เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 187 เย่กุ่ย

ตอนที่ 187 เย่กุ่ย

ตอนที่ 187 เย่กุ่ย


ตูม!

เสียงระเบิดอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงดังกึกก้องกัมปนาทขึ้นในชั่วพริบตา

สวีเฟิงพยายามใช้วิชาวรยุทธ์ที่เพิ่งงัดออกมาเพื่อลบซูหานให้หายไป ทว่าพลังที่แฝงอยู่ในหมัดของซูหานนั้นกลับแข็งแกร่งและดุดันอย่างยิ่ง

ทำเอาสีหน้าของสวีเฟิงย่ำแย่ถึงขีดสุด

ใบหน้าเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู

และยิ่งเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ

เหตุใดกัน

ถึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้

อั่ก!

สวีเฟิงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด โลหิตสาดกระเซ็นร่วงหล่นเต็มพื้น ดวงตาเบิกโพลง มองดูซูหานด้วยความไม่อยากเชื่อ

"ข้าจะตัดแขนเจ้าอีกข้าง"

นัยน์ตาของซูหานทอประกายเหี้ยมเกรียม

เขากระชับกระบี่กลืนวิญญาณ ฟาดฟันออกไปในพริบตา ปราณกระบี่อันเข้มข้นสายหนึ่งแหวกทะลวงผืนนภาในชั่วอึดใจ

"แย่แล้ว"

"ซูหาน เจ้ากล้าเรอะ!"

สวีเฟิงใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่าไม่อาจต้านทานได้

เห็นเพียงแสงโลหิตสาดกระเซ็นในพริบตา สวีเฟิงแผดเสียงร้องลั่น แขนข้างหนึ่งปลิวว่อนหลุดลอยออกไป ก่อนจะตกลงกระแทกพื้นอย่างแรง

ใบหน้าของสวีเฟิงซีดเผือดราวกับกระดาษ นัยน์ตาทั้งสองข้างแดงก่ำไปด้วยเลือด

"เป็นไปได้อย่างไร?"

เขาแผดเสียงคำราม

ซูหานมีใบหน้าเย็นเยียบดุร้าย

"เหตุใดพี่สวีเฟิงถึงพ่ายแพ้ได้"

สวีเชาแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด สีหน้าไม่อยากเชื่อ นัยน์ตาแฝงไว้ด้วยความไม่ยินยอม

เขาคิดว่าพี่สวีเฟิงจะสามารถเอาชนะซูหานได้อย่างง่ายดาย

แต่เขาคิดผิดไป

ความแข็งแกร่งที่ซูหานแสดงออกมานั้นเหนือกว่าพี่สวีเฟิงเสียอีก

แม้ระดับพลังของอีกฝ่ายจะด้อยกว่าพี่สวีเฟิง

ทว่าในด้านความแข็งแกร่งที่แท้จริง กลับทรงพลังยิ่งนัก

"..."

ท่ามกลางฝูงชน

"ไอ้หนู่นี่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้วหรือ? หากไม่กำจัดทิ้ง ย่อมต้องกลายเป็นหายนะของตำหนักหลิงเซียวอย่างแน่นอน"

ชายหนุ่มผู้สวมชุดคลุมยาวสีดำ นัยน์ตาทอประกายแสงลี้ลับจับจ้องไปยังซูหาน น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังขึ้น

"ได้ยินมาว่าเจ้านี่เป็นคนสังหารจ้าวเคอ"

"จ้าวเคอถูกมันสังหารงั้นหรือ?"

หญิงสาวที่อยู่ข้างกายมองชายหนุ่มชุดดำด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

ชายหนุ่มชุดดำพยักหน้า

"เกิดอะไรขึ้น? จ้าวเคอมีพลังระดับขอบเขตเทวะเชียวนะ"

"แต่ไอ้หนู่นี่อยู่แค่ขอบเขตเป็นตายเองมิใช่หรือ"

"ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิชากระบี่ ก็ไม่น่าจะปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ออกมาได้กระมัง" หญิงสาวนัยน์ตาทอประกายอำมหิต น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

ชายหนุ่มชุดดำเอ่ยเสียงเย็นเยียบ

"คนผู้นี้ครอบครองสายเลือดพิเศษ ดังนั้นพวกเราจะปล่อยมันไปไม่ได้เด็ดขาด"

"ตอนนี้มันอยู่ระดับขอบเขตเป็นตายขั้น 7 แล้ว"

"หากปล่อยเวลาล่วงเลยไปอีกสักพัก มันย่อมสามารถทะลวงสู่ขอบเขตเทวะได้อย่างแน่นอน"

"ห้ามปล่อยให้มันมีโอกาสนั้นเด็ดขาด"

น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ

หญิงสาวพยักหน้า มองซูหานด้วยสายตาเย็นชา หรี่ตาลงพร้อมกับประกายความเย็นยะเยือกที่วาบผ่าน

