เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 620 อุ่นสุราร่ำลา หิมะโปรยอาลัย

บทที่ 620 อุ่นสุราร่ำลา หิมะโปรยอาลัย

บทที่ 620 อุ่นสุราร่ำลา หิมะโปรยอาลัย


ในช่วงเวลาต่อมา

ซูจื่อโม่ทำตัวประหนึ่งคนธรรมดาคนหนึ่ง คอยอยู่เป็นเพื่อนซูหงทุกวัน ผ่าฟืนก่อไฟ หุงหาอาหารและพูดคุยสัพเพเหระ

การเดินทางช่วงสุดท้ายของซูหง ซูจื่อโม่จะเดินไปเป็นเพื่อนเขาจนสุดทาง

ซูจื่อโม่เล่าถึงประสบการณ์ของตนเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เริ่มเล่าตั้งแต่คืนนั้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ที่เริ่มฝึกวิชาใต้ต้นท้อต้นนี้ เล่าถึงเตี๋ยเยว่ เล่าถึงเสี่ยวหนิง เล่าถึงจีเหยาเสวี่ย เล่าถึงยอดเขาไร้ตัวตน...

เล่าเรื่องราวทีละเล็กทีละน้อย เปิดเผยความในใจอย่างหมดเปลือก ไม่มีการปิดบัง ถ่ายทอดออกมาอย่างละเอียดลออ

ซูหงไม่เคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาก่อน จึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง

เมื่อได้ฟังถึงตอนที่ตื่นเต้น สภาพจิตใจของเขาก็จะดูดีขึ้นมาก

แน่นอนว่า เมื่อวันเวลาผ่านไป อากาศเริ่มหนาวเย็นลง ร่างกายของซูหงก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ช่วงเวลาที่รู้สึกตัวตื่นก็น้อยลงทุกที

กลับกัน ช่วงเวลาที่นอนหลับใหลกลับยาวนานขึ้นเรื่อยๆ เขายังพูดทีเล่นทีจริงกับซูจื่อโม่ว่า

"ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่ง ข้าอาจจะหลับไปแบบนี้ แล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย"

ในใจของซูจื่อโม่ขมขื่น ได้แต่เงียบงันไม่ส่งเสียง

ในช่วงที่ซูหงตื่น ซูจื่อโม่ตัดใจจากไปไหนไม่ได้

เขารู้ดีว่า เวลาที่ทั้งสองคนได้อยู่ด้วยกัน ผ่านไปหนึ่งนาที ก็ลดน้อยลงไปหนึ่งนาที

คำพูดที่จะพูดกัน พูดไปหนึ่งประโยค ก็ลดน้อยลงไปหนึ่งประโยค

เฉพาะตอนที่ซูหงนอนหลับไปแล้วเท่านั้น ซูจื่อโม่ถึงจะปลีกตัวออกมา

หลังจากออกจากคฤหาสน์ ซูจื่อโม่ก็จะเดินไปรอบๆ เมืองผิงหยาง ทิศทางไม่แน่นอน บางครั้งก็หยุดฝีเท้า ครุ่นคิดอยู่นาน

เขาเดินช้ามาก ดูเหมือนกำลังเดินเล่นตามสบาย

แต่หากมีผู้ฝึกเซียนที่สายตาเฉียบแหลมผ่านมา ย่อมต้องสังเกตเห็นว่า ที่ปลายนิ้วของซูจื่อโม่ มีพลังวิญญาณสายหนึ่งแผ่ออกมาตลอดเวลา ราวกับมีดแกะสลัก กำลังวาดลวดลายอะไรบางอย่างบนพื้นดิน

บนพื้นดินด้านหลังเขา จะปรากฏร่องรอยลึกลับสายหนึ่ง ราวกับเป็นลวดลายของอะไรบางอย่าง

เมื่อลมหนาวพัดผ่านมา ฝุ่นดินปลิวว่อน ก็จะกลบฝังร่องรอยเหล่านี้ไปอย่างง่ายดาย

เมื่อสัมผัสได้ว่าซูหงตื่นแล้ว ซูจื่อโม่ก็จะกลับไปที่คฤหาสน์ อยู่คุยเป็นเพื่อนซูหงต่อ

จนกระทั่งซูหงหลับลึกไป เขาถึงจะออกมาอีกครั้ง

วันแล้ววันเล่า ทุกวันล้วนเป็นเช่นนี้

ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

เพียงแต่ ซูจื่อโม่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ร่างกายของซูหงแย่ลงเรื่อยๆ อายุขัยใกล้จะหมดลง ถึงขั้นน้ำมันหมดตะเกียงมอดแล้ว!

