อโคลนตมแห่งนี้ ย่อมต้องเข้าใจในจุดนี้ดี

ไม่ว่าจะเป็นสำนักหุ่นเชิดเซียน สำนักภูตครวญ ตำหนักเกราะม่วง หรือสำนักปราณวิญญาณ ในเมื่อเก้ามารอมตะถูกขนานนามว่า ‘เก้ามาร’ เช่นนั้นทุกคนรวมถึงตัวเหอผิงเอง ต่างก็คุ้นชินกับกฎเกณฑ์การเอาชีวิตรอดเช่นนี้มานานแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเหมือนดั่งเสือกินคน ผู้อ่อนแอตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง ประหนึ่งกฎเกณฑ์ของสวรรค์

‘จังหวะเวลาไม่ถูกต้อง หากจะเปิดทางเข้าสู่ถ้ำเซียนวารี มันก็จำเป็นต้องอาศัยพลังของยอดผู้บำเพ็ญเพียรทั้งห้าคนร่วมมือกัน หากขาดผู้ใดผู้หนึ่งไป การมาเยือนครั้งนี้ย่อมสูญเปล่าอย่างไม่ต้องสงสัย... ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จิตสังหารที่เขามีต่อข้ามีต้นตอมาจากที่ใดกัน?’

เหอผิงรู้สึกคลางแคลงใจยิ่งนัก ทว่าเขาจำต้องยอมรับว่าหากมองข้ามปัญหาเรื่องการเปิดถ้ำเซียนวารีไป การที่อู๋เหมยจื่อตัดสินใจลงมือในเวลานี้ ในขณะที่คนอื่นๆ ยังมาไม่ถึง นับว่ามีโอกาสสำเร็จอยู่ไม่น้อยจริงๆ

อีกฝ่ายก้าวเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว จิตสังหารในแววตาดุจดั่งประกายดาวอันหนาวเหน็บ

“ตามสิ่งปลูกสร้างและซากโบราณสถานของตำหนักมารสามกำเนิดที่หลงเหลืออยู่ในใต้หล้า มันจะต้องมีตรานี้ปรากฏอยู่เสมอ ในเมื่อตราแสงหมุนวนปรากฏขึ้นที่นี่ สถานที่ที่เราตามหาย่อมอยู่เบื้องหน้านี้แล้ว…”

“ขอบคุณที่ชี้แนะ” เหอผิงไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขาประสานมือคารวะ

“สหายเต๋าอู๋เหมยจื่อช่างผ่านพ้นมาได้อย่างง่ายดาย ด่านของชุดห่อศพสีแดงนั้นผ่านไปได้ไม่ง่ายเลย ดูเหมือนสหายเต๋าจะผ่านด่านนั้นมาได้อย่างราบรื่นกระมัง?”

“ก็แค่โชคช่วยเท่านั้น”

จู่ๆ อู๋เหมยจื่อก็ขมวดคิ้ว จิตสังหารนั้นมลายหายไปในพริบตา ชายผู้นี้โบกมือ ไม่ตอบโต้ต่อการหยั่งเชิงของเขา พลางชี้นิ้วไปทางด้านหลัง

“ข้าคิดว่าพวกเรามาถึงทางเข้าถ้ำแล้ว เจ้าดูด้านหลังสิ รูปสลักยักษ์เหล่านั้นน่าจะเป็นเหล่าเทพเซียนแห่งสามตำหนักเก้าจวนที่อยู่ใต้สังกัดของมหาเทพสามกำเนิด…”

เหอผิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ดูเหมือนอู๋เหมยจื่อจะล้มเลิกความคิดที่จะลงมือกับเขาแล้ว เขาสบตากับอีกฝ่าย ก่อนจะหันไปมองตามทิศทางที่นิ้วนั้นชี้ไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือรูปสลักหลายสิบองค์ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันไป เมื่อพินิจดูที่รูปสลักเหล่านั้น ล้วนไม่ได้หล่อจากทองหรือทองแดง ทว่ากลับเปล่งประกายสีสันอันเก่าแก่และเรียบง่าย อู๋เหมยจื่อหัวเราะหึๆ แล้วก้าวเท้ายาวๆ เดินไปข้างหน้า

รูปสลักหลายสิบองค์นั้นเฝ้าอยู่ริมทางเดินศักดิ์สิทธิ์ซึ่งทอดตัวตรงไปยังหน้าผาสูงชันด้านหลัง ตรงกลางหน้าผานั้นมีประตูบานหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ประหนึ่งทางเข้าประตูวิหารศักดิ์สิทธิ์

