เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 188 พลังรบอันน่าสะพรึงกลัวของซูหาน!

ตอนที่ 188 พลังรบอันน่าสะพรึงกลัวของซูหาน!

ตอนที่ 188 พลังรบอันน่าสะพรึงกลัวของซูหาน!


เมื่อเย่กุ่ยได้ยินคำกล่าวของซูหาน ส่วนลึกของนัยน์ตาอันราบเรียบก็ทอประกายเย็นเยียบวาบผ่าน

"ตระกูลสวีเป็นตระกูลใต้สังกัดของตำหนักหลิงเซียว หากเจ้าคิดจะแตะต้องพวกเขาก็ต้องถามก่อนว่าตำหนักหลิงเซียวจะยินยอมหรือไม่"

เขากล่าวเสียงเรียบ

ยืนหยัดอยู่กลางนภากาศ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง ส่วนลึกของดวงตายิ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ

กลุ่มของสวีเชาตื่นเต้นจนถึงขีดสุด

"ศิษย์พี่เย่กุ่ย สังหารมันเลย สังหารมันซะ!"

"ไอ้ซูหานผู้นี้มันโอหังเกินไปแล้วจริงๆ"

"สถานะของตระกูลสวี ใช่สิ่งที่สวะอย่างมันจะมาเหยียบย่ำท้าทายได้"

ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างจนเห็นเส้นเลือดฝอย ใบหน้าเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งและดุร้าย

เขาแทบจะรอให้ซูหานตายตกไปเดี๋ยวนี้ไม่ไหวแล้ว

ศิษย์พี่เย่กุ่ยที่มีพลังระดับขอบเขตเทวะขั้น 2 การสังหารซูหานนั้นง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ สายตาที่เขามองไปยังซูหานจึงแฝงไว้ด้วยความได้ใจและอำมหิต

นี่แหละคือความแข็งแกร่งของตำหนักหลิงเซียว ซูหานจะเอาอะไรมาต้านทาน?

"เย่กุ่ยแห่งตำหนักหลิงเซียวแข็งแกร่งมาก พลังอยู่ระดับขอบเขตเทวะขั้น 2 เชียวนะ"

"แต่ข้าจำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ ซูหานเหมือนจะเพิ่งสังหารจ้าวเคอไปในแดนลับนะ"

"จ้าวเคอ?"

"คนของตำหนักหลิงเซียวผู้นั้นน่ะหรือ?"

"นางไม่ได้อยู่แค่ขอบเขตเป็นตายหรือไง?"

"ไม่ใช่ ตอนที่ซูหานสังหารจ้าวเคอ อีกฝ่ายได้อาศัยทรัพยากรในแดนลับสุสานยุทธ์ยกระดับพลังขึ้นไปถึงขอบเขตเทวะแล้ว"

"ดังนั้นจ้าวเคอจึงถูกซูหานสังหารขณะอยู่ระดับขอบเขตเทวะขั้น 1"

ฝูงชนในที่นั้นต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ สีหน้าของแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อและตื่นตะลึง

ขอบเขตเทวะของตำหนักหลิงเซียวถูกซูหานสังหาร

หากพวกเขารู้ว่าหลินเฮ่อและหลินเต้าก็ถูกซูหานสังหารด้วยเช่นกัน เกรงว่าคงจะตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกเป็นแน่

ซูหานจ้องมองเย่กุ่ยพลางแย้มยิ้มเจิดจ้า

"ตระกูลสวีเป็นตระกูลใต้สังกัดของตำหนักหลิงเซียวงั้นหรือ?"

"แล้วอย่างไรเล่า?"

"เพียงเพราะมีความเกี่ยวข้องกับตำหนักหลิงเซียว ข้าจึงแตะต้องพวกมันไม่ได้งั้นหรือ?"

"ตอนที่พวกมันมาหาเรื่องข้า? ตอนที่พวกมันจะแย่งชิงเพลิงวิเศษของข้า ตำหนักหลิงเซียวมัวไปมุดหัวอยู่ที่ใด?"

"คงกำลังรอดูข้าขายหน้าอยู่ล่ะสิ"

"แต่ตอนนี้ พอสวะพวกนี้ถูกข้าบดขยี้"

"ตำหนักหลิงเซียวกลับเสนอหน้าออกมาในเวลานี้"

"นี่มันต่างจากนางรำเบอตั้งป้ายบอกตัวเองเป็นวิญญูชนตรงไหน? "

เขามองเย่กุ่ยและพวกด้วยสายตาเย้ยหยัน

สีหน้าของเย่กุ่ยดูทะมึนลงถึงขีดสุด เขาสัมผัสได้ว่าสายตาหลายคู่รอบด้านที่มองมายังเขานั้นแฝงไปด้วยความขบขันและดูแคลน

สิ่งนี้ทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาเริ่มบิดเบี้ยวและดุร้าย

เขาเย่กุ่ยผู้เป็นถึงศิษย์สืบทอดอัจฉริยะแห่งตำหนักหลิงเซียว กลับถูกมดปลวกจากสำนักกระบี่วิญญาณหยามเกียรติ เรื่องเช่นนี้จะให้เขาทนได้อย่างไร

คำพูดของเขา ซูหานต้องรับฟัง ทว่าซูหานกลับโต้แย้ง นี่คือการท้าทายเขาโดยตรง เขายอมไม่ได้

"เจ้ารนหาที่ตาย!"

