- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 619 สรรพสำเนียงเงียบงัน
บทที่ 619 สรรพสำเนียงเงียบงัน
บทที่ 619 สรรพสำเนียงเงียบงัน
การจะบัญญัติวิถีนั้น ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด
ผ่านกาลเวลามานับไม่ถ้วน คลื่นลูกใหม่ไล่หลังคลื่นลูกเก่า ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ วิถีแห่งมรรคาที่สืบทอดกันมา ก็ไม่พ้นสามวิถีคือ เซียน พุทธ และมาร
การจะฝืนลิขิตฟ้าเพื่อสรรพชีวิตในใต้หล้า ยิ่งยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด
ด้วยวิธีการของเตี๋ยเยว่ ก็ยังต้องอาศัยของวิเศษระดับศักดิ์สิทธิ์อย่างดอกไร้โศก จึงจะเปลี่ยนชะตาให้ซูจื่อโม่เพียงคนเดียวได้
เรื่องเช่นนี้ หากเป็นคนอื่น คงไม่กล้าแม้แต่จะคิด!
ก่อนหน้านี้ เป้าหมายสูงสุดในการฝึกวิชาของซูจื่อโม่ ก็คือการเดินทางไปยังอีกโลกหนึ่ง เพื่อไล่ตามรอยเท้าของเตี๋ยเยว่
แต่ทว่าในวันนี้
ความชราภาพของซูหง และภาพเหตุการณ์ในแคว้นเยี่ยนที่เปรียบดั่งนรกบนดิน ได้สร้างความสะเทือนใจให้แก่เขาอย่างใหญ่หลวง
ความรู้สึกไร้หนทางสู้เช่นนั้น ทำให้ซูจื่อโม่รู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม!
นี่คือชะตาชีวิตของซูหงหรือ?
นี่คือชะตาชีวิตของสรรพสัตว์หรือ?
ด้วยเหตุอันใดกัน!
ข้าจะบัญญัติวิถี!
ซูจื่อโม่ตั้งมหาปณิธาน!
มหาวิถีนิรันดร์ การสืบทอดเป็นอมตะ
ในคนรุ่นหลัง มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย
เพียงแต่ ยากนักที่จะมีใครจินตนาการได้ว่า บนกำแพงเมืองโบราณที่ผุพังแห่งนี้ ภายใต้การเป็นสักขีพยานของชายชราไม้ใกล้ฝั่งเพียงผู้เดียว ชะตากรรมของสรรพชีวิต ได้เริ่มถูกเขียนขึ้นใหม่แล้ว!
เวลานี้ตรงกับช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มหนาวเย็น
ซูหงยืนอยู่ท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดกระหน่ำ ร่างกายที่ผอมแห้งสั่นไหวเล็กน้อย แต่กลับไม่มีท่าทีว่าจะจากไป
เมื่อม่านราตรีโรยตัวลงมา ซูหงจึงหันหลังกลับ แล้วกล่าวว่า "ไปกันเถอะ"
ในวินาทีที่ซูหงหันหลังกลับมา ซูจื่อโม่พลันรู้สึกว่า พี่ใหญ่ราวกับแก่ชราลงไปมากภายในวันเดียว
ดวงตาที่ขุ่นมัวคู่นั้น ไม่มีความระลอกไหวใดๆ อีกต่อไป
เงียบงันดั่งบ่อน้ำตาย
ยี่สิบปีมานี้ ชายชราเฝ้ารอวันนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ในวันนี้ เขาไม่มีอะไรติดค้างในใจอีกแล้ว
ซูจื่อโม่ประคองซูหง กลับขึ้นไปบนราชรถ มุ่งหน้าเดินทางต่อ
เป้าหมายคือเมืองผิงหยาง
นั่นคือสถานที่สุดท้ายของพวกเขา
และเป็นสถานที่สุดท้ายในชีวิตของซูหง
......
แม้ทั้งสองคนจะเก็บตัวอยู่แต่ในราชรถ แต่ตลอดการเดินทาง ก็ได้ยินข่าวคราวมาไม่น้อย
สองปีมานี้
โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวนำทัพปกป้องชายแดนด้วยพระองค์เอง อาศัยความได้เปรียบทางชัยภูมิ วางแผนการรบ แม้จะสามารถสลายการบุกโจมตีของกองทัพพันธมิตรสามราชวงศ์ได้หลายครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์กลับยิ่งยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวได้รับบาดเจ็บ เกือบจะสิ้นพระชนม์
ชายแดนนับพันลี้แตกพ่าย!
กองทัพพันธมิตรสามราชวงศ์บุกตะลุยอย่างไม่อาจต้านทาน ยกทัพใหญ่อุกอาจ บุกขึ้นเหนือตลอดทาง ได้กลืนกินแคว้นเมืองขึ้นในอาณาเขตของต้าโจวไปแล้วหลายแห่ง
กองทัพผู้ฝึกตนของต้าโจว คุ้มกันโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวหลบหนีตลอดทาง ถอยร่นไปทางทิศเหนือของเทือกเขาชางหลาง จนถึงเมืองพยัคฆ์ครามของแคว้นฉี แทบจะยกแผ่นดินแคว้นเยี่ยนให้ศัตรูไป
สถานการณ์ของต้าโจว เข้าขั้นวิกฤตแล้ว!
เมื่อกลับถึงเมืองผิงหยาง
ซูจื่อโม่ก็ปล่อยอินทรีเพลิงม่วงตัวนั้นไป เก็บราชรถ แล้วประคองซูหงลงสู่พื้นดิน
ใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วง สงครามและความวุ่นวาย
บนถนนหนทางของเมืองผิงหยาง เต็มไปด้วยความเงียบเหงา
แม้จะเป็นเวลากลางวัน บนถนนก็แทบไม่มีผู้คน ประตูบ้านเรือนสองข้างทางปิดสนิท
อีกไม่นาน กองทัพพันธมิตรสามราชวงศ์ก็จะข้ามเทือกเขาชางหลางมายึดครองที่นี่
ตอนนี้ผู้คนที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองผิงหยางมีไม่มากแล้ว ส่วนใหญ่เป็นคนแก่ ผู้หญิง และเด็ก หรือไม่ก็เป็นพวกที่ยังอาลัยอาวรณ์บ้านเกิด
ซูจื่อโม่ประคองซูหง กลับมายังคฤหาสน์ของเขา
เมื่อผลักประตูเข้าไป ต้นท้อต้นนั้นยังคงอยู่
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
ซูหงกล่าวว่า "อยู่ข้างนอกนี่แหละ ขอดูท้องฟ้านี้ ดูโลกใบนี้เป็นครั้งสุดท้าย"
"ตกลง"
ซูจื่อโม่กลับเข้าไปในห้อง ยกเก้าอี้โยกออกมาตัวหนึ่ง ประคองซูหงให้นั่งเอนกายลงไป แล้วหยิบผ้าห่มขนสัตว์ออกมาห่มคลุมร่างให้ซูหง
ซูจื่อโม่ไปที่หลังบ้าน ขุดดินเหนียวและก้อนอิฐมาจำนวนหนึ่ง
ไม่นานนัก เขาก็ก่อเตาไฟเล็กๆ สองเตาขึ้นในลานบ้าน วางไว้ข้างกายซูหง จุดฟืน และเริ่มก่อไฟ
ผ่านไปหลายปี ฝีมือเหล่านี้ยังไม่ขึ้นสนิม
ซูจื่อโม่นั่งอยู่ด้านข้าง มองดูเปลวไฟที่ลุกไหม้ในเตา เหม่อลอยเล็กน้อย
ผ่านไปเนิ่นนาน จู่ๆ ซูหงก็พูดขึ้นว่า
"จื่อโม่ ข้าเป็นคนใกล้ตายแล้ว อย่าอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้าเลย เจ้าไปเถอะ"
ซูจื่อโม่ก้มหน้าเล็กน้อย ไม่พูดอะไร
"แม่นางจีได้รับบาดเจ็บ ข้ารู้ว่าเจ้าวางใจไม่ลง สถานการณ์ของนางในตอนนี้ต้องแย่มากแน่ๆ เจ้าไปดูนางเถอะ ไปช่วยนางหน่อย"
"นางไม่เป็นไรหรอก" ซูจื่อโม่กล่าวว่า "นางเป็นถึงโอรสสวรรค์ หากเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริงๆ ป่านนี้คงมีข่าวแพร่สะพัดออกมาแล้ว"
ซูหงส่ายหน้า ถอนหายใจ
เขาดูออกว่า แม้ปากของซูจื่อโม่จะพูดเช่นนั้น แต่ไม่อาจปกปิดความกังวลลึกๆ ในแววตาได้
"พี่ใหญ่ ท่านพักผ่อนให้สบายเถอะ เรื่องพวกนี้ไม่ต้องคิดมาก"
ซูจื่อโม่ขยับผ้าห่มให้ซูหง แล้วพูดเสียงเบา
ซูหงพยักหน้า รู้สึกหนังตาเริ่มหนักอึ้ง
เมืองหลวงแห่งราชวงศ์โจวอยู่ห่างจากเมืองผิงหยาง เส้นทางยาวไกล ต่อให้เป็นคนที่ร่างกายแข็งแรงบึกบึนก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้า นับประสาอะไรกับคนแก่ที่กำลังจะสิ้นลม
ไม่ทันรู้ตัว ซูหงก็ค่อยๆ ผล็อยหลับไป
ซูจื่อโม่นั่งอยู่ในลานบ้าน มองไกลออกไปทางทิศใต้ของเทือกเขาชางหลาง แววตาลึกล้ำ สีหน้าเย็นชา ไม่พูดไม่จา
จนกระทั่งตกดึก ซูหงหลับสนิทไปแล้ว
ซูจื่อโม่จึงค่อยๆ ลุกขึ้น มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาชางหลางด้วยความรวดเร็ว!