เหอผิงหยุดฝีเท้า ยืนพินิจพิจารณา มันคือบานประตูที่ดูคล้ายกับประตูวัดบนภูเขา ใช้โครงสร้างหินแกะสลักค้ำยันหลังคาจั่วขนาดใหญ่ ปลายสันหลังคาทั้งสองด้านเป็นยอดเสารูปสัตว์ร้าย เสาหินและผนังหน้าผาหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ตรงกลางคือบานประตูสูงสามจั้ง บนบานประตูสลักตัวอักษรโบราณไว้ตัวหนึ่ง

“ตัวอักษร ‘เกล็ด’ !”

อู๋เหมยจื่ออ่านออกเสียง

“ข้าเข้าใจแล้ว นี่น่าจะเป็นประตู ‘สัตว์เกล็ด’ เช่นนั้นด้านข้างนี้ก็ย่อมเป็นประตูหินอีกสี่บานคือ ‘สัตว์เปลือย’ ‘สัตว์ขน’ ‘สัตว์ปีก’ และ ‘แมลง’”

เขามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสุดทางเดินศักดิ์สิทธิ์นี้คือลานกว้างทรงกลม ตรงกลางลานมีบ่อน้ำยักษ์ที่ดูคล้ายกับสระน้ำลึก ไม่มีรั้วหินกั้น คล้ายกับอ่างเก็บน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น เพียงแต่ผิวน้ำนั้นดำสนิทและดูลึกล้ำ ไม่อาจหยั่งรู้ถึงก้นบ่อ และไม่รู้ว่าลึกเพียงใด

นอกจากประตูวัดบนหน้าผาหินแล้ว ด้านข้างอีกสี่ทิศทาง ยังมีประตูหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่อีกทิศละบาน บานประตูแต่ละบานล้วนสลักตัวอักษรที่แตกต่างกัน

“นี่คือประตูห้าเซียนห้าเผ่าพันธุ์ ประกอบไปด้วยสัตว์เปลือย สัตว์เกล็ด สัตว์ขน สัตว์ปีก และแมลง โดยตั้งแยกกันอยู่ตามตำแหน่งของธาตุทั้งห้า...”

เสียงของชือซินจื่อก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเหอผิงและอู๋เหมยจื่อเช่นกัน

“สหายทั้งสอง ที่นี่คือทางเข้าถ้ำเซียนวารีที่แท้จริง ลำดับต่อไปในการเปิดถ้ำ จำเป็นต้องรวบรวมพลังของสหายร่วมทางทั้งห้า ผ่านประตูห้าเซียน เพื่อเปิดประตูใหญ่ของถ้ำแห่งนี้อย่างแท้จริง!!!”

เบื้องหลังของชือซินจื่อ ร่างของเฒ่าเหยากุ่ย ยายเฒ่าเหมียวฮวา และคนอื่นๆ ที่ก้าวข้ามมาถึงฝั่งนี้ช้ากว่าก้าวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น นอกจากคนคุ้นหน้าคุ้นตาเหล่านี้แล้ว ยังมีร่างแปลกหน้าอีกผู้หนึ่งปรากฏอยู่ในกลุ่มด้วย เหอผิงชะงักไปเล็กน้อย ทว่าคนแปลกหน้าผู้นี้ก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าเสียทีเดียว เพราะเขาคือเฉิงจื้อแห่งคอกม้าตระกูลเฉิงนั่นเอง

‘เฉิงจื้อ คนผู้นี้คือบุคคลสำคัญจริงๆ ด้วย มิเช่นนั้นชือซินจื่อคงไม่พาเขาเข้ามาด้วยแน่’

ทว่าชือซินจื่อเอาคนผู้นี้ซ่อนไว้ข้างกายและพามายังทางเข้าถ้ำเซียนวารีตั้งแต่เมื่อใดกัน?

ในขณะเดียวกัน ความสงสัยก็ผุดขึ้นในใจของเขา

“ดูเหมือนพวกเราจะโชคดีไม่น้อย ทุกคนเดินทางมาถึงได้อย่างปลอดภัยแล้ว!”

ชือซินจื่อยิ้มน้อยๆ สองตาหรี่มองกวาดไปยังผู้คนที่อยู่ ณ ที่นั้น

“ลำดับต่อไปก็คือช่วงเวลาแห่งการเปิดประตูเซียนวารี!”

