เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 วิชาพรางเงา

บทที่ 34 วิชาพรางเงา

บทที่ 34 วิชาพรางเงา


"วิชาที่สอง วิชาพรางเงา"

ภายหลังทนดูภาพสาธิตวิชาพรางรอยอันแสนพิลึกพิลั่นจนจบ ในที่สุดเยว่เหวินก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

เสียงบรรยายดังขึ้นอีกครั้ง "นี่คือวิชาหลบหนีที่ผสานเข้ากับการฝึกยันต์ คุณสามารถหลอมยันต์เงาที่มีพลังโจมตีขึ้นมา และสามารถวาร์ปไปยังตำแหน่งที่ยันต์เงาอยู่ได้ตลอดเวลา ภายในรัศมีที่กำหนด..."

คราวนี้ในภาพสาธิตมีคนโผล่มาให้เห็นแล้ว แต่เป็นมนุษย์ตัวดำเมี่ยมที่มีเกล็ดมังกรสีดำปกคลุมไปทั่วทั้งตัวรวมถึงใบหน้า มีแค่ตาขาวกับฟันขาวเท่านั้นที่โผล่มาให้เห็น ดูเผินๆ เหมือนพวกฆาตกรที่ยังไม่ถูกเปิดโปงตัวตนในการ์ตูนสืบสวนสอบสวนบางเรื่องไม่มีผิด

ไอ้ดำคนนั้นพลิกฝ่ามือเรียกมีดสั้นรูปจันทร์เสี้ยวขนาดเท่าฝ่ามือออกมา บนใบมีดสลักลวดลายยันต์ที่ดูซับซ้อน คมกริบ และส่องประกายสีม่วงดำเย็นเยียบ

นี่คงจะเป็นยันต์เงาที่ว่า

จากนั้นมันก็ปาไปข้างหน้า ยันต์เงาพุ่งไปปักฉึกเข้าที่ต้นไม้ตรงหน้า ดูคมกริบมากจริงๆ

ไอ้ดำคนนั้นพลิกมือทำมุทรา ร่างกายพลันเปลี่ยนเป็นเงาสีดำ พุ่งปราดไปโผล่ที่ต้นไม้ต้นนั้นราวกับวาร์ปได้

"วิชานี้ดูท่าทางจะเจ๋งแฮะ" นัยน์ตาของเยว่เหวินเปล่งประกาย

เมื่อเทียบกับวิชาพรางรอยที่เน้นแค่ซ่อนตัวอย่างเดียว วิชาหลบหนีที่ผสานพลังโจมตีเข้าไปด้วยแบบนี้นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการมากกว่า

เสียงบรรยายดังขึ้นต่อ "ผู้ใช้สามารถหลอมยันต์เงาได้หลายใบพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับระดับตบะว่าอยู่ขั้นไหน หากใช้ยันต์เงาหลายใบพร้อมกัน ก็จะสามารถพลิกแพลงการเคลื่อนไหวได้หลากหลายจนศัตรูเดาทางไม่ถูก และไร้ช่องโหว่โดยสิ้นเชิง"

สิ้นเสียงบรรยาย ไอ้ดำคนนั้นก็งัดยันต์เงาออกมาห้าใบ ปาออกไปในทิศทางต่างๆ ดังฟุบ ฟุบ ฟุบ

จากนั้นพอมันเริ่มใช้วิชา ร่างของมันก็เริ่มวาร์ปไปมา พริบตาเดียวก็โผล่ไปทั่วทุกทิศทาง เงาที่ทิ้งไว้แทบจะวาดเป็นรูปดาวห้าแฉกได้เลยทีเดียว

ขณะที่เยว่เหวินกำลังรู้สึกพอใจสุดๆ จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังตูม!

ละอองเลือดสาดกระเซ็นเต็มท้องฟ้า แล้วร่างของไอ้ดำคนนั้นก็ขาดกระจุยเป็นชิ้นๆ ร่วงหล่นลงมา

"คำเตือน: ห้ามกระตุ้นยันต์เงาหลายใบพร้อมกันเด็ดขาด เพราะถ้าร่างกายคุณสับสนว่าตกลงจะไปทางไหนกันแน่ มันอาจจะตัดสินใจแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ก็ได้" เสียงบรรยายเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

เยว่เหวินเบิกตาโพลงมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง

ให้ตายเถอะ

นี่ถ้าเผลอแป๊บเดียวคงได้กลายเป็นม้าแยกร่างเลยเหรอเนี่ย?