วันนี้ หลังจากรอให้ซูหงหลับไปอีกครั้ง ซูจื่อโม่ก็ออกจากคฤหาสน์ ล้วงเอาธงโบราณออกมาจากถุงเก็บของทีละด้าม รวมทั้งหมดสี่สิบเก้าด้าม

ด้ามธงทำจากไม้ แต่กลับไม่มีร่องรอยของการผุพังแม้แต่น้อย

ผืนธงไม่รู้ว่าใช้อะไรถักทอขึ้นมา บนนั้นวาดลวดลายลึกลับเอาไว้ ซับซ้อนยิ่งนัก เพียงแค่มองปราดเดียว ก็รู้สึกวิงเวียนตาลาย คล้ายกับจะดูดกลืนจิตวิญญาณของผู้คนเข้าไป!

ซูจื่อโม่เดินเหยียบย่างบนความว่างเปล่า

ทุกครั้งที่ไปถึงจุดหนึ่ง ก็จะพิจารณาอย่างละเอียดอยู่นาน ถึงจะโยนธงไม้ลงไปหนึ่งด้าม

เมื่อธงไม้ร่วงหล่นลงมา ก็จะจมหายลงไปในพื้นดินโดยตรง เปล่งแสงประหลาดวูบหนึ่ง แล้วหายวับไป

ทีละด้าม ทีละด้าม

กว่าซูจื่อโม่จะโยนธงไม้ทั้งสี่สิบเก้าด้ามลงไปในพื้นดินจนครบ เขาก็เดินวนรอบเมืองผิงหยางไปรอบใหญ่ สีหน้าเหนื่อยล้า มีเหงื่อผุดซึมที่หน้าผาก

ดูเหมือนเป็นแค่การโยนธงง่ายๆ แต่กลับสิ้นเปลืองพลังจิตใจของเขาอย่างมหาศาล!

ในตอนนั้นเอง ใจของซูจื่อโม่ก็ไหววูบ รีบหันหลังกลับไปที่คฤหาสน์ทันที

เวลานี้ ซูหงตื่นขึ้นมาแล้ว

วันนี้ อาการของซูหงดูเหมือนจะดีขึ้นมาก

แต่ในใจของซูจื่อโม่กลับเจ็บปวด

เขารู้ดีว่า นี่คืออาการของแสงสุดท้ายก่อนตะวันลับฟ้า

ซูหงยิ้มบางๆ กล่าวว่า "จื่อโม่ อุ่นสุราให้ข้าสักกาเถอะ ให้ร่างกายอบอุ่นหน่อย"

ซูจื่อโม่เดินมาข้างกายซูหง ก่อไฟในเตา ต้มน้ำให้เดือด

ในน้ำเดือด แช่กาใส่สุราเอาไว้หนึ่งกา

"จื่อโม่ หลายวันมานี้ ได้ฟังเจ้าเล่าเรื่องการฝึกเซียน ช่างพิสดารพันลึก ยิ่งใหญ่ตระการตา น่าหลงใหลยิ่งนัก

เจ้าต้องการบัญญัติวิถี ให้ผู้คนดุจมังกร นี่เป็นเรื่องดี แต่ข้าก็ฟังออกว่า การบัญญัติวิถีนั้น ยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์เสียอีก"

"ใช่แล้ว" ซูจื่อโม่พยักหน้า

การจะบัญญัติวิถีสายหนึ่ง ที่แตกต่างจากเซียน พุทธ และมาร เพื่อให้สรรพชีวิตที่ไร้รากวิญญาณสามารถฝึกตนได้ อย่าว่าแต่ซูจื่อโม่ที่เป็นเพียงขั้นแก่นทองตัวเล็กๆ ต่อให้เป็นราชันระดับไท่กู่ก็ยังทำไม่ได้!

บนเส้นทางสายนี้ อนาคตมืดมน ทุกอย่างล้วนไม่แน่นอน

ไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้

นับตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจบัญญัติวิถี ซูจื่อโม่ก็ถูกกำหนดให้ต้องโดดเดี่ยว!

แน่นอนว่า วัวและแกะมักอยู่รวมกันเป็นฝูง มีเพียงสัตว์ร้ายเท่านั้น ที่จะเดินเพียงลำพัง!

ซูหงกล่าวเสียงดังว่า "คิดจะฝืนลิขิตฟ้าเพื่อสรรพชีวิตในใต้หล้า นี่เป็นความห้าวหาญเพียงใด! จื่อโม่ ไม่ว่าเจ้าจะทำสำเร็จหรือไม่ พี่ใหญ่ก็ภูมิใจในตัวเจ้า!"

