เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1588 (710) คำอธิบายของเหอหงเหว่ย (ตอนฟรี)

บทที่ 1588 (710) คำอธิบายของเหอหงเหว่ย (ตอนฟรี)

บทที่ 1588 (710) คำอธิบายของเหอหงเหว่ย (ตอนฟรี)


บทที่ 1588 (710) คำอธิบายของเหอหงเหว่ย

“คุณชายเหอ ผมเองก็สงสัยนะ เทียนเหยากรุ๊ปของคุณกับตระกูลโจวก็ร่วมมือกันได้ดีไม่ใช่เหรอ? แต่ทำไมวันนี้ผมดูท่าทางของคุณเหมือนอยากจะแยกทางกับตระกูลโจวยังไงยังงั้นล่ะครับ?” จี้เฟิงถาม

เรื่องนี้ทำให้จี้เฟิงรู้สึกแปลกใจมาก เพราะตระกูลโจวถือเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจแถบเจ้อเจียงอย่างแท้จริง แม้ความโดดเด่นจะยังไม่เทียบเท่ากับหรงเผิงกรุ๊ปในตอนที่ยังรุ่งเรืองอยู่หนานเยว่ แต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของวิสาหกิจเอกชน

ดังนั้นสำหรับเทียนเหยากรุ๊ปแล้ว ตระกูลโจวควรจะเป็นพันธมิตรที่ดีเยี่ยม แต่ทำไมอยู่ๆเหอหงเหว่ยถึงรีบร้อน อยากจะล้างหนี้บุญคุณกับโจวเฟยเฟยให้จบๆไปแบบนี้ มันดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!

เมื่อได้ยินคำถามของจี้เฟิง เหอหงเหว่ยเพียงแต่ยิ้มบางๆ แล้วย้อนถามว่า “แล้วนายคิดว่ายังไงล่ะ?”

จี้เฟิงได้ยินดังนั้นก็เพียงแค่ชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะรินเหล้าดื่มเองอย่างเงียบๆ

“นายนี่นะ... ถ้าใครไม่รู้คงคิดว่านายเป็นพวกเขี้ยวลากดินไปแล้ว ทำไมอายุแค่นี้ถึงได้สุขุมนิ่งลึกขนาดนี้?” เมื่อเห็นท่าทางที่สงบนิ่งของจี้เฟิง เหอหงเหว่ยก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าถอนหายใจออกมาด้วยความทึ่ง

คนในวัยอย่างจี้เฟิง แถมยังมีภูมิหลังเติบโตมาแบบชาวบ้านธรรมดา อยู่ๆก็กลายมาเป็นหลานชายสายตรงของตระกูลจี้ หากเป็นคนอื่นถ้าไม่ได้ผ่านการขัดเกลาและสั่งสมประสบการณ์มาหลายปี ยากนักที่จะมีการบ่มเพาะและสง่าราศีแบบนี้ และยิ่งยากที่จะมีความสุขุมได้ขนาดนี้

ต่อให้ใครคนหนึ่งจะมีนิสัยสุขุมมาแต่กำเนิด แต่หากต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต จากเด็กหนุ่มที่เติบโตในหมางซือ กลายมาเป็นนายน้อยของตระกูลผู้ดีเก่าในพริบตา จิตใจที่ต่อให้มั่นคงแค่ไหนก็คงมีหลุดการควบคุมกันบ้าง

ตามปกติแล้วหลังจากจี้เฟิงเข้าสู่ตระกูลจี้ อย่างน้อยต้องใช้เวลาสี่ห้าปีในการขัดเกลาและบ่มเพาะ ถึงจะกลายเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ที่เป็นมาตรฐาน และมีเนื้อแท้ที่ลุ่มลึกเพียงพอ

ทว่าจี้เฟิงกลับต่างออกไป ตั้งแต่ครั้งแรกที่เหอหงเหว่ยได้พบ หมอนี่ก็เป็นแบบนี้มาตลอด ทั้งสุขุม เฉลียวฉลาด และมีฝีมือการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา!