"วิชาหลบหนีทรงพลังขนาดนี้ คิดราคาแค่เจ็ดสิบเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้าย ไม่แพงเลยใช่ไหม?" เสียงบรรยายเสนอราคา "อ้อ ยันต์เงาแต่ละใบคิดราคาแยกต่างหากนะ ยันต์เงาหนึ่งใบ ราคาใบละสิบเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้าย"

"หา?" เยว่เหวินขมวดคิ้ว "เก็บค่าวิชาอาคมไม่พอ ยันต์ที่ต้องใช้คู่กันยังต้องมาเก็บตังค์เพิ่มอีก หน้าเลือดไปหน่อยไหม"

เสียงบรรยายไม่ได้โต้ตอบอะไร แต่เริ่มสาธิตวิชาที่สามต่อทันที

"วิชาที่สาม วิชาอสนีบาตเหินเวหา"

"นี่คือวิชาหลบหนีสายโจมตีที่รุนแรง โดยจะเปลี่ยนร่างเป็นสายฟ้า พุ่งทะยานเข้าสังหารศัตรูอย่างดุดัน เมื่อโจมตีโดนเป้าหมาย นอกจากจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแล้ว ยังทำให้เป้าหมายชาจนขยับไม่ได้อีกด้วย" เสียงบรรยายอธิบายสรรพคุณ

คราวนี้ในภาพสาธิตมีไอ้ดำโผล่มาสองคน

ไอ้ดำคนแรกถูมือขวาเข้าด้วยกัน แล้วชกหมัดไปข้างหน้า ร่างกายพลันเปลี่ยนเป็นสายฟ้าที่สว่างจ้าบาดตา พุ่งทะยานออกไป

ตูม!

สายฟ้าพุ่งชนไอ้ดำอีกคนเข้าอย่างจัง ส่วนไอ้ดำคนแรกก็ปรากฏตัวขึ้น ยืนเท้าสะเอวหัวเราะร่าอย่างภาคภูมิใจ

ไอ้ดำคนที่โดนโจมตีบาดเจ็บสาหัส ล้มลงนอนกองกับพื้นอย่างมึนงง ปากก็ร้องโอดครวญ “โอ๊ย เจ็บฉิบ! ทำไมมองอะไรไม่เห็นเลยล่ะเนี่ย ใครเอาอะไรมาบังตาเนี่ย?... อ้อ! ไม่ใช่ความรักบังตา... แต่เป็นส้นตีนมึงนี่เอง!”

"เอ๊ะ?" เยว่เหวินชี้หน้าจอ "พูดได้ก็ว่าแปลกแล้ว ทำไมมันถึงพูดคำหยาบได้ด้วยเนี่ย?"

เสียงบรรยายไม่สนใจเยว่เหวิน ยังคงอธิบายต่อ "ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือ ถึงแม้วิชาอสนีบาตเหินเวหาจะรวดเร็วและรุนแรง แต่ก็ผลาญพลังปราณแท้จริงมหาศาลมาก สำหรับผู้ฝึกตนในสามขอบเขตล่าง ภายในระยะเวลาสั้นๆ อาจจะใช้ได้แค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น"

ส่วนไอ้ดำคนแรก พอใช้วิชาอสนีบาตเหินเวหากลับมา ก็เอามือเท้าเข่า หอบแฮกๆ

"แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วเหรอ?" เยว่เหวินโวยวาย "งั้นก็ใช้งานได้แป๊บเดียวเองสิ?"

วิชาอสนีบาตเหินเวหานี้ไม่ถือว่าเป็นวิชาหลบหนีระยะไกล เคลื่อนที่ได้ไกลสุดก็แค่ประมาณสิบเมตร แม้ว่าพลังโจมตีจะรุนแรงจนสามารถใช้เล่นงานศัตรูได้ แต่ถ้าจะเอาไว้ใช้หลบหลีกหรือหนีตายล่ะก็ คงไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไหร่

"วิชาหลบหนีเจ๋งๆ แบบนี้ คิดราคาแค่แปดสิบเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้าย คุ้มค่าคุ้มราคามากเลยใช่ไหมล่ะ?" เสียงบรรยายถามอีกครั้ง

"ไม่เห็นจะคุ้มตรงไหนเลย" เยว่เหวินส่ายหน้า "ถ้าฉันอยู่ระดับกลางๆ แล้วก็ว่าไปอย่าง คงใช้วิชานี้ได้หลายครั้งหน่อย แต่ระดับล่างแบบนี้ใช้ได้แค่ครั้งสองครั้ง มันจะไปคุ้มได้ยังไง?"

เสียงบรรยายตอบกลับมาว่า "ความจนและความอ่อนแอ ไม่ใช่ข้อเสียของวิชาอาคม..."

"เดี๋ยว นี่แกหมายความว่าไง?" เยว่เหวินเงยหน้าขึ้นจ้องมองอากาศธาตุ "ฉันทนฟังแกมานานแล้วนะ นี่มันไม่ใช่บทบรรยายที่เตรียมไว้แล้วใช่ไหม? จงใจด่าฉันชัดๆ!"

"ขอบคุณที่รับชม ลาก่อน" เสียงบรรยายถูกตัดไปดื้อๆ

และภาพสาธิตวิชาอาคมในหัวของเยว่เหวินก็จบลงเพียงเท่านี้

เขาลืมตาขึ้น ก็เห็นต้าหลงผู้น่าเกรงขามอยู่ตรงหน้า

"เป็นไงบ้างล่ะ?" ต้าหลงเอ่ยปากถาม "วิชาอาคมที่เหมาะกับระดับตบะของเจ้าในตอนนี้ ตรงตามความต้องการ และที่สำคัญคือเจ้าพอจะมีปัญญาซื้อได้ ก็มีแค่นี้แหละ ดูจบแล้วอยากได้วิชาไหนล่ะ?"

เยว่เหวินขมวดคิ้ว "วิชาพรางรอยมีดีแค่ซ่อนตัว โจมตีไม่ได้ เหมาะกับพวกหัวขโมยกับพวกโรคจิตมากกว่า... วิชาอสนีบาตเหินเวหาก็มีดีแค่โจมตี น่าจะเหมาะกับพวกสามขอบเขตกลางมากกว่า... เทียบกันแล้ว วิชาพรางเงาดูจะเข้าท่าที่สุด แต่ถ้ายันต์ต้องจ่ายตังค์เพิ่มอีก เจ็ดสิบเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้ายบวกกับยันต์สามใบที่ฉันพอจะใช้ไหวตอนนี้ ก็ปาเข้าไปร้อยเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้ายเลยนะ! แพงไปรึเปล่า"

ต้าหลงตอบกลับเสียงเรียบ "ความแพงไม่ใช่ข้อเสียของมันหรอกนะ"

"เสียงบรรยายเมื่อกี้นายใช้เครื่องเปลี่ยนเสียงพากย์เองใช่ไหม?" เยว่เหวินคิ้วกระตุก "ฉันว่าแล้วเชียว ปากหมาๆ แบบนี้มันนายชัดๆ!"

"หึ" ต้าหลงแค่นเสียงเย็นชา เอ่ยอย่างรำคาญ "ตกลงจะซื้อไหม ไม่ซื้อข้าไปล่ะนะ"

"ซื้อ!"

เยว่เหวินพลิกฝ่ามือเรียกกองเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายออกมา แอบปวดใจนิดๆ อุตส่าห์เพิ่งจะมีเงินเก็บ พอจ่ายไปก้อนนี้ก็เหลือแต่เศษเงินอีกแล้ว

"วิชาพรางเงาบวกยันต์เงาสามใบ เอ้านี่!" เขาโยนเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายร้อยเหรียญให้

ต้าหลงรีบสูดเข้าปากอย่างรวดเร็ว แววตาฉายแววพึงพอใจ ก่อนจะอ้าปากพ่นภาษามังกรออกมา "แฮ่—"

ภาพเพ่งสมาธิของวิชาพรางเงาประทับลงในหัวของเยว่เหวิน สุดท้ายเขาหลุดออกจากมิติของตำหนักสีดำทอง กลับมาอยู่ในห้องนอนเล็กๆ บนชั้นสองของตัวเอง

"เฮ้อ เงินนี่มันหามาลำบากแต่ใช้แป๊บเดียวจริงๆ" เขาส่ายหน้า เตรียมจะเริ่มทำความเข้าใจวิชาอาคมบทนี้

จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

...

"กุ่ยหมี่ ทำไงดีอ่ะ? ฉันไปคัดเลือกเข้าร่วมโปรเจกต์ไลฟ์สดนั่น แล้วดันผ่านซะงั้น!"

ภายหลังกลับมาถึงสำนักงาน พอเห็นเยว่เหวินขึ้นไปหมกตัวอยู่ชั้นบน จ้าวซิงเอ๋อร์ก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาพิมพ์ข้อความยิกๆ ทันที

ผ่านไปสองนาที อีกฝ่ายก็ตอบกลับมา "ที่เธอไปเป็นเพื่อนเจ้านายน่ะเหรอ? เธอเคยบอกว่าแค่อยากไปดูเฉยๆ ไม่ได้อยากเข้าร่วมไม่ใช่เหรอ?"

"ตอนแรกฉันก็แค่อยากตามไปดูขำๆ แหละ ใครจะไปรู้ว่าต้องมีการคัดเลือกด้วย แถมการคัดเลือกก็คือการประลองยุทธ์ กุ่ยหมี่ เธอก็รู้นี่นาว่าเรื่องประลองวรยุทธ์น่ะ ฉันยอมแพ้ใครเป็นที่ไหน?" จ้าวซิงเอ๋อร์ทำหน้ามุ่ยพิมพ์ตอบไปอย่างกลุ้มใจ

"แม่สาวผู้ไม่ยอมแพ้ใคร ฮ่าๆ" อีกฝ่ายส่งสติกเกอร์รูปขยิบตามาให้

"โธ่เอ๊ย อย่ามาขำฉันนะ" จ้าวซิงเอ๋อร์พิมพ์ตอบไปอย่างหงุดหงิด "ตอนนี้เขาจะให้เซ็นสัญญาแล้วเนี่ย ความจริงฉันก็แอบอยากไปเหมือนกันนะ โปรเจกต์สำรวจเขตทุรกันดารนั่นฟังดูน่าตื่นเต้นดี แถมยังได้เงินเยอะด้วย ช่วงนี้เจ้านายฉันดูร้อนเงินมาก ถึงขนาดอยากจะไปเต้นโชว์หวิวเลยนะ ฉันก็เลยคิดว่าถ้าช่วยเขาได้ก็คงจะดี อีกอย่าง คราวก่อนฉันเผลอทำเขาเจ็บตัว เขาก็ยังอุตส่าห์ให้ฉันอยู่ต่อ ฉันก็ต้องมีน้ำใจนักเลงหน่อยสิ"

"งั้นก็ไปสิ" อีกฝ่ายตอบกลับ "ถึงฉันจะอยากเห็นเจ้านายรูปหล่อของเธอไปเต้นโชว์หวิวก็เถอะ อิอิ แต่เรื่องสนุกๆ แถมได้เงินแบบนี้ จะพลาดได้ไงล่ะ?"

"เธอก็รู้สถานการณ์ของฉันดีนี่นา!" จ้าวซิงเอ๋อร์รีบตอบกลับ "ถ้าเกิดที่บ้านฉันเห็นไลฟ์สดนี้เข้าจะทำยังไง? ฉันจะใช้ชีวิตทำงานเรียนหนังสือในเมืองเจียงเฉิงอย่างสงบสุขต่อไปได้ยังไงล่ะ"

"เออว่ะ ลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย" อีกฝ่ายตอบกลับ ก่อนจะพิมพ์ประโยคถัดมาอย่างรวดเร็ว "แต่เดี๋ยวก่อน ฉันคิดแผนออกแล้ว!"