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ในมือของเขาก็ปรากฏป้ายหยกประจำตัวสีทองขึ้นมาแผ่นหนึ่ง

ชือซินจื่อในชุดคลุมสีเขียวออกแรงขว้างไปข้างหน้า ป้ายสีทองอร่ามพุ่งลอยเป็นเส้นโค้ง ก่อนจะส่งเสียงดัง ‘จ๋อม’ จนน้ำแตกกระจาย มันตกลงไปในสระน้ำลึกที่มนุษย์สร้างขึ้น ณ ใจกลางลานกว้าง และในวินาทีถัดมานั่นเอง

ความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันก็บังเกิดขึ้น–

ผิวน้ำในสระลึกสั่นไหว ระลอกคลื่นแผ่กระจายเป็นชั้นๆ ‘บางสิ่ง’ ที่พิลึกพิลั่น ประหลาดล้ำ และยากจะอธิบายได้ด้วยคำพูดก็มุดตัวขึ้นมาจากใต้น้ำ

‘บางสิ่ง’ นั้น เมื่อมองแวบแรกจะพานคิดว่าเป็นปลาตัวหนึ่ง

อย่างน้อยในแวบแรก เหอผิงเองก็คิดเช่นนั้น…

‘มัน’ โผล่ขึ้นมาจากน้ำโดยชูหัวปลาขนาดมหึมาขึ้นมา

ทว่าอู๋เหมยจื่อที่อยู่อีกด้านหนึ่ง กลับรู้สึกว่ามันดูคล้ายกับใบหน้ามนุษย์ขนาดยักษ์ที่มีเกล็ดงอกเงยอยู่เต็มไปหมด

เพียงแต่สำหรับคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ เกรงว่าจะรู้สึกว่ามันดูคล้ายกับภูเขาที่ก่อตัวขึ้นจากฝูงปลาขนาดเล็กใหญ่เสียมากกว่า

สตรีชุดแดงที่อยู่ข้างกายยายเฒ่าเหมียวฮวากรีดร้องออกมาอย่างไม่ได้ศัพท์ ศิษย์ทั้งสามของเฒ่าเหยากุ่ยก็ยืนทื่ออยู่กับที่อย่างงงงัน สองตาเบิกกว้างจนกลมโต

ความหวาดกลัวและความสะอิดสะเอียนอันแปลกประหลาดถาโถมเข้าใส่พวกเขา ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นไม่อาจหาคำมาบรรยายได้ว่านี่คือสิ่งใดกันแน่ หลังจากได้เห็นประจักษ์แก่สายตาแล้ว สมองก็ปฏิเสธที่จะคิดพิจารณาให้ลึกซึ้งไปกว่านี้

สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์นั้นมีเกล็ดปกคลุมอยู่ทั่วร่าง ทั่วทั้งตัวมีปลาเล็กปลาน้อยจำนวนนับไม่ถ้วนงอกเงยออกมา

ราวกับว่ามีไข่ปลาฝังตัวเป็นปรสิตอยู่ใต้ผิวหนัง หลังจากผ่านการฟักตัวแล้ว พวกมันก็มุดออกมาจากส่วนลึกของผิวหนัง คล้ายกับเกิดการกลายพันธุ์ที่น่าสยดสยองจนไม่อาจทนดูได้ หัวของปลาขนาดเล็กใหญ่โผล่ทะลุผิวหนังออกมาอย่างหนาแน่นยุ่บยั่บ

ทั่วทั้งร่างของมันมีแต่เลือดเนื้อเละเทะ เต็มไปด้วยเศษซากอวัยวะที่ขาดวิ่นของมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งท่อนแขน ฝ่ามือ ใบหน้าของมนุษย์ จากภายใต้ผิวหนังของคนเหล่านี้ มีเกล็ด ดวงตาปลา และเนื้อเยื่ออื่นๆ ของปลางอกออกมาเป็นจำนวนมากจนแทบไม่มีช่องว่าง

พร้อมกับเสียงคำรามต่ำๆ ที่ดังขึ้นเป็นระลอก คลื่นเสียงดังก้องไปทั่วลานกว้าง ปากของสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ที่รูปร่างผิดเพี้ยนนี้อ้าและหุบลงอย่างล่องลอย แม้แต่ในช่องปาก ในดวงตา หรือกระทั่งด้านในของก้อนเนื้อ ล้วนถูกปกคลุมไปด้วยสิ่งแปลกปลอมอย่างปลาและเกล็ด