ภายใต้การปกคลุมของม่านราตรี เทือกเขาชางหลางดูมืดมิดน่าสะพรึงกลัว เงาไม้ไหวเอน เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังระงมไปทั่ว แผ่นดินสั่นสะเทือน
บางครั้งก็มีนกนักล่าบินผ่านความว่างเปล่าไป
ทันใดนั้น!
ร่างในชุดคลุมเขียวสายหนึ่ง ก็ร่อนลงมาเหนือเทือกเขาชางหลาง!
ภายใต้แสงจันทร์อันเย็นเยียบ รอบกายของคนผู้นี้มีไออสูรปกคลุม ก่อตัวเป็นภาพมายาของมหาอสูรบรรพกาลที่ดูสมจริงและมีใบหน้าดุร้ายทีละตน!
ซูจื่อโม่ยืนเหยียบย่างบนความว่างเปล่า ร่างกายสูงใหญ่ ผมดำปลิวไสว ดวงตาทั้งสองข้างแดงฉาน ราวกับจอมอสูรผู้ไร้เทียมทาน!
ชั่วพริบตานั้น!
อสูรสัตว์ทั้งหมดในเทือกเขาชางหลาง ล้วนมองเห็นร่างนี้
"โฮก!"
ซูจื่อโม่เปิดปาก ระเบิดเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนฟ้าดินใส่เทือกเขาเบื้องล่าง!
ลมเมฆเปลี่ยนสี!
บนร่างของซูจื่อโม่ อสูรสัตว์ทุกตัวล้วนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ทำให้พวกมันใจสั่นขวัญผวา
นั่นคือความหวาดกลัวที่มาจากส่วนลึกของสายเลือด!
เทือกเขาชางหลาง ได้กำเนิด 'ราชา' องค์ใหม่แล้ว!
สัตว์วิเศษทั้งหมด และอสูรวิญญาณส่วนใหญ่ ต่างหมอบกราบอยู่กับพื้น เงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว
แต่ทว่า ก็ยังมีอสูรสัตว์บางตัวที่แววตาดุร้าย เผยรังสีอำมหิตออกมา
"บรู๊ววว!"
เจ้าถิ่นแห่งเทือกเขาชางหลาง ราชาพยัคฆ์ครามกระโจนขึ้นสู่ท้องฟ้า แหงนหน้าเห่าหอน
ฝูงพยัคฆ์ต่างลุกฮือขึ้น ขานรับเสียงนั้น!
เสียงเห่าหอนดังไปทั่วแปดทิศ!
ซูจื่อโม่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินเหยียบอากาศ มาถึงตรงหน้าของราชาพยัคฆ์ครามโดยตรง ยื่นฝ่ามือขนาดใหญ่ออกมา กดลงไปที่กระหม่อมของราชาพยัคฆ์คราม!
ราชาพยัคฆ์ครามอ้าปากกว้างจนสุด กัดเข้าที่ข้อมือของซูจื่อโม่เต็มแรง!
แขนของซูจื่อโม่ กล้ามเนื้อขยายตัว เส้นเอ็นปูดโปน!
แขนทั้งข้าง แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า!
ราชาพยัคฆ์ครามกัดลงไปหนึ่งคำ ไม่เพียงกัดไม่เข้า แต่กลับเกือบทำฟันของตัวเองหัก!
ปัง!
เพียงกระบวนท่าเดียว
ราชาพยัคฆ์ครามก็ถูกฝ่ามือของซูจื่อโม่สังหาร ร่างกายถูกทุบจนแหลกเหลว แยกออกเป็นเสี่ยงๆ!
ในเวลาเดียวกัน ราชสีห์จันทร์เงินระดับขั้นแก่นทองตัวหนึ่งก็ลอบโจมตีเข้ามาจากด้านหลัง ภายใต้การอำพรางของแสงจันทร์ ร่างของราชสีห์จันทร์เงินเลือนรางแทบไร้ร่องรอย จนเกือบมองไม่เห็น!
ซูจื่อโม่กลับราวกับมีตาหลัง ไม่หันกลับไปมอง ปล่อยหมัดสวนกลับไปทันที!
ตูม!
ราชสีห์จันทร์เงินตัวนี้ ถูกหมัดของซูจื่อโม่ระเบิดสังหารอีกครั้ง!
เลือดสาดกระเซ็น
สายพันธุ์ตกทอดจากยุคบรรพกาลสองตัว รับหมัดของซูจื่อโม่ไม่ได้แม้แต่หมัดเดียว!
"โฮก!"
ซูจื่อโม่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด มองลงมายังเทือกเขาทั้งลูก ปากก็ระเบิดเสียงคำรามออกมาอีกครั้ง
ไม่มีอสูรสัตว์ตัวใดกล้าส่งเสียงอีก
ขุนเขาและหุบเหว บึงมหาภัย สรรพสำเนียงล้วนเงียบงัน!
-สองสิงห์:ผู้แปล-