เหอหงเหว่ยรู้จักจี้เฟิงมานานพอสมควร และจี้เฟิงก็ไม่แทบไม่เปลี่ยนไปเลย หากจะบอกว่าความสุขุมรอบคอบที่ผ่านมาคือการเสแสร้ง แต่มันจะมีใครที่แสร้งทำได้แนบเนียนติดต่อกันถึงหนึ่งหรือสองปีเชียวหรือ?

เหอหงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจว่า ภรรยาของจี้เจิ้นหัว (แม่ของจี้เฟิง) ช่างเป็นหญิงที่มหัศจรรย์จริงๆ ที่สามารถสั่งสอนจี้เฟิงให้ออกมาโดดเด่นได้ขนาดนี้แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบชาวบ้านก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องมานั่งอยู่กับจี้เฟิง เหอหงเหว่ยก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง

ไม่ว่าใครที่ต้องอยู่กับคนฉลาดเป็นกรดแบบนี้ ย่อมต้องรู้สึกกดดันบ้างเป็นธรรมดา และตอนนี้เขาก็รู้สึกเช่นนั้น

เหอหงเหว่ยส่ายหน้าพลางยิ้ม “เอาเป็นว่าอย่างนี้ละกัน ตระกูลโจวมีอิทธิพลมากในเจ้อเจียงก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเทียนเหยากรุ๊ปจะต้องร่วมมือกับตระกูลโจวตลอดไป การปล่อยให้เจ้าเดียวผูกขาดความยิ่งใหญ่นั้นไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด!”

จี้เฟิงขมวดคิ้ว “คำพูดนี้ไม่ถูกมั้งครับ ผมว่าเราควรส่งเสริมบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ให้เป็นหัวหอกของวิสาหกิจเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน แบบนั้นไม่ดีกว่าเหรอ?”

ในระยะนี้สิ่งที่ประเทศจีนขาดแคลนที่สุดก็คือ กลุ่มบริษัทที่มีอิทธิพลมหาศาลในระดับสากล และสามารถเป็นผู้นำภายในประเทศได้

ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของแบรนด์ประจำชาติ หรือในการค้าและการดำเนินงานต่างๆ ทางฝั่งจีนยังถือว่าขาดแคลนอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีก ก็มีเจ้ายักษ์ใหญ่อย่าง คาร์ฟูร์ ของฝรั่งเศส และอีกหลายเจ้า ส่วนในด้านอุตสาหกรรมเบา โดยเฉพาะสิ่งทอ เสื้อผ้า รวมถึงผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก บริษัทของจีนแทบจะกลายเป็นแค่ ‘ลูกจ้าง’ ของบริษัทต่างชาติไปหมดแล้ว สิทธิบัตรก็ของเขา แบรนด์ก็ของเขา จีนแทบไม่มีอะไรเลยนอกจากแรงงานราคาถูก

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากไม่ส่งเสริมบริษัทยักษ์ใหญ่ หรือจะปล่อยให้บริษัทจีนทั้งหมด ต้องกลายเป็นลูกจ้างของต่างชาติตลอดไปหรืออย่างไร?

“บริษัทยักษ์ใหญ่น่ะต้องส่งเสริมแน่นอน วิสาหกิจเอกชนก็ต้องช่วย แต่ถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งดันกลายเป็น ‘เครื่องมือส่วนตัว’ ของคนบางกลุ่มขึ้นมา นั่นแหละคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” เหอหงเหว่ยกล่าว

จี้เฟิงขมวดคิ้ว “หมายความว่ายังไงครับ?”

