- หน้าแรก
- ถอนพิษจอมนาง สู่วิถีผู้ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 188 พลังรบอันน่าสะพรึงกลัวของซูหาน!
ตอนที่ 188 พลังรบอันน่าสะพรึงกลัวของซูหาน!
ตอนที่ 188 พลังรบอันน่าสะพรึงกลัวของซูหาน!
เมื่อเย่กุ่ยได้ยินคำกล่าวของซูหาน ส่วนลึกของนัยน์ตาอันราบเรียบก็ทอประกายเย็นเยียบวาบผ่าน
"ตระกูลสวีเป็นตระกูลใต้สังกัดของตำหนักหลิงเซียว หากเจ้าคิดจะแตะต้องพวกเขาก็ต้องถามก่อนว่าตำหนักหลิงเซียวจะยินยอมหรือไม่"
เขากล่าวเสียงเรียบ
ยืนหยัดอยู่กลางนภากาศ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง ส่วนลึกของดวงตายิ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ
กลุ่มของสวีเชาตื่นเต้นจนถึงขีดสุด
"ศิษย์พี่เย่กุ่ย สังหารมันเลย สังหารมันซะ!"
"ไอ้ซูหานผู้นี้มันโอหังเกินไปแล้วจริงๆ"
"สถานะของตระกูลสวี ใช่สิ่งที่สวะอย่างมันจะมาเหยียบย่ำท้าทายได้"
ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างจนเห็นเส้นเลือดฝอย ใบหน้าเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งและดุร้าย
เขาแทบจะรอให้ซูหานตายตกไปเดี๋ยวนี้ไม่ไหวแล้ว
ศิษย์พี่เย่กุ่ยที่มีพลังระดับขอบเขตเทวะขั้น 2 การสังหารซูหานนั้นง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ สายตาที่เขามองไปยังซูหานจึงแฝงไว้ด้วยความได้ใจและอำมหิต
นี่แหละคือความแข็งแกร่งของตำหนักหลิงเซียว ซูหานจะเอาอะไรมาต้านทาน?
"เย่กุ่ยแห่งตำหนักหลิงเซียวแข็งแกร่งมาก พลังอยู่ระดับขอบเขตเทวะขั้น 2 เชียวนะ"
"แต่ข้าจำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ ซูหานเหมือนจะเพิ่งสังหารจ้าวเคอไปในแดนลับนะ"
"จ้าวเคอ?"
"คนของตำหนักหลิงเซียวผู้นั้นน่ะหรือ?"
"นางไม่ได้อยู่แค่ขอบเขตเป็นตายหรือไง?"
"ไม่ใช่ ตอนที่ซูหานสังหารจ้าวเคอ อีกฝ่ายได้อาศัยทรัพยากรในแดนลับสุสานยุทธ์ยกระดับพลังขึ้นไปถึงขอบเขตเทวะแล้ว"
"ดังนั้นจ้าวเคอจึงถูกซูหานสังหารขณะอยู่ระดับขอบเขตเทวะขั้น 1"
ฝูงชนในที่นั้นต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ สีหน้าของแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อและตื่นตะลึง
ขอบเขตเทวะของตำหนักหลิงเซียวถูกซูหานสังหาร
หากพวกเขารู้ว่าหลินเฮ่อและหลินเต้าก็ถูกซูหานสังหารด้วยเช่นกัน เกรงว่าคงจะตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกเป็นแน่
ซูหานจ้องมองเย่กุ่ยพลางแย้มยิ้มเจิดจ้า
"ตระกูลสวีเป็นตระกูลใต้สังกัดของตำหนักหลิงเซียวงั้นหรือ?"
"แล้วอย่างไรเล่า?"
"เพียงเพราะมีความเกี่ยวข้องกับตำหนักหลิงเซียว ข้าจึงแตะต้องพวกมันไม่ได้งั้นหรือ?"
"ตอนที่พวกมันมาหาเรื่องข้า? ตอนที่พวกมันจะแย่งชิงเพลิงวิเศษของข้า ตำหนักหลิงเซียวมัวไปมุดหัวอยู่ที่ใด?"
"คงกำลังรอดูข้าขายหน้าอยู่ล่ะสิ"
"แต่ตอนนี้ พอสวะพวกนี้ถูกข้าบดขยี้"
"ตำหนักหลิงเซียวกลับเสนอหน้าออกมาในเวลานี้"
"นี่มันต่างจากนางรำเบอตั้งป้ายบอกตัวเองเป็นวิญญูชนตรงไหน? "
เขามองเย่กุ่ยและพวกด้วยสายตาเย้ยหยัน
สีหน้าของเย่กุ่ยดูทะมึนลงถึงขีดสุด เขาสัมผัสได้ว่าสายตาหลายคู่รอบด้านที่มองมายังเขานั้นแฝงไปด้วยความขบขันและดูแคลน
สิ่งนี้ทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาเริ่มบิดเบี้ยวและดุร้าย
เขาเย่กุ่ยผู้เป็นถึงศิษย์สืบทอดอัจฉริยะแห่งตำหนักหลิงเซียว กลับถูกมดปลวกจากสำนักกระบี่วิญญาณหยามเกียรติ เรื่องเช่นนี้จะให้เขาทนได้อย่างไร
คำพูดของเขา ซูหานต้องรับฟัง ทว่าซูหานกลับโต้แย้ง นี่คือการท้าทายเขาโดยตรง เขายอมไม่ได้
"เจ้ารนหาที่ตาย!"
