เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 พละกำลังพุ่งทะยานมหาศาล

บทที่ 23 พละกำลังพุ่งทะยานมหาศาล

บทที่ 23 พละกำลังพุ่งทะยานมหาศาล


บทที่ 23 พละกำลังพุ่งทะยานมหาศาล

“ช่างเยาว์วัยยิ่งนัก!”

“ช่างหล่อเหลายิ่งนัก!”

สายตาของหลวี่วาถูกดึงดูดโดยชายหนุ่มเบื้องหน้าในทันที นางจ้องมองดูหลี่จั๋วด้วยอาการตกตะลึง

“น่าสนใจ”

“บุตรสาวของเจ้าสำนักจิ่วหยวน หลวี่วา?”

หลี่จั๋วจ้องมองดูหลวี่วาตรงหน้าด้วยรอยยิ้มพราย

ร่างกายอันบอบบางของหลวี่วาชะงักไปเล็กน้อย ภายใต้สายตาของหลี่จั๋ว นางพลันพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนร่างกายของตนคล้ายกับถูกมองทะลุไปสิ้นแล้ว

มิหลงเหลือความลับใดๆ เลย!

“ผู้น้อยหลวี่วา ขอกราบคารวะท่านประมุข!”

หลวี่วารีบก้มศีรษะลง น้อมกายคำนับหลี่จั๋วอย่างนอบน้อมยิ่งนัก

หลี่จั่วยิ้มอย่างเรียบเฉย: “มิคาดคิดเลยว่า สำนักจิ่วหยวนจะยังสามารถถือกำเนิดยอดอัจฉริยะปานเจ้าออกมาได้!”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จงกราบข้าเป็นอาจารย์ กลายเป็นศิษย์คนที่สามของข้าเสียเถิด!”

หลวี่วาเมื่อได้ฟัง พลันตื่นเต้นยินดีสุดระงับ: “ขอบพระคุณท่านประมุข!”

“เอ๋? ยังเรียกประมุขอยู่อีกรึ?”

หลี่จั๋วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

หลวี่วาได้สติกลับมาในทันที “ขอบพระคุณท่านอาจารย์!”

หลี่จั๋วยิ้มบาง สะบัดมือคราหนึ่ง นพรัตน์ระดับเจ็ดเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ: “นพรัตน์เล่มนี้ ก็นับเป็นของขวัญแรกพบระหว่างเจ้ากับข้าเสียเถิด!”

“เข้าสังกัดข้าแล้ว ก็มิใช่ศิษย์แห่งสำนักจิ่วหยวนอีกต่อไป

หลวี่วารับนพรัตน์ที่หลี่จั๋วมอบให้ไว้อย่างนอบน้อม แล้วคำนับอีกคราหนึ่ง

“หลวี่วา ขอบพระคุณท่านอาจารย์!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากของหลี่จั๋วก็เหยียดยิ้มขึ้นเล็กน้อย

“เอาเถิด ศิษย์พี่ นำนางลงไปเถิด พร้อมกับส่งมอบ 《เคล็ดวิชาตงหลิน》 ให้แก่นางด้วย!”

หลี่จั๋วโบกมือไปมา ก่อนจะหวนกลับเข้าสู่ถ้ำบำเพ็ญเพียรไปอีกครา

“ไปกันเถิด!”

อาวุโสประจำเมืองยิ้มร่ามองดูหลวี่วา ก่อนจะนำพานางออกจากหน้าถ้ำบำเพ็ญเพียรของหลี่จั๋วไป

……

กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน

เวลาสี่ปีผ่านพ้นไปเพียงชั่วพริบตา

ภายในเวลาสี่ปีนี้ สำนักตงหลินทั้งหมดได้บังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ราวพลิกฟ้าคว่ำดิน

ด้วยเหตุแห่งเทือกเขาหมื่นอสูรและค่ายกลชิงฟ้าสร้างวาสนา

ทั่วทั้งสำนักตงหลินและเมืองภายใต้ปกครอง พลังปราณระหว่างฟ้าดินช่างอิ่มเอมเปี่ยมล้นยิ่งนัก