เหอหงเหว่ยถอนหายใจเบาๆ “นายเองก็เข้าใจสถานการณ์ในประเทศเราดี วิสาหกิจเอกชนน่ะอยากจะอยู่รอดมันไม่ยากหรอก แต่ถ้าคิดจะทำให้ใหญ่โตจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น ในสายตาของคนหลายคน วิสาหกิจเอกชนก็คือเนื้อชิ้นมัน ที่ใครๆก็อยากจะเข้ามางับสักคำ”

จี้เฟิงพยักหน้าเล็กน้อย เรื่องที่เหอหงเหว่ยพูดมาคือความจริง

โดยเฉพาะข้าราชการจำนวนมากที่เห็นแก่หน้าตา มักชอบเข้าไปก้าวก่ายวิสาหกิจเอกชน ให้คนนอกที่ไม่รู้เรื่องมาชี้นิ้วสั่งคนในที่เชี่ยวชาญ วันนี้ไปเยี่ยมชม วันพรุ่งนี้ไปชี้แนะ แล้ววิสาหกิจเอกชนจะพัฒนาต่อไปได้อย่างไร?

ในความทรงจำของจี้เฟิง เคยมีบริษัทที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในประเทศ ต้องการสร้างอาคารสูงเพื่อเป็นสำนักงานใหญ่ แต่นั่นกลับไปสะท้อนต่อมความอ่อนไหวของข้าราชการท้องถิ่นเข้า

ผลก็คือข้าราชการแวะเวียนไปหาผู้บริหารบริษัทนั้นวันเว้นวัน เพื่อ ‘กล่อม’ ให้พวกเขาสร้างตึกให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงขั้นอยากจะให้เป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศ โดยรับปากว่าจะช่วยเรื่องเงินกู้และสิทธิพิเศษต่างๆนานา

แต่ภายหลังเงินกู้กลับล่าช้าไม่มาตามนัด ประสิทธิภาพการทำงานของ ‘ผู้รับใช้ประชาชน’ ในบ้านเรานั้นก็รู้ๆกันอยู่ ผลที่ตามมาคือสายป่านทางการเงินของบริษัทนั้นขาดสะบั้น สุดท้ายต้องยอมตัดเนื้อตัวเองทิ้ง ตึกหลังนั้นกลายเป็นตึกร้างที่สร้างไม่เสร็จ และบริษัทนั้นก็ล้มละลายไปในที่สุด

ทั้งที่เดิมทีมันเป็นบริษัทที่มีชีวิตชีวาและมีอนาคตไกล แต่สุดท้ายกลับต้องจบลงด้วยความล้มเหลว

จุดจบเช่นนี้ทำได้เพียงให้ผู้คนทอดถอนใจ

และหากสืบหาสาเหตุ มันมาจากหลายปัจจัย แต่การที่เหล่าข้าราชการเข้าไปยุยงและก้าวก่ายแนวคิดของผู้บริหารบริษัทนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างแน่นอน

ก็เพื่อหน้าตาของตัวเองทั้งนั้น!

แม้ในระหว่างนั้นบางคนอาจจะไม่ได้เรียกรับผลประโยชน์จากบริษัทนั้นอย่างโจ่งแจ้ง แต่การบีบบังคับให้บริษัทสร้างตึกที่สูงที่สุด ก็คือการกัดกินเนื้อจากร่างกายของบริษัทนั้นในทางอ้อมแล้ว

นี่ยังไม่นับพวกที่จ้องจะหาเศษหาเลย จากบริษัทด้วยวิธีการต่างๆอีกนับไม่ถ้วน

“ดังนั้นในขั้นตอนนี้หากต้องการส่งเสริมวิสาหกิจเอกชน วิธีที่ดีที่สุดคือเปลี่ยนวิสาหกิจเอกชนให้กลายเป็นบริษัทที่รัฐถือหุ้นใหญ่! หรืออย่างน้อยรัฐก็ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะผู้ถือหุ้น!” เหอหงเหว่ยกล่าว

“นั่นไม่ยิ่งเป็นการเปิดทางให้คนบางกลุ่มยื่นมือเข้าไปตักตวงผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้นเหรอครับ?” จี้เฟิงถาม

“ต่อให้มีคนโลภ แล้วพวกเขาจะโกงกินไปได้สักเท่าไหร่?” เหอหงเหว่ยโบกมือพลางยิ้ม “อีกอย่างต่อให้ใครบางคนอยากจะโกง มันก็ต้องมีผลประโยชน์ให้พวกเขาโกงก่อน นั่นหมายความว่าต้องพัฒนาบริษัทให้ดีถึงจะมีอะไรให้ตักตวงจริงไหมล่ะ? ถ้าบริษัทเองยังประคองตัวไม่อยู่ แล้วจะเอาอะไรมาให้โกง?”