เย่กุ่ยแค่นเสียงดุร้าย นัยน์ตาเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายความเย็นเยียบ
ซูหานหัวเราะลั่น
"ก็อยากตายอยู่นะ!"
ฟุ่บ
เห็นเพียงเย่กุ่ยกระทืบเท้าลงอย่างแรง พุ่งทะยานร่างออกไปในพริบตาพร้อมกับคำรามเสียงเหี้ยม
"จัดให้ตามคำขอ"
ซูหานหรี่ตาลง ลงมือแล้ว ฝูงชนในที่นั้นต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน
เย่กุ่ยซัดหมัด รอยหมัดที่แผ่ซ่านไปด้วยเจตจำนงแห่งวรยุทธ์ทิ้งตัวลงมา
สีหน้าของหลานเหยียนก็ยิ่งดูเย็นยะเยือก สายตาที่นางมองซูหานราวกับกำลังมองคนตายก็ไม่ปาน
"ฮึ่ม"
นัยน์ตาซูหานทอประกายเหี้ยมเกรียม
"ให้โอกาสแล้วไม่เจียมตัวนะ"
เขาพลิกฝ่ามือ ซัดหมัดออกไปโดยตรงในพริบตา หมัดสะท้านฟ้าแปดทิศ
ทั่วทั้งสี่ทิศแปดทิศ รอยหมัดระเบิดออก ห่อหุ้มด้วยพลังอันแข็งแกร่งดุดัน ในพริบตานั้นทุกคนล้วนสัมผัสได้ถึงความโอหังและทรงพลังจากรอยหมัดของซูหาน
กระดูกรบเทพมารที่แฝงอยู่ภายในท่อนแขน พลังที่ปะทุออกมานั้นรุนแรงจนแทบทำให้ผู้คนขาดใจ
รอบกายของซูหานมีกลิ่นอายสีดำแผ่ซ่าน โอบล้อมรอบเรือนร่างของซูหานเอาไว้ราวกับสรรพวิชาไม่อาจกล้ำกราย
ตูม! พลังอันมหาศาลปะทะเข้าหากัน
แผ่กระจายปราณวิญญาณอันเจิดจ้า เย่กุ่ยที่ลงมือถึงกับสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ระดับขอบเขตเทวะขั้น 2 ของเขา กลับยากที่จะสั่นคลอนซูหานได้
ในที่สุดสีหน้าของเย่กุ่ยก็เริ่มเปลี่ยนไป เขาเซถอยหลังไปหลายก้าวติด สีหน้าดูเคร่งขรึมและหวาดหวั่น
ฟุ่บ ในจังหวะนั้นเอง เสียงฉีกกระชากก็ดังก้องขึ้น
ทางด้านข้างของซูหาน หลานเหยียนนั่นเอง
นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยประกายความเย็นยะเยือกกระหายเลือด นางยกมือเรียวขึ้นเล็กน้อย แสงสว่างเจิดจ้าปกคลุมทั่วท่อนแขน
เพียงพริบตาเดียวก็บดขยี้พื้นที่บริเวณนั้นจนแหลกลาญ ความเย็นเยียบในแววตาของหลานเหยียนนั้นน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด
"ลอบโจมตีงั้นหรือ?"
ซูหานหัวเราะหยัน
"คนของตำหนักหลิงเซียวช่างเป็นพวกมือถือสากปากถือศิลเสียจริงๆ"
"อย่างนี้หรออัจฉริยะ?"
"ข้าว่านับเป็นได้แค่พวกสวะดาดๆ มากกว่ากระมัง แม้แต่ความกล้าที่จะปะทะกับข้าซึ่งๆ หน้าก็ยังไม่มี"
ฉัวะ กระบี่กลืนวิญญาณอยู่ในมือ นัยน์ตาของซูหานแฝงแววดุร้าย เขาตวัดกระบี่ฟันออกไปโดยตรง
หลานเหยียนที่ลงมือพลันหน้าซีดเผือด การโจมตีของนางถูกบดขยี้ในพริบตา ปราณกระบี่สายหนึ่งฟาดฟันลงบนร่างของนางอย่างรวดเร็ว
อั่ก! เลือดสาดกระเซ็น หลานเหยียนกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวก่อนจะทรงตัวได้ เสียงกรีดร้องด้วยความอัปยศอดสูดังลั่น
"แข็งแกร่งมาก"
"แข็งแกร่งมากจริงๆ"
"พลังของเย่กุ่ยและหลานเหยียนล้วนอยู่ขอบเขตเทวะขั้น 2 เมื่อเผชิญหน้ากับการรุมโจมตีของทั้งสองคน เขายังสามารถเอาชนะพวกนั้นได้อีก"
"ความแข็งแกร่งนี้มันน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้วกระมัง?"
ฝูงชนมองดูเย่กุ่ยและหลานเหยียนถูกซูหานตีพ่าย น้ำเสียงของพวกเขาแฝงไว้ด้วยความตื่นตะลึงและหวาดหวั่นอย่างเข้มข้น
ซูหานแห่งสำนักกระบี่วิญญาณช่างน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว
"ไอ้บัดซบ"
นัยน์ตาของเย่กุ่ยเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู เขายกมือซ้ายขึ้น ลำแสงแห่งการทำลายล้างพุ่งทะยานออกไปในชั่วพริบตา
"สังหารวิญญาณสวรรค์"
เสาแสงวิญญาณที่ก่อตัวขึ้นจากการควบแน่นของปราณวิญญาณ พุ่งทะลวงเข้ามาในเสี้ยววินาทีราวกับอสรพิษยักษ์
ซูหานหรี่ตาลง มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน
ขอบเขตเทวะขั้น 2 ใช่ว่าเขาจะไม่เคยฆ่าเสียหน่อย ไอ้พวกสวะสมควรตายพวกนี้
ฟุ่บ เขากระชับกระบี่กลืนวิญญาณ
ซูหานพุ่งทะยานเข้าหาลำแสงนั้น คลื่นอากาศอันน่าหวาดกลัวปะทะเข้าหากันอย่างหนักหน่วง พลังอันแข็งแกร่งดุดันระเบิดออกเป็นระลอกๆ ในฉับพลัน
พลังโจมตีของเย่กุ่ย ราวกับถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวฉีกทึ้งจนขาดสะบั้นในพริบตา
แตกกระจายออกเป็นสายๆ ราวกับลมที่ปลิวว่อน
พรวด! พรวด! พรวด!
"อ๊าก!"
เลือดลมภายในร่างของเย่กุ่ยตีกลับ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู เขาถอยกรูดไปสิบกว่าก้าวอย่างรุนแรงถึงจะทรงตัวได้
กระบวนท่าที่เขาเพิ่งงัดออกมาใช้ กลับไร้ค่าถึงเพียงนี้ ช่างเป็นความอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดไม่ได้
กลุ่มของสวีเชาต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
"เป็นไปได้อย่างไร?"
"ความแข็งแกร่งของมันเทียบเท่าขอบเขตเทวะไปแล้วงั้นหรือ?"
สวีเชาหวาดกลัวถึงขีดสุด
"..."
ท่ามกลางฝูงชน
"ศิษย์พี่อวี๋สยง นี่มัน..."
ศิษย์สำนักไท่สวีผู้หนึ่งหน้าเปลี่ยนสี เขามองดูชายหนุ่มข้างกาย สีหน้ามีความตื่นตระหนกอยู่บ้าง
พวกเขาคือคนจากสำนักไท่สวีที่เคยคิดจะแย่งชิงทรัพยากรของซูหานก่อนหน้านี้นั่นเอง แต่เมื่ออวี๋สยงรู้ว่าตัวตนของซูหานคือศิษย์สำนักกระบี่วิญญาณ
ซ้ำยังเป็นคนที่มีความขัดแย้งกับตำหนักหลิงเซียวผู้นั้น เขาก็รู้ทันทีว่าพวกตนไม่ใช่คู่มือของซูหาน จึงล่าถอยเพื่อลดความสูญเสียได้ทันท่วงที
และในเวลานี้ เมื่อพวกเขาได้เห็นความแข็งแกร่งของซูหาน ก็ยิ่งรู้ซึ้งว่า หากวันนั้นพวกเขายังดึงดันจะสู้แตกหักกับซูหาน พวกเขาต้องตายอย่างแน่นอน
แม้ในภายหลังอวี๋สยงจะเคยบอกว่าซูหานแข็งแกร่งเพียงใด แต่เขาก็ยังไม่ค่อยเชื่อนัก ทว่าบัดนี้ พลังที่ซูหานแสดงออกมานั้นก้าวล้ำนำหน้าศิษย์พี่อวี๋สยงไปไกลแล้ว
หากตอนนั้นพวกเขายังคิดลงมือ ป่านนี้ศพคงแห้งกรังไปแล้ว
อวี๋สยงมีสีหน้าเรียบเฉย
"มีเวลาก็หัดใช้สมองคิดบ้าง บางคนสามารถตอแยได้ แต่บางคน... หากตอแยไปแล้ว ก็จะไม่มีโอกาสให้ได้เสียใจภายหลัง"
"อย่างเช่นเย่กุ่ยและหลานเหยียนสองคนนี้ พวกมันเดินเข้าสู่ทางตายไปแล้วล่ะ"
เมื่อดูจากความขัดแย้งระหว่างตำหนักหลิงเซียวและสำนักกระบี่วิญญาณในช่วงนี้ นี่คือจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
พวกเขาทั้งหลายต่างตกตะลึง สายตาที่มองไปยังซูหานเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"..."