- หน้าแรก
- ขอต้อนรับสู่เกมมรณะสุดพิศวง
- บทที่ 20 ทางแยก
บทที่ 20 ทางแยก
บทที่ 20 ทางแยก
บทที่ 20 ทางแยก
ทว่าเด็กน้อยกลับไม่ได้เล่าเรื่องราวต่อ แต่พลันเปลี่ยนไปร้องเพลงอื่นอย่างกะทันหัน
"เด็กชายตัวน้อยสิบคนออกไปกินมื้อค่ำ"
"คนหนึ่งสำลักอาหารตาย จึงเหลือเพียงเก้า"
"เด็กชายตัวน้อยเก้าคนนั่งเล่นจนดึกดื่น"
"คนหนึ่งหลับเพลินไม่ตื่น จึงเหลือเพียงแปด"
ทำไมถึงวนกลับมาเป็นเพลงมาเธอร์กูสอีกแล้ว?
โจวอิวขมวดคิ้วแต่ยังคงปฏิบัติตามคำสั่งของบทเพลง เขายกขาแล้วกระโดดออกไป
หลังจากนั้น เด็กน้อยก็ร้องเพลงอีกนับสิบเพลง ส่วนใหญ่เป็นเพลงพื้นบ้านด้านมืดที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ทว่าความเร็วกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้โจวอิวเริ่มติดตามได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
โชคดีที่เขายังคงอดทนผ่านมาได้
แต่ในขณะที่เขากำลังจะถึงทางออก น้ำเสียงของเด็กน้อยก็พลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ทว่าคราวนี้ เสียงนั้นไม่ได้เป็นการร้องเดี่ยวอีกต่อไป ใบหน้าอันน่าสยดสยองบนกำแพงพลันหลุดพ้นออกมาและเริ่มร้องประสานเสียงไปกับเขา
บทเพลงนั้นกลายเป็นความโกลาหลและน่าหวาดกลัวในทันที ทุกสรรพเสียงดูเหมือนจะมีตัวตนและถูกบีบอัดเข้าสู่รูหูของเขาอย่างรุนแรง เพียงไม่กี่ประโยคก็เพียงพอที่จะกระตุ้นให้อยากอาเจียนออกมาอย่างรุนแรง
"เด็กๆ ทุกคนถูกพาตัวไปที่นั่น"
"นั่นคือคฤหาสน์ของท่านลอร์ด"
"บ้านหลังนั้นมืดมิดไร้แสงไฟ มีรอยเลือดอยู่ทุกแห่งหน"
"รูปสลักพระโพธิสัตว์อันเคร่งขรึมก็ถูกคลุมด้วยอาภรณ์สีแดงฉาน"
"เด็กๆ ร้องไห้ไม่หยุดหย่อน หวาดกลัวต่อสิ่งที่ได้เห็น"
"ทว่าในวินาทีนั้นเอง"
"พวกเขาพลันได้ยินเสียงหนึ่งเอ่ยว่า"
"อย่าได้กลัวไปเลย จงอย่าได้กลัว"
"เพราะในไม่ช้า พวกเราจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน"
เมื่อเสียงประสานอันกึกก้องหยุดลง ข้อความแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้น
"ท่านได้รับการกัดกร่อน ค่าสติได้รับความเสียหาย ค่าสติปัจจุบันคือ 80/100"
—บัดซบ ความยากเพิ่มขึ้นหรือ? แถมยังไม่มีการเตือนกันล่วงหน้าเลยสักนิด
โจวอิวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อดทนต่อความรู้สึกวิงเวียนจากการที่ค่าสติลดลง ในที่สุดก่อนที่เวลาจะหมดลง เขาก็หาใบหน้าที่วาดรูปรางกายหลอมรวมกันเจอแล้วกระโดดลงไป
"หลังจากนี้"
"ท่านลอร์ดก็ได้รับรางวัลที่รอคอยมาแสนนานในที่สุด"
"แต่นี่ก็ยังไม่เพียงพอ"
"มันไม่มีวันเพียงพอ"
"ดังนั้นหากเขาไม่นำพามาเพิ่ม"
"รายต่อไปก็จะเป็นตัวเขาเอง"
"ท่านได้รับการกัดกร่อน ค่าสติได้รับความเสียหาย ค่าสติปัจจุบันคือ 75/100"
อาการวิงเวียนเริ่มรุนแรงขึ้น และโจวอิวรู้สึกราวกับเห็นภาพหลอนอีกครั้ง มีเศษเนื้อเน่าปรากฏขึ้นในตรอกกองทับถมกันเป็นชั้นๆ จนกลายเป็นใบหน้าที่ดูพิลึกพัลลาร์
ด้วยเหตุผลบางประการ เขารู้สึกว่าใบหน้านั้นดูคุ้นตาอย่างประหลาด แต่ไม่มีเวลาให้ขบคิด เขาตั้งสติสแกนไปรอบๆ จนพบเป้าหมายที่เหมาะสม ซึ่งก็คือรูปภาพเจ้าที่ดินผู้มั่งคั่ง แล้วรีบกระโดดลงไปทันที
ทางออกของตรอกอยู่แค่เอื้อม แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ยอมให้เขาหนีไปได้ง่ายๆ บทเพลงสุดท้ายจึงเริ่มบรรเลงขึ้น
"และแล้วเด็กๆ ก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ"
"จนกระทั่งวันหนึ่งไม่มีใครเหลือให้พามาอีก"
"ท่านลอร์ดไม่มีทางเลือกจึงต้องจุดไฟเผา ทำลายหลักฐานทั้งหมด"
"แต่เรื่องราวจะไม่จบลงเพียงเท่านี้"
"แล้วใครจะเป็นรายต่อไปล่ะ?"
เสียงเพลงหยุดชะงักลง จากนั้นเด็กน้อย ใบหน้าบนกำแพง และแม้แต่พื้นถนนต่างก็เริ่มระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
"เป็นแกไง เป็นแกไง เป็นแกไง!"
บทเพลงนั้นเปรียบเสมือนคลื่นยักษ์สึนามิ แม้แต่สมองของเขาก็รู้สึกเหมือนถูกกวนจนปั่นป่วน ตามปกติแล้วย่อมไม่มีใครหนีพ้นไปได้ แต่โจวอิวกลับแสยะยิ้มออกมา
แม้จะมักถูกมองข้ามและหลงลืมไป แต่เขาก็มีทักษะหนึ่งที่สามารถเพิกเฉยต่อความเสียหายของค่าสติได้
"สมาธิไร้ตัวตน เปิดใช้งาน"
จิตใจที่พร่ามัวกลับคืนสู่สภาวะปกติ โจวอิวกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว เลือกเป้าหมายโดยตรงซึ่งก็คือใบหน้าของตัวเขาเอง แล้วกระโจนออกไปสุดแรงเกิด!
จากนั้น สภาพแวดล้อมโดยรอบก็เงียบสงัดลงในทันที
โจวอิวหันกลับไปมองและพบว่าใบหน้าทั้งหมดหายไปแล้ว ตรอกแห่งนี้กลับคืนสู่ความมืดมิดดังเดิม
เด็กน้อยที่ยืนอยู่ตรงฟากนั้นหยุดร้องเพลงเช่นกัน แม้รอยยิ้มอันโหดเหี้ยมจะหายไปจากใบหน้า แต่ก็ไม่มีการแสดงสีหน้าอื่นใดออกมา มันเพียงแค่มองโจวอิวอย่างเย็นชาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็สลายตัวไปดั่งเถ้าถ่านพร้อมกับสายลมที่พัดผ่าน
"ยินดีด้วย ผู้เล่นบรรลุภารกิจรอง: หลบหนี"
"ผู้เล่นได้รับพรสวรรค์ชั่วคราวระดับสีเขียว: ทักษะการแสดงขั้นพื้นฐาน"
"ผลลัพธ์: ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ท่านสามารถใช้ทักษะการแสดงเพื่อบังคับปกปิดความผันผวนทางอารมณ์ ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเกิดความสงสัยในตัวท่าน"
(การหลอกคนคืองานศิลปะ การหลอกผีคืองานศิลปะที่ยิ่งใหญ่กว่า ปัจจุบันท่านเรียนรู้เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น)
"ระบบทำการบันทึกความคืบหน้าโดยอัตโนมัติ"
"ภารกิจลาดตระเวนยามค่ำคืนเสร็จสิ้นไปครึ่งทางแล้ว โปรดพยายามต่อไปและมุ่งมั่นที่จะจบเนื้อเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด"
เมื่อได้ยินเสียงนี้ โจวอิวไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายลงเลย ตรงกันข้าม สีหน้าของเขากลับดูแปลกประหลาดขึ้นมาเล็กน้อย
—ภารกิจสำเร็จลงแล้วก็จริง แต่ปัญหาที่ตามมากลับเพิ่มมากขึ้น
ประการแรก ตัวตนของท่านลอร์ดควรได้รับการยืนยันได้แล้วว่า คือมหาเศรษฐีนามสกุลหลิวในเมืองแห่งนี้ และเป็นต้นคิดของเรื่องทั้งหมด แต่เขาที่เป็นมนุษย์ สร้างบทเนื้อเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไร?
ประการที่สอง เสียงที่เด็กๆ ได้ยินในคฤหาสน์คือเสียงของใคร? เกี่ยวข้องกับรูปสลักพระโพธิสัตว์หรือไม่? และคำว่า 'หลอมรวมเป็นหนึ่ง' หมายถึงอะไร?
ประการที่สาม ท่านลอร์ดดูเหมือนจะได้รับรางวัลบางอย่างผ่านเด็กๆ เหล่านั้น แต่ทำไมภายหลังถึงบอกว่าหากเขาไม่นำคนมาเพิ่ม เขาจะเป็นเครื่องสังเวยรายต่อไป?
ตอนนี้มีเบาะแสเพิ่มขึ้นมากมาย แต่น่าเสียดายอย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ยังไม่มีจุดเชื่อมโยงสำคัญที่สามารถร้อยเรียงพวกมันเข้าด้วยกันได้
"ดูเหมือนยิ่งไปไกลเท่าไหร่ บทเนื้อเรื่องนี้ก็จะยิ่งเปิดเผยออกมามากขึ้น — ช่างเถอะ คิดตอนนี้ไปก็หาคำตอบไม่ได้ ข้าควรจะลาดตระเวนต่อไปดีกว่า"
เมื่อคิดได้ดังนั้น โจวอิวจึงมองไปข้างหน้า
พ้นจากตรอกไปคือทางแยก
ตามแผนที่ลาดตระเวน เส้นทางใดที่แยกนี้ล้วนนำไปสู่จุดหมายสุดท้ายนั่นคือ เนินฉางซง มันดูเรียบง่ายมากและไม่มีเครื่องหมายพิเศษใดๆ แต่ทว่า...
"นี่มันกำลังบังคับให้ข้าเสี่ยงดวงชัดๆ เลยไม่ใช่หรือ?"
ทางหนึ่งตรงไป ทางหนึ่งไปซ้าย และอีกทางไปขวา เลือกหนึ่งในสามทางแยกแล้วเดิมพันว่ามันจะนำไปสู่ประตูแห่งชีวิตหรือไม่
อันที่จริงโจวอิวเกลียดเกมที่ต้องพึ่งพาดวงเพียงอย่างเดียวที่สุด เพราะด้วยเหตุผลบางอย่าง ดวงของเขามักจะกุดเสมอเมื่อต้องเจอเรื่องแบบนี้ แต่ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามออกแบบมาเช่นนี้ เขาก็ทำได้เพียงยอมรับมัน
"ชายไปซ้าย หญิงไปขวา พวกครึ่งๆ กลางๆ ไปตรงกลาง งั้นข้าไปทางซ้ายก่อนแล้วกัน"
โจวอิวเลือกข้างหนึ่งแล้วเดินตรงเข้าไป
ราตรีกาลยิ่งดึกสงัด
ในย่านที่ทรุดโทรมแห่งนี้ มีเพียงเสียงขยับไหวแว่วมาจากโถงบันไดที่ดังเข้าหูไม่ขาดสาย
เนื่องจากลาดตระเวนมาแล้วหลายครั้ง โจวอิวจึงค่อนข้างชินกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ฝีเท้าของเขาจึงมั่นคงมาก และในไม่ช้าเขาก็เดินมาได้ครึ่งทางแล้ว
แต่น่าเสียดาย คำโบราณที่ว่าไว้มักจะถูกต้องเสมอ
เรื่องราวมักไม่เป็นไปตามที่ใจปรารถนา
การคาดเดาเรื่องดวงของโจวอิวแม่นยำเสมอมา
ทันทีที่เลี้ยวโค้ง กระดิ่งที่ข้อมือของเขาก็พลันแผดเสียงกังวาน
—และแล้วเขาก็ได้เห็นสิ่งที่เขาไม่อยากเห็นที่สุด
หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวนั่งอยู่กลางถนน นางกอดเข่าตัวเองไว้ ดูราวกับกำลังสะอึกสะอื้นร้องไห้
ทว่าภายใต้แสงไฟกิ่งข้างทางนั้น...
นางกลับไม่มีเงาเลยแม้แต่น้อย