"เจ้าพูดถูก ความแข็งแกร่งที่ไอ้หนู่นี่แสดงออกมาในตอนนี้ ถือเป็นภัยคุกคามแล้ว"

ชายหนุ่มชุดดำสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย จิตสังหารค่อยๆ ลุกโชนขึ้นมา

"สำนักกระบี่วิญญาณชักจะโอหังขึ้นทุกที"

"ดินแดนตงฮวงต้องการเพียงขุมกำลังเดียวที่ผงาดขึ้นมาก็พอแล้ว"

"และนั่นต้องเป็นตำหนักหลิงเซียวเท่านั้น"

"หาใช่สำนักกระบี่วิญญาณไม่"

เขากล่าวเสียงเย็น

กลิ่นอายพลังบนร่างของเขายิ่งดูน่าสะพรึงกลัว

ขอบเขตเทวะขั้น 2 สูงสุด

หญิงสาวพยักหน้ารับ

นัยน์ตาของคนทั้งสองค่อยๆ เย็นเยียบลง

ท่ามกลางฝูงชน

บางคนกำลังตื่นตระหนก

"นี่คือคนที่นายน้อยคิดจะไปตอแยด้วยงั้นหรือ?"

เด็กสาวคนหนึ่งเอ่ยเสียงสั่น

"หากพวกเราไปตอแยกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ ตระกูลเหยียนยังจะดำรงอยู่ในดินแดนตงฮวงต่อไปได้อีกหรือ? คงต้องพินาศย่อยยับอย่างไม่ต้องสงสัย"

สายตาที่เธอมองไปยังซูหานเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขวัญผวา และตื่นตระหนกสุดขีด

คนที่อยู่ข้างกายอีกคนหนึ่งก็เอ่ยเสียงสั่นเช่นกัน

"ผู้นำตระกูลสั่งมาแล้วว่า นับแต่นี้ตระกูลเหยียนห้ามไปยุ่งเกี่ยวตอแยกับซูหานอย่างเด็ดขาด"

คนกลุ่มนี้คือคนจากตระกูลเหยียนนั่นเอง

เด็กสาวมองอีกฝ่าย

"แต่เรื่องความตายของนายน้อยล่ะ?"

อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

"ทางตระกูลได้ประกาศออกไปแล้วว่า แท้จริงแล้วนายน้อยเหยียนหมิงไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับผู้นำตระกูล"

เด็กสาวมองอีกฝ่ายอย่างเหม่อลอย ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก

"ท่าทีของผู้นำตระกูลช่างลึกล้ำยิ่งนัก"

สิ่งหนึ่งที่เธออสามารถแน่ใจได้เลยก็คือ หากตระกูลเหยียนยังคงตั้งตัวเป็นศัตรูกับซูหานต่อไป เกรงว่าตระกูลคงต้องล่มสลายไปตั้งนานแล้ว

"..."

ซูหานสีหน้าเย็นชา ตวัดฝ่ามือตบออกไป ฉาดเข้าที่ใบหน้าของสวีเฟิงในพริบตา ได้ยินเพียงเสียงดังสนั่นกึกก้อง

สวีเฟิงหน้าทะมึน เสียงแห่งความอัปยศอดสูดังขึ้น

เขาแผดเสียงร้องลั่น ร่างร่วงหล่นลงกระแทกพื้นอย่างแรง

สวีเชามองซูหานด้วยความโกรธเกรี้ยว แผดเสียงคำราม

"ซูหาน เจ้ามันโอหังเกินไปแล้ว!"

"นี่เจ้ากำลังยั่วยุตระกูลขุนนางแห่งตงฮวงอยู่นะ"

"ตระกูลขุนนางไม่อนุญาตให้เจ้ามาลบหลู่หรอกนะ!"

เคร้ง!

ซูหานที่กุมกระบี่กลืนวิญญาณไว้ในมือ มองไปที่สวีเชา มุมปากแสยะยิ้มดุร้าย ก่อนจะตวัดกระบี่ฟันออกไปในพริบตา

ฉัวะ!

"อ๊าก!"

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น

สวีเฟิงร่วงตกลงกระแทกพื้นอย่างแรง สีหน้าย่ำแย่ นัยน์ตาทั้งสองเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่ยินยอม

"เจ้า!"

เลือดบนร่างของเขาสาดกระเซ็นไปทั่วพื้น รูม่านตาหดเล็กลงเท่าปลายเข็ม

เจ้านี่กล้าลงมือกับเขาจริงๆ หรือนี่

ไม่กลัวคำขู่ของตระกูลสวีเลยงั้นหรือ?