“พี่หงเหว่ยก็มองโลกในแง่ดีเหมือนกันนะครับเนี่ย!” จี้เฟิงหัวเราะ

“หลักการมันง่ายมาก การโกงมันเกิดขึ้นเพราะมีน้ำมันให้ลัดเลาะ” เหอหงเหว่ยยิ้ม “ฉันจะยกตัวอย่างให้นะ นายว่าระหว่างเมืองที่มั่งคั่งกับพื้นที่ที่ยากจน ที่ไหนจะมีข้าราชการคอรัปชันมากกว่ากัน?”

“มีเหตุผล!” จี้เฟิงพยักหน้าเห็นด้วย

เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “งั้นตามที่คุณพูดมา เบื้องบนก็มีแผนจะทำให้ตระกูลโจวกลายเป็นบริษัทที่รัฐถือหุ้นใหญ่ด้วยงั้นเหรอ?”

“อืม!”

เหอหงเหว่ยพยักหน้า “เบื้องบนเริ่มมีแผนการนี้แล้ว”

จี้เฟิงถาม “คุณก็เลยกะจะเว้นระยะห่างกับโจวเฟยเฟยและตระกูลโจว เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองโดนลากเข้าไปยุ่งกับความวุ่นวายเรื่องการปรับโครงสร้างของตระกูลโจวใช่ไหม?”

เหอหงเหว่ยส่ายหน้าแล้วยิ้ม “ฉันดูเหมือนพวกเสร็จนาฆ่าโคถึกขนาดนั้นเลยเหรอ? เอาเป็นว่าอย่างนี้ ตระกูลโจวเองก็ได้ข่าวมาบ้างแล้ว พวกเขาเลยอยากจะช่วงชิงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดในการปรับโครงสร้างครั้งนี้ แต่นั่นมันไม่ตรงกับวัตถุประสงค์แรกเริ่มของเบื้องบน แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่สำคัญที่สุดหรอก”

จี้เฟิงยกแก้วขึ้นชนกับเขาแล้วถามยิ้มๆ “งั้นอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดล่ะครับ?”

“ที่ฉันบอกว่าเคยติดค้างหนี้บุญคุณตระกูลโจวน่ะเรื่องจริง แต่ตระกูลโจวทำเรื่องบางอย่างที่มันค่อนข้าง...” เหอหงเหว่ยส่ายหน้ายิ้มขื่น “ช่างเถอะ ไม่พูดถึงเรื่องนี้ดีกว่า ยิ่งพูดยิ่งเสียอารมณ์”

“งั้นก็ดื่มเถอะ!” จี้เฟิงหัวเราะ

ทั้งคู่ดื่มกันต่ออีกไม่กี่แก้ว ใบหน้าของเหอหงเหว่ยเริ่มขึ้นสีแดงจางๆ เขาจึงไม่กล้าดื่มต่อได้แต่สูบบุหรี่แทน

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาพูดขึ้นว่า “จริงด้วยจี้เฟิง คณะตัวแทนธุรกิจจากเกาหลีมาถึงเจียงโจวแล้วใช่ไหม? ถ้าเถิงเฟยกรุ๊ปคิดจะร่วมมือกับพวกนั้นล่ะก็ ทางที่ดีควรระวังตัวไว้หน่อยนะ”

“หืม? ทำไมล่ะครับ?” จี้เฟิงถามทันที

“ไอ้พวกกิมจิพวกนั้นไม่ใช่ของดีหรอก ฉันคิดว่าทีวี 3D ที่เถิงเฟยกรุ๊ปเปิดตัวออกมา คงจะดึงดูดใจคนพวกนั้นไม่น้อย ถึงตอนนั้นต้องระวังให้ดี อย่าได้หลงกลพวกมันเชียว!”