กระทั่งว่า ภายในเมืองปุถุชน ก็สามารถมองเห็นได้แล้วว่า ประชากรเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ได้กลายเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตทะเลวิญญาณไปสิ้นแล้ว

เหล่าอาวุโสสำนักตงหลินซึ่งก็คือบรรดาศิษย์พี่ของหลี่จั๋ว ก็อยู่ท่ามกลางพลังปราณอันอิ่มเอมนี้เช่นกัน

ด้วยทรัพยากรนับมิถ้วนส่งผลให้พวกเขาบรรลุระดับการบำเพ็ญขอบเขตทะเลวิญญาณขั้นที่เก้าสำเร็จ ในจำนวนนั้นอาวุโสเฉินบรรลุถึงขั้นที่เก้าระดับสมบูรณ์

ก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของแคว้นเสวียนเทียน!

ห่างจากขอบเขตตำหนักมรรค เพียงก้าวสุดท้ายเท่านั้น!

ส่วนศิษย์ทั้งสามภายใต้สังกัดหลี่จั๋ว

ลู่เหยียน หลัวเฟิง หลวี่วา ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาสี่ปีนี้เช่นกัน

ลู่เหยียนนั้นมิพักต้องเอ่ยถึง โอรสแห่งสวรรค์ พรสวรรค์ระดับลึกลับขั้นสูง

ยามนี้บรรลุขอบเขตทะเลวิญญาณขั้นที่เก้าตอนปลายแล้ว

หลัวเฟิงยิ่งดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำชั้นเรียนพิเศษของการฝึกตนภาคบังคับหกปี

เป็นเพราะในยามเยาว์ บิดามารดาและน้องสาวตกตายภายใต้เขี้ยวเล็บอสูรร้าย

มิผิดจริงๆ  เมื่อสองปีก่อนน้องสาวของหลัวเฟิง เดินทางไปฝึกฝน ณ เทือกเขาวิญญาณหนานเสวียน แล้วถูกอสูรร้ายสังหารส่งผลให้เขาชิงชังอสูรร้ายเข้ากระดูกดำ

ยามนี้ เทือกเขาหมื่นอสูรถูกเปิดออก หลัวเฟิงมักจะนำพานักเรียนก้าวเข้าสู่เทือกเขาหมื่นอสูรอยู่บ่อยครั้ง เพื่อเข่นฆ่าอสูรร้ายอย่างบ้าคลั่ง

ตลอดสี่ปีมานี้ อสูรร้ายที่ดับสูญภายใต้เงื้อมมือหลัวเฟิง มีจำนวนเกินกว่าหนึ่งแสนตัวไปแล้ว!

ผลงานการรบที่น่าหวาดหวั่นปานนี้ ถึงกับถูกนักเรียนจำนวนมากขานนามว่า “อาจารย์วิกลจริต!”

และก็เป็นเพราะการเข่นฆ่าอย่างบ้าคลั่งของหลัวเฟิงนั่นเอง ส่งผลให้พลังรบของหลัวเฟิงน่าหวาดหวั่นมหาศาลยิ่งนัก ระดับการบำเพ็ญบรรลุขอบเขตทะเลวิญญาณขั้นที่เก้าตอนต้นแล้ว

แม้ขอบเขตจะทัดเทียมกับเหล่าอาวุโส

ทว่าหากลงมือสู้กันจริงๆ  เกรงว่าอย่างน้อยจำต้องใช้อาวุโสขอบเขตทะเลวิญญาณขั้นที่เก้าถึงห้าท่าน จึงจะสามารถสยบหลัวเฟิงลงได้

เขามีบารมีมหาศาลยิ่งนักภายในสำนักตงหลิน

แม้แต่ ศิษย์คนที่สามอย่างหลวี่วาที่เข้าสู่สำนักทีหลัง ยามนี้ก็ฝึกตนจนถึงขอบเขตทะเลวิญญาณขั้นที่แปดแล้ว ระดับการบำเพ็ญน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก

ครืน ครืน ครืน!!!

ณ ทางเข้าเทือกเขาหมื่นอสูร ชายหนุ่มชุดดำผู้หนึ่ง ที่เบื้องหลังสะพายดาบรบสีดำแดงสองเล่ม เดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ส่วนที่เบื้องหลังของชายหนุ่ม กลับมีซากงูยักษ์สีน้ำเงินที่มีความยาวถึงเจ็ดแปดเมตรตามมาด้วย

แม้จะแปรเปลี่ยนเป็นซากศพไปแล้ว ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกายของงูยักษ์ ก็ยังคงน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก

“เฮือก! ถึงกับเป็นอสูรร้ายขอบเขตทะเลวิญญาณขั้นที่เก้า งูยักษ์ชิงหยวนเชียวรึ!”

“สมกับเป็นอาจารย์วิกลจริตจริงๆ  พลังรบของอสูรร้าย โดยเนื้อแท้ก็เหนือกว่ามนุษย์หลายเท่าตัวอยู่แล้ว ในระดับเดียวกันอาจารย์วิกลจริตถึงกับสามารถสังหารอสูรร้ายขั้นที่เก้าได้”

“มิน่าเล่าในตอนนั้นจึงถูกท่านประมุขถูกตาต้องใจ!”

นักเรียนและยอดฝีมือสำนักตงหลินนับมิถ้วนมองดูภาพนี้ ต่างพากันกล่าวคำทอดถอนใจออกมา

ในเวลาอันรวดเร็ว หลัวเฟิงก็หวนคืนสู่ภายในสำนักตงหลิน

“หลัวเฟิง?”

เงาร่างสายหนึ่งร่วงหล่นลงข้างกายหลัวเฟิง พลางสังเกตดูงูยักษ์เทียนชิงในมือหลัวเฟิงด้วยความสนใจ

“จุ๊ จุ๊ มิได้พบเจ้าเนิ่นนาน เจ้าก็ยังคงออกไปล่าอสูรร้ายเช่นเคย!”

ชายหนุ่มยิ้มร่ามองดูหลัวเฟิง

ส่วนหลัวเฟิงก็น้อมกายคำนับชายหนุ่มอย่างนอบน้อม

“ศิษย์พี่ใหญ่!”

คนผู้นี้ย่อมเป็นลู่เหยียนนั่นเอง

เวลาสี่ปีผ่านพ้นไป รูปลักษณ์ของลู่เหยียนแทบมิมีความเปลี่ยนแปลงอันใดเลย

ยังคงเป็นเช่นวันวาน แววตาที่แน่วแน่ชุดนั้น

“ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง!”

น้ำเสียงอันอ่อนโยนสายหนึ่งดังขึ้น

หลวี่วาสวมชุดนักพรตสีเขียวอ่อน ค่อยๆ เดินเข้ามา พลางคำนับทั้งสองคน

“ศิษย์น้องหลวี่วา!”

ลู่เหยียนโบกมือไปมา วิ่งไปหาหลวี่วาด้วยความดีใจ พลางลูบศีรษะของหลวี่วา

สิบปีผ่านพ้นไป หลวี่วาก็มิได้โดดเด่นมักใหญ่ใฝ่สูงเหมือนดั่งยามที่เพิ่งเข้าสู่สำนักใหม่ๆ อีกต่อไปแล้ว ทว่ากลับดูสุขุมขึ้นมากนัก

“ศิษย์พี่ใหญ่!”

“อย่ามัวแต่ลูบศีรษะข้าสิ ประเดี๋ยวจะเติบโตมิทันคนอื่น”

หลวี่วามองลู่เหยียนด้วยสายตาตัดพ้อ

หลัวเฟิงมองดูทั้งสองคน พลันยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยน

บิดามารดาดับสูญ น้องสาวก็จากไป หลัวเฟิงจึงทะนุถนอมความผูกพันเยี่ยงญาติมิตรยิ่งนัก

และภายในสำนักตงหลินแห่งนี้ ศิษย์พี่ศิษย์น้องและท่านอาจารย์ของตน จึงจะเป็นคนสนิทที่สุดของตนเอง

หากกล่าวถึงท่านอาจารย์....

หลัวเฟิงลอบทอดถอนใจ: “สี่ปีแล้ว ท่านอาจารย์ปิดด่านบำเพ็ญมาสี่ปีเต็มแล้ว มิรู้ว่ายามนี้ท่านอาจารย์จะบรรลุถึงระดับขอบเขตใดแล้ว!”

ลู่เหยียนพยักหน้าเห็นพ้อง “นั่นสิ ยามนี้พวกเราต่างก็ใกล้จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักมรรคกันแล้ว”

“เมื่อสี่ปีก่อน ท่านอาจารย์ก็บรรลุขอบเขตตำหนักมรรคขั้นที่หกแล้ว ในขอบเขตตำหนักมรรค แต่ละขั้นย่อมฝึกตนได้ยากเย็นยิ่งขึ้น”

หลวี่วากล่าวเสียงเบา

“ทว่าหากเป็นท่านอาจารย์ละก็ ย่อมต้องทะลวงผ่านขั้นที่เจ็ดได้แน่นอน!”

ทั้งสามคนสนทนากันด้วยความสนใจ

และในเวลาเดียวกันนั้นเอง

ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรของหลี่จั๋ว

หลี่จั่วนั่งเอกเขนกอยู่บนเตียงบำเพ็ญเพียร จ้องมองแผงหน้าจอระบบตรงหน้า

อดมิได้ที่จะกล่าวคำทอดถอนใจออกมา

“กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน เวลาสี่ปีผ่านพ้นไปเช่นนี้เอง”

“หากอาศัยเพียงการฝึกตนของข้าเอง เวลาสี่ปี เพิ่งจะทะลวงผ่านขอบเขตตำหนักมรรคขั้นที่เจ็ดตอนปลายได้เท่านั้น”

“แน่นอนว่า นี่คือการมิอาศัยนพรัตน์วาสนาอันใดทั้งสิ้น ปิดด่านฝึกตนเพียงลำพัง”

“ทว่ายามนี้ ……”

หลี่จั๋วมองดูนามทีละนามบนระบบ และระดับการบำเพ็ญที่อยู่หลังนามของพวกเขา

ผู้ฝึกตนขอบเขตทะเลวิญญาณขั้นที่หนึ่งห้าแสนคน!

ผู้ฝึกตนขอบเขตทะเลวิญญาณขั้นที่สามหนึ่งแสนคน!

ผู้ฝึกตนขอบเขตทะเลวิญญาณขั้นที่ห้าหนึ่งหมื่นคน!

ผู้ฝึกตนขอบเขตทะเลวิญญาณขั้นที่หกหนึ่งพันคน!

“ย่อมได้ รวมพลัง!”

“เริ่มต้น รวมพลัง!”

พร้อมกับน้ำเสียงพึมพำของหลี่จั๋วดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้อง

พลังอันน่าหวาดหวั่นสายหนึ่ง พลันพวยพุ่งออกมาจากความว่างเปล่าในชั่วพริบตา

ณ ตำแหน่งตันเถียนของหลี่จั๋ว ยิ่งปรากฏวงโคจรพลังปราณขนาดมหึมาผุดพรายขึ้นในชั่วพริบตา

พริบตานั้นเอง ห้วงเวหาสั่นสะเทือน

ตามมาด้วยสำนักตงหลินทั้งสำนักเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

เงาร่างอันน่าหวาดหวั่นสายแล้วสายเล่า พลันทะยานขึ้นสู่เวหาในทันที

จบบทที่ บทที่ 23 พละกำลังพุ่งทะยานมหาศาล

คัดลอกลิงก์แล้ว