อัปยศอดสูนัก

ช่างเป็นความอัปยศครั้งยิ่งใหญ่เสียจริง

สวีเชาตาแดงก่ำ

จ้องมองซูหานด้วยความโกรธเกรี้ยว ในแววตานั้นไม่อาจสะกดกลั้นความเคียดแค้นไว้ได้ ราวกับมีเปลวเพลิงแห่งความพิโรธลุกโชนอยู่ภายใน

ซูหานหรี่ตาลง มองสวีเชาและสวีเฟิงด้วยท่าทีเรียบเฉย แววตาเหยียดหยามแผ่ซ่านออกมา

"ตระกูลสวีของพวกเจ้านี่ช่างต่ำต้อยเสียจริง"

"เพียงเพราะสวีเอ้าเทียนคนเดียว ถึงกับยอมตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้า"

สวีเฟิงและพวกมีใบหน้าบิดเบี้ยวน่าเกลียดน่ากลัว "เจ้า!"

"ไอ้บัดซบเอ๊ย"

"ซูหาน เจ้าอย่าได้ใจไปนักเลย การที่ตระกูลสวีสามารถยืนหยัดอยู่ในดินแดนตงฮวงมาได้อย่างยาวนานโดยไม่ล่มสลาย ย่อมต้องมีรากฐานอันลึกล้ำ"

"คือตัวตนที่เจ้าไม่อาจไปตอแยได้"

เสียงโกรธเกรี้ยวดังขึ้น

สวีเฟิงสีหน้าทะมึนน่ากลัว กัดฟันกรอด เขากุมแขนที่ขาดสะบั้น สายตาที่จ้องมองซูหานเต็มไปด้วยความแดงก่ำและความเคียดแค้นชิงชังอันไร้ที่สิ้นสุด

ซูหานหรี่ตาลง

กระบี่กลืนวิญญาณในมือส่งเสียงกรีดร้องดังกังวาน

ความเย็นยะเยือกพุ่งปะทุออกจากนัยน์ตา

ฟุ่บ

เขากระชับกระบี่ ฟาดฟันลงมาใส่สวีเฟิงในแนวขวางทันที

ปราณกระบี่ถาโถมดั่งคลื่นยักษ์ทะลักทลาย

ตูม!

ในจังหวะนั้นเอง รอยหมัดสายหนึ่งก็พุ่งตรงลงมาจากอีกทิศทางราวกับดาวตก

เสียงครืนครั่นดังกึกก้อง

ซูหานหรี่ตาลง

ปราณกระบี่ที่เขาฟันออกไปแตกสลายในพริบตา ซูหานสีหน้าเรียบเฉย ไร้ความรู้สึก มีคนมางั้นหรือ?

ฝูงชนในที่นั้นต่างมีสีหน้าตื่นตระหนก ดวงตาแต่ละคนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

"ผู้ใดกัน?"

พวกเขาร้องอุทานขึ้นมา

ผู้ที่ลงมือในเวลานี้ หากไม่ใช่ตระกูลสวี ก็เกรงว่าคงจะเป็นคนของตำหนักหลิงเซียว

"วลีที่ว่า ที่ใดควรละเว้นก็จงละเว้นผู้อื่นเสียบ้าง ข้าไม่เชื่อหรอกนะว่าเจ้าจะไม่เคยได้ยิน"

น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้น

ซูหานทอดสายตามองไปเบื้องหน้า

ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีดำก้าวเดินเข้ามาอย่างช้าๆ บนร่างแผ่ซ่านแรงกดดันที่ดูเลือนลางแต่กวาดม้วนไปทั่ว

"นั่นมันเย่กุ่ยแห่งตำหนักหลิงเซียวนี่?"

หลังจากที่ฝูงชนมองเห็นเงาร่างที่ปรากฏตัว แต่ละคนต่างมีสีหน้าตระหนกตกใจสุดขีด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

เย่กุ่ย

ตัวตนที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปราณในหมู่ศิษย์สืบทอดของตำหนักหลิงเซียว

"ยังมีหลานเหยียนอีก..."

เมื่อมองไปที่หญิงงามล่มเมืองที่เดินตามหลังเย่กุ่ยมา ฝูงชนในที่นั้นก็อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา

ทั้งสองคนนี้ล้วนเป็นศิษย์อัจฉริยะระดับแนวหน้าของตำหนักหลิงเซียวทั้งสิ้น

"หืม?"

ซูหานสีหน้าเรียบเฉย มองกลุ่มคนจากตำหนักหลิงเซียวที่ปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทีขบขัน รอยยิ้มของเขาเข้มขึ้น

"ที่ใดควรละเว้นก็จงละเว้นผู้อื่นเสียบ้าง งั้นหรือ?"

"แล้วหลังจากนั้นเล่า..."

"ข้าปล่อยพวกมันไป ก็ไม่ต่างจากปล่อยเสือเข้าป่างั้นหรอ? พอหันหลังกลับ มันก็แว้งมากัดข้า?"

"ใช่ความหมายนี้หรือไม่?"

เขามองเย่กุ่ยอย่างราบเรียบ สีหน้าเป็นปกติ แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันและขบขันถึงขีดสุด

"..."

จบบทที่ ตอนที่ 187 เย่กุ่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว