- หน้าแรก
- เมื่อผมเลิกชอบคุณ ไฉนคุณถึงเพิ่งมาเสียดาย
- บทที่ 21 เคียงข้างกัน
บทที่ 21 เคียงข้างกัน
บทที่ 21 เคียงข้างกัน
เมื่อคาบที่สามของช่วงเช้าใกล้จะสิ้นสุดลง เซี่ยซูรู้สึกว่าแบบที่เขาเขียนนั้นเกือบจะสมบูรณ์แล้ว
เขาตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง เมื่อไม่พบจุดบกพร่อง จึงเดินไปบอกอาจารย์ว่าขออนุญาตออกจากห้องก่อนเวลาเพื่อนำพิมพ์เขียวไปส่งปริ้นที่ร้าน
ระยะทางจากโซนหอพักไปยังอาคารเรียนนั้นค่อนข้างไกล อาจารย์จึงอนุญาตให้เขาไปได้ เซี่ยซูจึงเก็บของออกจากห้องเรียนทันที
ร้านปริ้นตั้งอยู่ใกล้กับโรงอาหาร เซี่ยซูสาวเท้าเดินตรงดิ่งไปที่นั่นอย่างมีจุดหมาย
ก่อนจะก้าวเข้าร้าน สายตาของเขาเหลือบไปเห็นใครบางคนนั่งอยู่บนม้านั่งริมแถบพื้นที่สีเขียวใกล้กับมุมหนึ่งของโรงอาหาร
เวลาเกือบจะเที่ยงแล้ว อุณหภูมิด้านนอกค่อนข้างสูง ต่อให้จะนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ก็ยังสัมผัสได้ถึงไอความร้อน ประกอบกับยังไม่ถึงเวลาพักเที่ยง บริเวณนั้นจึงแทบไม่มีคนเดินผ่านเลย
ตอนแรกเซี่ยซูเพียงแค่ปรายตามองผ่านๆ แต่พอมองซ้ำอีกครั้ง เขาก็รู้สึกว่าคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นดูคุ้นตาขึ้นมาอย่างประหลาด
ดูเหมือนจะเป็น... หร่วนเนี่ยนซี
ถ้าจำไม่ผิด เมื่อเช้านี้เธอใส่ชุดนี้นี่นา
ด้วยความไม่แน่ใจ เซี่ยซูจึงลองตะโกนเรียกชื่อเธอจากอีกฝั่งของถนน
“หร่วนเนี่ยนซี?”
คนที่นั่งอยู่บนม้านั่งเงยหน้าขึ้นทันที
สายตาของทั้งคู่ประสานกัน ต่างคนต่างมีสีหน้าประหลาดใจ
เซี่ยซูเดินข้ามถนนตรงไปยังพื้นที่สีเขียวพลางเอ่ยถาม “เธอมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย”
หร่วนเนี่ยนซีไม่คิดว่าจะได้เจอเซี่ยซูในช่วงเวลาเรียนแบบนี้ เธอตั้งใจว่าจะนั่งรอจนถึงเที่ยง... เธอรีบหยัดกายลุกขึ้นและก้าวเข้าไปหาเขาสองสามก้าว “นาย... นายไม่มีเรียนเหรอ”
“มีสิ แต่ฉันออกมาปริ้นแบบน่ะ จะเอาไปให้อาจารย์ดูในคาบหน้า เผื่อต้องแก้ไขตรงไหน แล้วเธอล่ะ แดดร้อนขนาดนี้ ทำไมมานั่งตากแดดอยู่ตรงนี้”
“ฉัน...” ฉันรอนายน่ะ
ประโยคหลังหร่วนเนี่ยนซีไม่ได้พูดออกมา
เธอไม่กล้าเป็นฝ่ายทักไปหาเขาก่อน แต่ในใจกลับจินตนาการไปไกลว่าอยากจะเจอเขาอีกครั้งตอนพักเที่ยง และถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะไปกินข้าวพร้อมหน้ากับเขาอีก
ในเมื่อติดต่อไม่ได้แต่ใจมันอยากเจอ เธอเลยตัดสินใจมานั่งรออยู่ตรงนี้ โดยหวังว่าพอเขาเลิกเรียนตอนเที่ยงและเดินออกมา เขาอาจจะมองเห็นเธอบ้าง
แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะเดินออกมาตอนนี้
เมื่อเห็นเธอเงียบไป เซี่ยซูก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ
เขายังมีธุระสำคัญและไม่อยากเสียเวลาอยู่ข้างนอกนานนัก หลังจากพูดคุยกับหร่วนเนี่ยนซีอีกสองสามคำ เขาก็บอกให้เธอกลับหอพักไปก่อน ส่วนตัวเขาก็เตรียมตัวเดินไปที่ร้านปริ้นต่อ
หร่วนเนี่ยนซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเผลอก้าวเท้าเดินตามเซี่ยซูไปโดยไม่รู้ตัว
“เซี่ยซู นาย... นายหิวน้ำไหม เดี๋ยวฉันไปซื้อน้ำมาให้นะ”
พอเดินตามเขามาทัน เธอก็รวบรวมความกล้าหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุย
เมื่อเห็นหร่วนเนี่ยนซีเดินตามมา เซี่ยซูจึงชะลอฝีเท้าลงเพื่อให้ก้าวไปพร้อมๆ กับเธอ
“ก็นิดหน่อยนะ” เขาตอบ
“งั้นเธอนั่งรออยู่นี่นะ เดี๋ยวฉันไปซื้อมาให้!”
น้ำเสียงของหร่วนเนี่ยนซีเจือความประหม่า พูดจบเธอก็รีบวิ่งตรงไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ใกล้ๆ ทันที
เซี่ยซูยิ้มบางๆ แล้วเดินเข้าร้านปริ้นเพื่อส่งไฟล์งานให้พนักงาน เนื่องจากในร้านไม่มีลูกค้าคนอื่น การปริ้นจึงรวดเร็วมาก ไม่ถึงนาทีเขาก็เดินกลับออกมาแล้ว
จังหวะที่ก้าวออกจากร้าน เขาเห็นหร่วนเนี่ยนซีกำลังกึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงมาหาเขาจากหน้าซูเปอร์มาร์เก็ต
ดูท่าทางแล้วเธอคงจะกลัวว่าเขาจะแอบหนีไปก่อน
เซี่ยซูยืนนิ่งรอเธออยู่ตรงนั้น พอหร่วนเนี่ยนซีเดินมาถึง เธอก็ยื่นขวดน้ำให้เขาประหนึ่งเด็กน้อยที่รอคำชม
“ขอบใจนะ”
เซี่ยซูไม่ได้ปฏิเสธ เขารับน้ำมาเปิดดื่มทันที
ในขณะเดียวกัน หร่วนเนี่ยนซีก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอแอบกลัวเหลือเกินว่าเขาจะปฏิเสธน้ำใจของเธอเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด
ในอดีต เวลาที่เธอซื้อของมาให้เซี่ยซู ต่อให้เขาจะดูอิดออดแค่ไหน แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับไปเพราะความตื๊อของเธอ แต่ทว่านับตั้งแต่ซูเชี่ยนอีปรากฏตัวขึ้น เขาก็เริ่มปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอซื้อให้
ไม่ว่าจะเป็นน้ำขวดเล็กๆ ไปจนถึงเสื้อผ้าแบรนด์เนม เขาไม่ยอมรับอะไรจากเธอเลยแม้แต่อย่างเดียว มันคือการผลักไสในทุกวิถีทาง
กระทั่งเมื่อวานที่เธอแอบเติมเงินในบัตรทานอาหารให้เขา เธอก็ยังต้องทำแบบลับๆ ล่อๆ เพราะกลัวว่าถ้าเขารู้เข้า เขาจะขัดขวางไม่ให้เธอทำ
เซี่ยซูหมุนปิดฝาขวดน้ำแล้วเริ่มออกเดินต่อ
ก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองหร่วนเนี่ยนซีที่ยังคงยืนบื้อจ้องเขามตาแป๋วอยู่อย่างนั้น “ไม่มาด้วยกันเหรอ”
สีหน้าของหร่วนเนี่ยนซีดูอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินตามเขาไป
เซี่ยซูพาเธอเดินไปยังร้านชานมแล้วสั่งชานมร้อนมาหนึ่งแก้ว
ปกติในเดือนที่อากาศร้อนแบบนี้ คนส่วนใหญ่มักจะสั่งชานมเย็นใส่น้ำแข็งกันทั้งนั้น น้อยคนนักที่จะสั่งแบบร้อน
แต่สำหรับหร่วนเนี่ยนซีในเวลานี้ เครื่องดื่มร้อนๆ ย่อมดีต่อร่างกายเธอมากกว่า
เขารับแก้วชานมมาจากพนักงานแล้วหันไปยื่นให้เธอ
“ดื่มของอุ่นๆ หน่อยนะ”
หร่วนเนี่ยนซีรู้สึกตื้นตันจนทำอะไรไม่ถูก เธอไม่คิดเลยว่าเซี่ยซูจะเป็นฝ่ายซื้อน้ำมาฝากเธอ
เธอกล่าวขอบคุณเขาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ก่อนจะรับแก้วมาถือไว้อย่างระมัดระวัง
เซี่ยซูเหลือบมองนาฬิกา เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่นาทีก็จะหมดคาบเรียนแล้ว เขาต้องรีบกลับไปให้ทันก่อนคาบต่อไปจะเริ่ม
หลังจากอธิบายเหตุผลให้หร่วนเนี่ยนซีฟัง เขาก็เตรียมตัวจะเดินกลับไปทางเดิม
แสงแดดแผดเผาราวกับเปลวไฟ
หร่วนเนี่ยนซียืนอยู่ใต้ชายคาของร้านชานม เฝ้ามองแผ่นหลังของเซี่ยซูที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปตามแนวร่มเงาของต้นไม้ริมทาง ทันใดนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นคู่รักคู่หนึ่งเดินกางร่มมาด้วยกันอยู่ริมถนน ทำให้เธอรู้สึกเศร้าขึ้นมานิดหน่อย
แดดตอนนี้มันแรงมากจริงๆ
เธอกำแก้วชานมที่ยังคงอุ่นอยู่ในมือแน่น พลางมองไปยังทางเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ไม่ไกล
หลังจากชั่งใจอยู่นาน ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตอีกครั้ง
เซี่ยซูเดินออกมาได้สักพัก โทรศัพท์ของเขาก็ดังแจ้งเตือนขึ้นมา เขาหยิบขึ้นมาดูตามความเคยชิน และพบข้อความจากหร่วนเนี่ยนซี : 【รอฉันแป๊บหนึ่งได้ไหม】
เซี่ยซูส่งเครื่องหมายคำถามตอบกลับไป
หร่วนเนี่ยนซี : 【แดดมันแรงเกินไป ฉันกำลังซื้อร่มในซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ เดี๋ยวฉันจะไปเดินกางร่มส่งนายเอง】
เซี่ยซูหันกลับไปมองแต่ก็ไม่เห็นวี่แววของหร่วนเนี่ยนซี จึงเดาว่าเธอน่าจะยังไม่ออกจากซูเปอร์มาร์เก็ต
อากาศตอนนี้ร้อนเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่สำหรับเขาที่ชินแล้ว เขาคิดว่ามันไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่
จังหวะที่เขากำลังจะพิมพ์ปฏิเสธไปว่าไม่ต้องลำบากหรอก สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นคู่รักคู่หนึ่งเดินกางร่มผ่านหน้าเขาไปพอดี
หลังจากนิ่งคิดครู่หนึ่ง เขาก็พิมพ์ตอบกลับไปว่า : 【โอเค】
ณ ซูเปอร์มาร์เก็ต
หร่วนเนี่ยนซีซื้อร่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว
แต่เธอไม่กล้าเดินออกไป และไม่กล้าวิ่งตามเซี่ยซูไปตรงๆ
เธอกลัวว่าถ้าวิ่งตามไปทัน แล้วเขาจะปฏิเสธเธออีกครั้ง
ถ้าเป็นแบบนั้น เธอคงจะเสียใจมาก
เธอเลยลองส่งข้อความไปหยั่งเชิงก่อน
ทันทีที่ได้รับคำตอบตกลงจากเซี่ยซู ความกังวลใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความดีใจในพริบตา ความอ่อนโยนที่ฉายชัดในแววตาแผ่ซ่านไปถึงหัวใจ
เธอรีบเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วก้าวออกจากซูเปอร์มาร์เก็ตทันที
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็เห็นเซี่ยซูยืนรอเธออยู่ใต้ร่มไม้
เธอรีบกางร่มแล้วจ้ำอ้าวเดินตรงไปหาเขา
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ใบหน้าสวยหวานของเธอก็เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
การจะกางร่มคันเดียวกันได้ นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องยืนชิดกันมากกว่าปกติ
เธอ... “นายนับพิมพ์เขียวไว้เถอะ เดี๋ยวฉันถือร่มให้เอง”
เมื่อเห็นใบหน้าของหร่วนเนี่ยนซีเริ่มแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ เซี่ยซูจึงเป็นฝ่ายขยับเข้าไปยืนข้างๆ เธอ
เขาส่งม้วนพิมพ์เขียวให้หร่วนเนี่ยนซีช่วยถือไว้ ส่วนตัวเองเป็นฝ่ายรับร่มมาถือแทน แล้วเดินเคียงข้างเธอไปทางตึกเรียน
พวกเขาเดินชิดกันมาก จนบางครั้งท่อนแขนก็เผลอเบียดสีกันเบาๆ
มันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก แต่ทุกครั้งที่ผิวสัมผัสกัน หร่วนเนี่ยนซีกลับรู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจแทบจะวาย
ตลอดทาง ทั้งคู่ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรกันเลย
เมื่อเดินมาถึงโซนอาคารเรียน เสียงออดหมดคาบเรียนก็ดังขึ้นพอดี
เพียงไม่กี่นาที นักศึกษาจำนวนมากก็เริ่มทยอยเดินออกจากอาคารเรียนต่างๆ กันให้ควั่ก
หร่วนเนี่ยนซีไม่เคยมาที่คณะศิลปกรรมศาสตร์มาก่อน เลยไม่รู้ว่าเซี่ยซูกับเพื่อนๆ เรียนกันที่ตึกไหน ดังนั้นพอมาถึงโซนอาคารเรียน เซี่ยซูจึงเป็นฝ่ายเดินนำทางเธอไป
ทั้งคู่เดินกางร่มเคียงข้างกันท่ามกลางฝูงชนที่เดินสวนทางมาตลอดริมทางถนน
ท่ามกลางฝูงชนที่พลุกพล่านนั้น มีใครบางคนแอบยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปคนทั้งคู่เอาไว้ได้พอดี