จากนั้น แววตาของซูหงก็ดูหม่นหมองลง ถอนหายใจเบาๆ กล่าวว่า "น่าเสียดาย พี่ใหญ่คงไม่มีโอกาสได้เห็นวินาทีนั้นแล้ว อีกอย่าง ข้าไม่อยู่แล้ว เจ้ากับเสี่ยวหนิงต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ"

"พี่ใหญ่..." ซูจื่อโม่รู้สึกแสบจมูกขึ้นมาทันที สะอื้นจนพูดไม่ออก

ซูหงโบกมือ ชี้ไปที่เตาไฟเล็กๆ ด้านข้าง แล้วกล่าวว่า "รินเหล้าให้ข้าชามหนึ่ง"

กาสุราแช่อยู่ในน้ำเดือด เริ่มส่งกลิ่นหอมจางๆ ลอยออกมา

สุราอุ่นได้ที่แล้ว

ซูจื่อโม่ข่มความโศกเศร้าในใจ รินสุราฤทธิ์แรงออกมาหนึ่งชาม ส่งให้ซูหง

ซูหงรับไป มองดูน้ำสุราในชามที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น เหม่อลอยไปชั่วขณะ

ในภวังค์ บนผิวน้ำที่ใสกระจ่าง ราวกับสะท้อนภาพของชายหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าอาภรณ์สดใสควบม้าพยศ ผู้มีความมุ่งมั่นห้าวหาญ ถือทวนออกศึก บัญชาการกองทหารม้าเกราะเหล็กสีนิล โลดแล่นในสนามรบ!

ภาพฉากแล้วฉากเล่า ไหลผ่านไปบนผิวน้ำนี้

เนิ่นนาน เนิ่นนาน

เกล็ดหิมะแวววาวชิ้นหนึ่ง ร่วงหล่นลงในน้ำสุรา บานสะพรั่งอย่างเงียบเชียบ ทำลายผิวน้ำที่ราบเรียบดุจกระจกนั้น

หิมะตกแล้ว

หิมะแรกของต้นฤดูหนาว

ปลายฤดูใบไม้ร่วงผ่านพ้น ต้นฤดูหนาวมาเยือน ราวกับเป็นลางบอกเหตุบางอย่าง

ภาพฉากเมื่อครู่ ได้เลือนหายไปแล้ว

ผิวน้ำในชาม เหลือเพียงใบหน้าที่แก่ชราใบหน้าหนึ่ง

ซูหงยิ้มอย่างปลอดโปร่ง ยกชามสุราขึ้น ดื่มรวดเดียวจนหมด!

ดื่มสุราฤทธิ์แรงชามนี้ ราวกับได้ดื่มด่ำมาตลอดทั้งชีวิต!

"สุรารสดี!"

ซูหงหัวเราะเสียงดัง แล้วจากไปอย่างสงบ

ซูจื่อโม่ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น มองดูชายชราตรงหน้า อดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป น้ำตาไหลพรากดุจทำนบแตก

วันนี้ ในที่สุดก็มาถึง

แม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่เมื่อซูหงจากไปจริงๆ ซูจื่อโม่ก็ยังรู้สึกเจ็บปวดเจียนตาย ความโศกเศร้าถาโถมเข้ามา

ยิ่งถลำลึกในทางโลก ก็ยิ่งยากจะตัดขาดทางโลก

ยิ่งถลำลึก ดาบนี้เมื่อฟันลงไป ก็จะยิ่งเจ็บปวด!

ฟ้าเริ่มมืด

หิมะ ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ

ซูจื่อโม่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าร่างของซูหง ไม่ขยับเขยื้อน สีหน้าเหม่อลอย

แม้เขาจะเป็นผู้ฝึกเซียน

แม้เขาจะเป็นปีศาจแห่งยุคบรรพกาล

แม้เขาจะเป็นคนที่สองนับจากอดีตจวบจนปัจจุบัน ที่ก้าวสู่ขั้นสร้างฐานระดับขีดสุด

แต่เขาก็ยังคงช่วยชีวิตคนในครอบครัวของตัวเองไม่ได้!

หิมะโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย

อากาศยิ่งหนาวเย็นลง

แต่ในใจของซูจื่อโม่ กลับราวกับมีกองเพลิงลุกโชน ไม่มีที่ให้ระบายออก!

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ทางทิศใต้ของเทือกเขาชางหลาง แว่วเสียงคนตะโกนและเสียงม้าร้องดังมาแต่ไกล เมื่อเวลาผ่านไป เสียงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น

เสียงเกือกม้าเหล็กดังกึกก้อง ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ!

คนอื่นอาจจะไม่รู้สึก แต่ซูจื่อโม่กลับได้ยินชัดเจนแจ่มแจ้ง!

ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!

ในท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมนี้ ยังมีเสียงเรือวิญญาณแหวกอากาศพุ่งทะยาน

ที่ไกลออกไป ฝุ่นตลบฟุ้ง!

ซูจื่อโม่สีหน้าเย็นชา ลุกขึ้นยืน ในดวงตาสาดประกายจิตสังหารเสียดฟ้า ร่างทั้งร่างเหาะเหินขึ้นสู่ท้องฟ้า พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาชางหลาง!

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 620 อุ่นสุราร่ำลา หิมะโปรยอาลัย

คัดลอกลิงก์แล้ว