เย่กุ่ยแค่นเสียงดุร้าย นัยน์ตาเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายความเย็นเยียบ

ซูหานหัวเราะลั่น

"ก็อยากตายอยู่นะ!"

ฟุ่บ

เห็นเพียงเย่กุ่ยกระทืบเท้าลงอย่างแรง พุ่งทะยานร่างออกไปในพริบตาพร้อมกับคำรามเสียงเหี้ยม

"จัดให้ตามคำขอ"

ซูหานหรี่ตาลง ลงมือแล้ว ฝูงชนในที่นั้นต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน

เย่กุ่ยซัดหมัด รอยหมัดที่แผ่ซ่านไปด้วยเจตจำนงแห่งวรยุทธ์ทิ้งตัวลงมา

สีหน้าของหลานเหยียนก็ยิ่งดูเย็นยะเยือก สายตาที่นางมองซูหานราวกับกำลังมองคนตายก็ไม่ปาน

"ฮึ่ม"

นัยน์ตาซูหานทอประกายเหี้ยมเกรียม

"ให้โอกาสแล้วไม่เจียมตัวนะ"

เขาพลิกฝ่ามือ ซัดหมัดออกไปโดยตรงในพริบตา หมัดสะท้านฟ้าแปดทิศ

ทั่วทั้งสี่ทิศแปดทิศ รอยหมัดระเบิดออก ห่อหุ้มด้วยพลังอันแข็งแกร่งดุดัน ในพริบตานั้นทุกคนล้วนสัมผัสได้ถึงความโอหังและทรงพลังจากรอยหมัดของซูหาน

กระดูกรบเทพมารที่แฝงอยู่ภายในท่อนแขน พลังที่ปะทุออกมานั้นรุนแรงจนแทบทำให้ผู้คนขาดใจ

รอบกายของซูหานมีกลิ่นอายสีดำแผ่ซ่าน โอบล้อมรอบเรือนร่างของซูหานเอาไว้ราวกับสรรพวิชาไม่อาจกล้ำกราย

ตูม! พลังอันมหาศาลปะทะเข้าหากัน

แผ่กระจายปราณวิญญาณอันเจิดจ้า เย่กุ่ยที่ลงมือถึงกับสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง

ระดับขอบเขตเทวะขั้น 2 ของเขา กลับยากที่จะสั่นคลอนซูหานได้

ในที่สุดสีหน้าของเย่กุ่ยก็เริ่มเปลี่ยนไป เขาเซถอยหลังไปหลายก้าวติด สีหน้าดูเคร่งขรึมและหวาดหวั่น

ฟุ่บ ในจังหวะนั้นเอง เสียงฉีกกระชากก็ดังก้องขึ้น

ทางด้านข้างของซูหาน หลานเหยียนนั่นเอง

นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยประกายความเย็นยะเยือกกระหายเลือด นางยกมือเรียวขึ้นเล็กน้อย แสงสว่างเจิดจ้าปกคลุมทั่วท่อนแขน

เพียงพริบตาเดียวก็บดขยี้พื้นที่บริเวณนั้นจนแหลกลาญ ความเย็นเยียบในแววตาของหลานเหยียนนั้นน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด

"ลอบโจมตีงั้นหรือ?"

ซูหานหัวเราะหยัน

"คนของตำหนักหลิงเซียวช่างเป็นพวกมือถือสากปากถือศิลเสียจริงๆ"

"อย่างนี้หรออัจฉริยะ?"

"ข้าว่านับเป็นได้แค่พวกสวะดาดๆ มากกว่ากระมัง แม้แต่ความกล้าที่จะปะทะกับข้าซึ่งๆ หน้าก็ยังไม่มี"

ฉัวะ กระบี่กลืนวิญญาณอยู่ในมือ นัยน์ตาของซูหานแฝงแววดุร้าย เขาตวัดกระบี่ฟันออกไปโดยตรง

หลานเหยียนที่ลงมือพลันหน้าซีดเผือด การโจมตีของนางถูกบดขยี้ในพริบตา ปราณกระบี่สายหนึ่งฟาดฟันลงบนร่างของนางอย่างรวดเร็ว

อั่ก! เลือดสาดกระเซ็น หลานเหยียนกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวก่อนจะทรงตัวได้ เสียงกรีดร้องด้วยความอัปยศอดสูดังลั่น

"แข็งแกร่งมาก"

"แข็งแกร่งมากจริงๆ"

"พลังของเย่กุ่ยและหลานเหยียนล้วนอยู่ขอบเขตเทวะขั้น 2 เมื่อเผชิญหน้ากับการรุมโจมตีของทั้งสองคน เขายังสามารถเอาชนะพวกนั้นได้อีก"

"ความแข็งแกร่งนี้มันน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้วกระมัง?"

ฝูงชนมองดูเย่กุ่ยและหลานเหยียนถูกซูหานตีพ่าย น้ำเสียงของพวกเขาแฝงไว้ด้วยความตื่นตะลึงและหวาดหวั่นอย่างเข้มข้น

ซูหานแห่งสำนักกระบี่วิญญาณช่างน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว

"ไอ้บัดซบ"

นัยน์ตาของเย่กุ่ยเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู เขายกมือซ้ายขึ้น ลำแสงแห่งการทำลายล้างพุ่งทะยานออกไปในชั่วพริบตา

"สังหารวิญญาณสวรรค์"

เสาแสงวิญญาณที่ก่อตัวขึ้นจากการควบแน่นของปราณวิญญาณ พุ่งทะลวงเข้ามาในเสี้ยววินาทีราวกับอสรพิษยักษ์

ซูหานหรี่ตาลง มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน

ขอบเขตเทวะขั้น 2 ใช่ว่าเขาจะไม่เคยฆ่าเสียหน่อย ไอ้พวกสวะสมควรตายพวกนี้

ฟุ่บ เขากระชับกระบี่กลืนวิญญาณ

ซูหานพุ่งทะยานเข้าหาลำแสงนั้น คลื่นอากาศอันน่าหวาดกลัวปะทะเข้าหากันอย่างหนักหน่วง พลังอันแข็งแกร่งดุดันระเบิดออกเป็นระลอกๆ ในฉับพลัน

พลังโจมตีของเย่กุ่ย ราวกับถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวฉีกทึ้งจนขาดสะบั้นในพริบตา

แตกกระจายออกเป็นสายๆ ราวกับลมที่ปลิวว่อน

พรวด! พรวด! พรวด!

"อ๊าก!"

เลือดลมภายในร่างของเย่กุ่ยตีกลับ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู เขาถอยกรูดไปสิบกว่าก้าวอย่างรุนแรงถึงจะทรงตัวได้

กระบวนท่าที่เขาเพิ่งงัดออกมาใช้ กลับไร้ค่าถึงเพียงนี้ ช่างเป็นความอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดไม่ได้

กลุ่มของสวีเชาต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก

"เป็นไปได้อย่างไร?"

"ความแข็งแกร่งของมันเทียบเท่าขอบเขตเทวะไปแล้วงั้นหรือ?"

สวีเชาหวาดกลัวถึงขีดสุด

"..."

ท่ามกลางฝูงชน

"ศิษย์พี่อวี๋สยง นี่มัน..."

ศิษย์สำนักไท่สวีผู้หนึ่งหน้าเปลี่ยนสี เขามองดูชายหนุ่มข้างกาย สีหน้ามีความตื่นตระหนกอยู่บ้าง

พวกเขาคือคนจากสำนักไท่สวีที่เคยคิดจะแย่งชิงทรัพยากรของซูหานก่อนหน้านี้นั่นเอง แต่เมื่ออวี๋สยงรู้ว่าตัวตนของซูหานคือศิษย์สำนักกระบี่วิญญาณ

ซ้ำยังเป็นคนที่มีความขัดแย้งกับตำหนักหลิงเซียวผู้นั้น เขาก็รู้ทันทีว่าพวกตนไม่ใช่คู่มือของซูหาน จึงล่าถอยเพื่อลดความสูญเสียได้ทันท่วงที

และในเวลานี้ เมื่อพวกเขาได้เห็นความแข็งแกร่งของซูหาน ก็ยิ่งรู้ซึ้งว่า หากวันนั้นพวกเขายังดึงดันจะสู้แตกหักกับซูหาน พวกเขาต้องตายอย่างแน่นอน

แม้ในภายหลังอวี๋สยงจะเคยบอกว่าซูหานแข็งแกร่งเพียงใด แต่เขาก็ยังไม่ค่อยเชื่อนัก ทว่าบัดนี้ พลังที่ซูหานแสดงออกมานั้นก้าวล้ำนำหน้าศิษย์พี่อวี๋สยงไปไกลแล้ว

หากตอนนั้นพวกเขายังคิดลงมือ ป่านนี้ศพคงแห้งกรังไปแล้ว

อวี๋สยงมีสีหน้าเรียบเฉย

"มีเวลาก็หัดใช้สมองคิดบ้าง บางคนสามารถตอแยได้ แต่บางคน... หากตอแยไปแล้ว ก็จะไม่มีโอกาสให้ได้เสียใจภายหลัง"

"อย่างเช่นเย่กุ่ยและหลานเหยียนสองคนนี้ พวกมันเดินเข้าสู่ทางตายไปแล้วล่ะ"

เมื่อดูจากความขัดแย้งระหว่างตำหนักหลิงเซียวและสำนักกระบี่วิญญาณในช่วงนี้ นี่คือจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

พวกเขาทั้งหลายต่างตกตะลึง สายตาที่มองไปยังซูหานเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

"..."

จบบทที่ ตอนที่ 188 พลังรบอันน่าสะพรึงกลัวของซูหาน!

คัดลอกลิงก์แล้ว