ผลัวะ... แฉะ…

เสียงลื่นไหลเปียกแฉะดังขึ้น ปลายักษ์แลบลิ้นออกมาจากปาก มันคือลิ้นที่เต็มไปด้วยอวัยวะ เกล็ด และลูกตาปลา ลิ้นนี้มีความยาวกว่าสิบจั้ง ปลายลิ้นที่ยื่นยาวออกมาคล้ายก้อนเนื้อมีบางสิ่งที่กำลังฝันผวนขยุกขยิก ก่อนที่ใบหน้ามนุษย์ใบหน้าหนึ่งจะมุดออกมาจากภายในนั้น

ถัดมา คือส่วนของร่างกายที่อยู่ด้านหลังใบหน้ามนุษย์ ซึ่งเต็มไปด้วยมือจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกนำมาปะติดปะต่อกัน

‘ใบหน้านี้... ทำไมดูเหมือนกับหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านหมื่นสุขนัก?!’

แทบจะในทันที เหอผิงก็นึกขึ้นมาได้ ใบหน้ามนุษย์นี้สมควรจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแห่งหมู่บ้านหมื่นสุขคนนั้น…

‘เพราะเหตุใด? ใบหน้านี้ถึงเป็นใบหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านได้?’

ทว่าคำพูดต่อมาของชือซินจื่อยิ่งทำให้เหอผิงรู้สึกตกใจจนเสียวสันหลังวูบ

“ไม่ได้พบกันเสียนานเลย สหายเต๋าเฉิงเทียนโย่ว...”

หัวหน้าหมู่บ้านแห่งหมู่บ้านหมื่นสุข ใบหน้ามนุษย์ที่อยู่บนลิ้นในปากของปลายักษ์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สายตาที่เลื่อนลอยกวาดมองไปรอบๆ อย่างงุนงง

“เจ้าคือผู้ใด?”

“ดูเหมือนเจ้าจะจำข้าไม่ได้เสียแล้ว!”

ชือซินจื่อส่ายหน้า ตอบกลับด้วยความรู้สึกหมดสนุก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ช่างมันเถิด สหายเต๋าเฉิง ข้าต้องการเข้าไปในถ้ำเซียนวารี รบกวนเจ้าช่วยเปิดกลไกอีกด้านหนึ่งให้ด้วย”

“กุญแจทองลงสระ สามกำเนิดเบิกทาง...”

หัวหน้าหมู่บ้านแห่งหมู่บ้านหมื่นสุข หรือก็คือชายชราที่ชือซินจื่อเรียกว่า ‘เฉิงเทียนโย่ว’ ตอบกลับอย่างเย็นชาว่า “เจ้าถือป้ายหยกวิญญาณกุญแจทองก็ถือว่ามีคุณสมบัติในการเข้าสู่ถ้ำบำเพ็ญเพียร โปรดไปเปิดประตูห้าเซียนห้าเผ่าพันธุ์เถิด หากต้องการเปิดประตูนี้ จำเป็นต้องให้คนทั้งห้าร่วมมือกันโคจรสัมผัสวิญญาณเพื่อกระตุ้น ‘ค่ายกลมหาวัฏจักรวารีหนุนฟ้า’ ของสถานที่แห่งนี้...”

“เรื่องนั้นไม่ยาก รบกวนสหายเต๋าแล้ว”

ชือซินจื่อหัวเราะหึๆ พลางประสานมือคารวะ สัตว์ประหลาดปลายักษ์ที่รูปร่างบิดเบี้ยวก็ค่อยๆ จมลงไปในสระน้ำลึก ทันใดนั้นผิวน้ำก็กระเพื่อมไหวฉับพลัน สีหน้าของทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

เหอผิงทอดสายตาอันแหลมคมจับจ้องไปที่ร่างของชือซินจื่ออย่างไม่วางตา ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังเฉิงจื้อที่อยู่ข้างกายเขา

‘คอกม้าตระกูลเฉิง... เฉิงเทียนโย่วบรรพชนตระกูลเฉิง... ในกระดานหมากรุกของชือซินจื่อตานี้ ซุกซ่อนกลไกความนัยใดเอาไว้กันแน่?’

จบบทที่ บทที่ 102 ความนัยแอบแฝง

คัดลอกลิงก์แล้ว