"แผนอะไรเหรอ?" จ้าวซิงเอ๋อร์ตาเป็นประกาย

"ฉันเคยดูหนังมา พวกนักแสดงหญิงบางคนชอบปิดบังหน้าตา ยิ่งทำแบบนั้นคนดูก็ยิ่งสนใจ เรตติ้งพุ่งกระฉูดเลยนะ" อีกฝ่ายบอก "ทำไมเธอไม่ลองปิดหน้าแล้วไปไลฟ์สดดูล่ะ? บางทีอาจจะทำให้คนดูจินตนาการไปไกล แล้วเกิดอยากรู้มากขึ้นก็ได้นะ แล้วถ้าเธอเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ แถมปิดหน้าอีก คงไม่มีใครจำเธอได้หรอกมั้ง? แล้วคนในครอบครัวเธอ ก็คงไม่ค่อยดูไลฟ์สดพวกนี้อยู่แล้วด้วย"

"เอ๊ะ?" จ้าวซิงเอ๋อร์เผยรอยยิ้มสดใส "ก็เข้าท่าอยู่นะ"

เธอวางโทรศัพท์มือถือลง เดินขึ้นไปชั้นบน แล้วเคาะประตูห้องนอนเยว่เหวิน "เจ้านายคะ!"

"หืม?" เยว่เหวินเปิดประตูออกมา ถามว่า "มีอะไรเหรอ?"

"เจ้านายคะ" เธอทำหน้าจริงจัง แฝงความรู้สึกผิดเล็กน้อย "ฉันมีเรื่องต้องสารภาพกับคุณค่ะ"

"เรื่องอะไรล่ะ?" พอเห็นเธอทำหน้าจริงจัง เยว่เหวินก็ตั้งใจฟัง

"ความจริงแล้ว..." จ้าวซิงเอ๋อร์หลบตา ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น "ฉันมีพ่อมีแม่ค่ะ"

"หา?" เยว่เหวินฟังแล้วถึงกับอึ้ง "นี่มันความลับระดับชาติเลยนะเนี่ย ใครๆ เขาก็มีกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง?"

จ้าวซิงเอ๋อร์เอียงคอ "คุณไงคะ ไม่มี"

เยว่เหวิน: "?"

นี่เธอจงใจวิ่งขึ้นมาด่าฉันใช่ไหมเนี่ย?

"ไม่ต้องมาสนหรอกว่าฉันมีหรือไม่มี แต่ตอนนี้ฉันชักอยากจะหักเงินเดือนเธอแล้วล่ะ" เขาพูดเสียงเรียบ

"เดี๋ยวสิคะ ฉันยังไม่เคยได้เงินเดือนเลยนะ" จ้าวซิงเอ๋อร์รู้ตัวว่าพูดผิด รีบแก้ตัวพัลวัน "ฉันหมายความว่า ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยบอกคุณเลยว่า พ่อแม่พี่น้องไม่รู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ ฉันหนีออกจากบ้านมาน่ะค่ะ"

"หนีออกจากบ้านเหรอ?" เยว่เหวินขมวดคิ้ว "งั้นถ้าให้เธอทำงานต่อ จะไม่ผิดกฎหมายใช่ไหม?"

"ไม่ผิดหรอกค่ะ" จ้าวซิงเอ๋อร์หัวเราะ "ฉันบรรลุนิติภาวะแล้วนะคะ ไม่ใช่เด็กบ้าๆ บอๆ ที่คิดเองทำเองไม่เป็นสักหน่อย"

"จริงอ่ะ?" เยว่เหวินมองหน้าจ้าวซิงเอ๋อร์ ท่าทางเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็กลืนกลับลงไป

"นี่คุณกำลังสงสัยอะไรอยู่?" จ้าวซิงเอ๋อร์ถลึงตาใส่

เยว่เหวินรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน กลัวเธอจะโกรธขึ้นมา "ล้อเล่นน่า แล้วที่มาบอกเรื่องนี้ คือจะบอกว่าไม่กล้าไปร่วมไลฟ์สดใช่ไหมล่ะ?"

จ้าวซิงเอ๋อร์ยิ้มพลางเอ่ย "ฉันมีไอเดียอย่างนึงค่ะ..."

จบบทที่ บทที่ 34 วิชาพรางเงา

คัดลอกลิงก์แล้ว