เหอหงเหว่ยกล่าวต่อ “ถ้าจะร่วมมือกัน โดยเฉพาะตอนเซ็นสัญญาต้องตรวจสอบให้ละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้ามใช้ภาษาต่างประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะชาวต่างชาติมีนิสัยการพูด ไวยากรณ์ รวมถึงศัพท์เฉพาะทางทางเทคนิคที่ต่างจากภาษาจีนของเรามาก!”

“เมื่อก่อนบริษัทในจีนเราไม่รู้ว่าต้องเจ็บตัวมาตั้งเท่าไหร่ โดยเฉพาะกับอเมริกาและญี่ปุ่น สองชาตินี้เจ้าเล่ห์ที่สุด หลอกกินบริษัทเราไปตั้งไม่รู้เท่าไหร่” เหอหงเหว่ยแค่นเสียงเหอะ “ตอนนี้พวกเกาหลีก็เริ่มเลียนแบบมุกนี้แล้ว นายต้องระวังนะ!”

“พวกเกาหลีเหรอ?” จี้เฟิงแค่นเสียง “พวกนั้นก็แค่พวกชอบเก็บตกความสำเร็จของคนอื่นมาใช้เท่านั้นแหละ!”

คนเกาหลีก็มักจะเป็นแบบนี้ ชอบทำเรื่องน่าขันบ่อยๆ พื้นที่ประเทศที่คับแคบประกอบกับความภาคภูมิใจในชาติที่พองโตจนเกินขนาด ทำให้บุคลิกของคนในชาติเขาดูจะบิดเบี้ยวไปบ้าง

ในสายตาของจี้เฟิง หากจะบอกว่าคนอเมริกาคือเสือหิว คนญี่ปุ่นคือหมาป่าจอมตะกละ งั้นพวกเกาหลีก็คงเป็นได้แค่หมาจิ้งจอกที่คอยประจบสอพลอเท่านั้น

ต่อหน้าคนอเมริกาและญี่ปุ่น คนเกาหลีทำได้เพียงสมรู้ร่วมคิด หรือไม่ก็อาศัยบารมีของพวกนั้นมาอวดเบ่ง แต่ถ้าจะพูดถึงความแข็งแกร่งของเกาหลีเอง... จี้เฟิงส่ายหน้าพวกนั้นยังไม่ถึงขั้นที่เขาต้องกังวล!

“แต่ก็นะไม่ว่าจะเป็นคนเกาหลี คนญี่ปุ่น หรือคนอเมริกา ในแง่ของการบ่มเพาะวิสาหกิจเอกชน พวกเขาก็มีส่วนที่จีนควรจะเรียนรู้!”

จี้เฟิงยอมรับข้อดีของพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา “โดยเฉพาะคนเกาหลี กำลังของประเทศเขาไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่กลับมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง ซัมซุง หรือ แดวู... ในจุดนี้ จีนยังสู้เขาไม่ได้จริงๆ!”

“นั่นสินะ!”

เหอหงเหว่ยพยักหน้าเห็นด้วย แล้วพูดขึ้นว่า “จริงด้วยน้องชาย ฉันได้ยินมาว่านายมีเรื่องกระทบกระทั่งกับคนญี่ปุ่นเหรอ? เห็นว่าเป็น... ซูมิดะกรุ๊ปใช่ไหม?”

“ครับ มีปัญหากันนิดหน่อย” จี้เฟิงพยักหน้า

“งั้นก็ดีเลย ฉันเองก็มีปัญหากับพวกนั้นอยู่เหมือนกัน ถ้าเมื่อไหร่นายจะลงมือล่ะก็ อย่าลืมเรียกฉันด้วยนะ!” เหอหงเหว่ยตบโต๊ะดังปัง “มาจัดการพวกไอ้ยุ่นนั่นด้วยกัน!”

....จบบทที่ 1588~

จบบทที่ บทที่ 1588 (710) คำอธิบายของเหอหงเหว่ย (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว