- หน้าแรก
- ปรมาจารย์แพทย์ทะลุมิติยุคดวงดาว
- บทที่ 16 วิทยาลัยยุทธ์มหาวิทยาลัยลั่วเป่ย
บทที่ 16 วิทยาลัยยุทธ์มหาวิทยาลัยลั่วเป่ย
บทที่ 16 วิทยาลัยยุทธ์มหาวิทยาลัยลั่วเป่ย
บทที่ 16 วิทยาลัยยุทธ์มหาวิทยาลัยลั่วเป่ย
ตอนนี้สำหรับตี้จิ่วแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การไปวิทยาลัยยุทธ์ แต่เป็นการฝึกเจ็ดดาบสกุลตี้ เจ็ดดาบสกุลตี้ของเขาถือเป็นความลับ การไปฝึกในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านอย่างลั่วต้าไม่ใช่เรื่องดีแน่
เมื่อสัมผัสได้ว่าตี้จิ่วพูดออกมาจากใจจริง โหยวหูลี่ก็สูดลมหายใจเข้าลึก เขาเก็บใบรับรองอย่างระมัดระวังแล้วพูดขึ้น "อาจิ่ว ในอนาคตของของฉันก็คือของของนาย เรื่องไปโรงหมอถานซิ่งตังปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง เถ้าแก่ของโรงหมอถานซิ่งตังดีกับฉันที่สุด ถึงตอนนี้เถ้าแก่จะไปเมืองเยียนจิงแล้ว แต่พี่หูก็ดีกับฉันไม่น้อยเลย"
ก่อนหน้านี้โหยวหูลี่เกือบจะระเบิดอารมณ์ใส่เธอแต่ตี้จิ่วห้ามไว้ เถิงหลิงเอ๋อร์ย่อมดูออก เดิมทีเธอยืนอยู่ด้านข้างด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่พอตอนนี้เห็นตี้จิ่วมอบใบรับรองการสมัครเข้าเรียนวิทยาลัยยุทธ์ลั่วต้าที่ประเมินค่าไม่ได้ให้กับโหยวหูลี่อย่างไม่ลังเล ความรู้สึกน้อยใจของเธอก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เธอค้อมตัวลงทำความเคารพตี้จิ่วพร้อมกับกล่าวว่า "พี่จิ่ว พี่เป็นพี่น้องที่ดีที่สุดของหมาจิ้งจอกจริงๆ ฉันมันพวกสายตาสั้น พี่จิ่วอย่าถือสาหาความฉันเลยนะ"
โหยวหูลี่แค่นเสียงฮึดฮัด "ก็ใช่น่ะสิ ผู้หญิงก็งี้แหละ ผมยาวแต่วิสัยทัศน์แคบ"
ตี้จิ่วรู้สึกได้ว่าเถิงหลิงเอ๋อร์เป็นผู้หญิงที่นิสัยไม่เลวเลยทีเดียว
ที่ตั้งของโรงหมอถานซิ่งตังค่อนข้างห่างไกลออกไปสักหน่อย แต่ก็กินพื้นที่ไม่ใช่น้อย ตัวอาคารดูเก่าแก่ บ่งบอกให้เห็นว่าผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานพอสมควร
ทันทีที่โหยวหูลี่พาตี้จิ่วมาถึงโรงหมอถานซิ่งตัง ตี้จิ่วก็รู้สึกได้ทันทีว่าที่นี่แหละคือสถานที่ที่เขาต้องการ นอกจากห้องตรวจและห้องจ่ายยาแล้ว โรงหมอถานซิ่งตังยังมีห้องผ่าตัดและแผนกผู้ป่วยในอีกด้วย ทว่าที่นี่กลับไม่มีคนไข้เลยแม้แต่คนเดียว ภายในห้องจ่ายยาจีนก็มีเพียงตู้ยาเปล่าๆ และทั่วทั้งโรงหมอถานซิ่งตังก็มีแค่พี่หูเพียงคนเดียว
พี่หูบอกว่าตัวเองเป็นผู้ดูแลโรงหมอถานซิ่งตัง แต่อันที่จริงในสายตาของตี้จิ่ว เขาเป็นก็แค่คนเฝ้าประตูเท่านั้นแหละ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพี่หูเชื่อใจโหยวหูลี่มาก หรือเป็นเพราะไม่มีใครมาที่นี่เลยกันแน่ โหยวหูลี่เพียงแค่เอ่ยปากพูดไม่กี่คำ พี่หูก็ตกลงรับตี้จิ่วเข้าทำงานทันที
หน้าที่ของตี้จิ่วคือการทำความสะอาดทั้งห้องโถงหน้าและหลังทุกวัน ได้รับเงินเดือนเดือนละสี่พัน อาศัยอยู่ในโรงหมอถานซิ่งตัง และต้องจัดการเรื่องอาหารการกินเอง พูดง่ายๆก็คือมาเป็นคนเฝ้าประตูนั่นแหละ
ถ้าไม่ได้กินนอนอยู่ที่โรงหมอถานซิ่งตัง เงินเดือนสี่พันสำหรับตี้จิ่วคงไม่พอแม้แต่จะยาไส้ การได้มาอยู่บนโลกแล้วมีที่พักอาศัยเป็นหลักเป็นแหล่ง สำหรับตี้จิ่วแล้วถือว่าน่าพอใจมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าโรงหมอถานซิ่งตังยังมีพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้อีก
โหยวหูลี่กำลังร้อนใจเรื่องการสมัครเข้าคณะวิทยายุทธ์ลั่วต้า พอจัดการให้ตี้จิ่วลงหลักปักฐานเรียบร้อยเขาก็รีบผลีผลามจากไปทันที พี่หูเองก็เห็นได้ชัดว่าไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อ พอฝากฝังทุกอย่างให้กับตี้จิ่วเสร็จสรรพ เขาก็ออกจากโรงหมอถานซิ่งตังไปเช่นกัน
โรงหมอถานซิ่งตังอันกว้างใหญ่ ตอนนี้เหลือเพียงตี้จิ่วแค่คนเดียว เมื่อก่อนเขาเคยเป็นถึงคุณชายที่มีคนคอยปรนนิบัติพัดวี แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้ถึงขั้นต้องไปปรนนิบัติใคร แต่ก็ต้องมาคอยทำความสะอาดและเฝ้าประตูทุกวัน
ทว่าตี้จิ่วกลับไม่ได้เก็บเรื่องพวกนี้มาใส่ใจ หลังจากจัดเก็บข้าวของอย่างลวกๆเสร็จ สิ่งแรกที่เขาทำก็คือหยิบคัมภีร์เจ็ดดาบสกุลตี้ออกมา
เขาเคยอ่านเนื้อหาของดาบที่หนึ่งในเจ็ดดาบสกุลตี้ และเคยลองฝึกดูแล้ว เพียงแต่ในตอนนั้นเขาไม่มีรากวิทยายุทธ์จึงไม่สามารถฝึกได้ก็เท่านั้น
มาตอนนี้เขาสามารถฝึกยุทธ์ได้แล้ว เขาจึงดำดิ่งเข้าสู่การฝึกดาบที่หนึ่งแห่งสกุลตี้อย่างรวดเร็ว
...
ตอนนี้สถานที่ที่เจริญและคึกคักที่สุดในเมืองลั่วจินคือที่ไหน ทุกคนต่างก็รู้ดีว่านั่นคือมหาวิทยาลัยลั่วเป่ย
มหาวิทยาลัยในเมืองลั่วจินไม่ได้มีแค่มหาวิทยาลัยลั่วเป่ยเพียงแห่งเดียว และอันที่จริงมหาวิทยาลัยลั่วเป่ยก็ไม่ได้จัดอยู่ในอันดับที่ดีที่สุดในเมืองลั่วจินด้วยซ้ำ
สาเหตุที่มหาวิทยาลัยลั่วเป่ยคึกคักได้ถึงเพียงนี้ เป็นเพราะพันธมิตรโลกอนุญาตให้มหาวิทยาลัยลั่วเป่ยเปิดวิทยาลัยยุทธ์ได้ แถมยังส่งครูฝึกวิทยายุทธ์มาประจำที่นี่อีกด้วย ทั่วทั้งมณฑลหนานเจียง มหาวิทยาลัยลั่วเป่ยถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เปิดสอนวิทยายุทธ์
วันนี้เป็นวันรับสมัครนักศึกษาของวิทยาลัยยุทธ์มหาวิทยาลัยลั่วเป่ย เมื่อเทียบกับวันปกติแล้ว มหาวิทยาลัยลั่วเป่ยในวันนี้เต็มไปด้วยคลื่นฝูงชนมืดฟ้ามัวดิน ถ้าไม่ใช่เพราะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยกั้นอยู่ที่ประตูใหญ่ ต่อให้มหาวิทยาลัยลั่วเป่ยจะกว้างใหญ่แค่ไหนก็คงถูกเบียดเสียดจนแทบไม่มีที่ยืน
คนที่มายังมหาวิทยาลัยลั่วเป่ยไม่ได้มีแค่คนในเมืองลั่วจิน หรือคนในมณฑลหนานเจียงเท่านั้น แต่ยังมีคนจากทั่วทุกสารทิศในหัวเซี่ย รวมไปถึงคนจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาที่นี่ เพื่อแสวงหาโอกาสเข้าเรียนในวิทยาลัยยุทธ์มหาวิทยาลัยลั่วเป่ย
ในหัวเซี่ย มหาวิทยาลัยลั่วเป่ยไม่ใช่แห่งแรกที่เปิดคณะวิทยายุทธ์ แถมยังไม่ติดสิบอันดับแรกด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากตอนนี้คณะวิทยายุทธ์ทั่วโลกกำลังขาดแคลนอย่างหนัก ไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนจะเปิดคณะวิทยายุทธ์ขึ้นมา ก็ย่อมตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกในทันที
อย่าเห็นว่าหรงเทาเคยบอกเสิ่นจื่ออวี่ว่ามหาวิทยาลัยลั่วเป่ยไม่ได้เรื่อง แล้วยุให้เสิ่นจื่ออวี่กลับไปเรียนคณะวิทยายุทธ์ที่เมืองเยียนจิง นั่นไม่ได้หมายความว่าคณะวิทยายุทธ์เป็นที่ที่นึกอยากจะเข้าก็เข้าได้ คำพูดของหรงเทาใช้ได้กับคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
เส้นทางการเข้าเรียนในคณะวิทยายุทธ์มหาวิทยาลัยลั่วเป่ยมีอยู่หลายวิธี วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้ใบรับรองการสมัคร นอกจากวิธีนี้แล้ว ก็ยังมีโควตานักเรียนดีเด่นที่ได้รับการเสนอชื่อจากแต่ละมณฑล โควตานักเรียนที่ได้รับการเสนอชื่อจากประเทศพันธมิตร และวิธีสุดท้ายคือการสอบคัดเลือกโดยตรงของทางมหาวิทยาลัยลั่วเป่ย ซึ่งโควตาการสอบคัดเลือกโดยตรงนี้มีน้อยที่สุด และโควตาอันน้อยนิดนี้ก็ถูกจับจองไปจนหมดเกลี้ยงตั้งนานแล้ว
โหยวหูลี่กอดกระเป๋าใบเล็กไว้แน่นพลางเบียดเสียดฝ่าฝูงชนไปจนถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัยลั่วเป่ย ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะเข้ามาขวาง เขาก็หยิบใบรับรองการสมัครเข้าคณะวิทยายุทธ์สีฟ้าใบนั้นออกมาเสียก่อน
เมื่อเห็นกระดาษอาร์ตมันสีฟ้าในมือของโหยวหูลี่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็แสดงท่าทีเคารพนอบน้อมขึ้นมาทันที เขารับใบรับรองมาตรวจสอบด้วยมือทั้งสองข้างอย่างระมัดระวัง ก่อนจะส่งคืนให้โหยวหูลี่ด้วยมือทั้งสองข้างเช่นกัน แววตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาของเขาไม่ได้ถูกปิดบังเอาไว้เลยแม้แต่น้อย
"นักศึกษาคนนั้นน่ะ ขายใบรับรองการสมัครคณะวิทยายุทธ์นั่นให้ฉันเถอะ ฉันให้ห้าล้านเลย" เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากนอกประตูมหาวิทยาลัย
"ถ้าขายให้ฉันล่ะก็ นายเรียกราคามาได้เลย" อีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาติดๆ
โหยวหูลี่รีบยัดใบรับรองกลับลงกระเป๋าแล้วกอดมันไว้แน่น ต่อให้จะเอาเงินห้าล้านมาให้เขาอีกกี่รอบ เขาก็ไม่มีวันขายใบรับรองใบนี้เด็ดขาด ลึกๆในใจเขายิ่งรู้สึกซาบซึ้งและละอายใจต่อตี้จิ่วมากยิ่งขึ้น ต่อให้ตี้จิ่วจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานของเขา เขาก็ไม่สมควรเอาใบรับรองการสมัครเข้าวิทยาลัยยุทธ์ของตี้จิ่วมาแบบนี้ แต่เขาอยากเข้าเรียนในวิทยาลัยยุทธ์มากจริงๆ นี่มันคือชีวิตทั้งชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้
เขาแอบตั้งปณิธานไว้ในใจว่า หากในอนาคตเขาได้ดิบได้ดีขึ้นมา คนแรกที่เขาจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือก็คือตี้จิ่ว
ในตอนนั้นเองก็มีเจ้าหน้าที่เฉพาะทางมารับรองโหยวหูลี่ นักศึกษาทุกคนที่มาสมัครเข้าคณะวิทยายุทธ์ ถือเป็นบุคคลที่มหาวิทยาลัยลั่วเป่ยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ใช้เวลาเพียงสามสิบนาที โหยวหูลี่ก็จัดการเรื่องการสมัครเรียนภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่จนเสร็จสิ้น และถูกพาตัวมายังหอประชุมใหญ่
ตอนที่โหยวหูลี่มาถึง ที่นี่ก็มีคนนั่งรออยู่ก่อนแล้วกว่าสองร้อยคน
บริเวณใกล้กับประตูทางเข้าหอประชุม เสิ่นจื่ออวี่กำลังกวาดสายตามองทุกคนที่เดินเข้ามา
หลังจากที่เธอฟื้นขึ้นมา ตี้จิ่วก็จากไปแล้ว แต่ที่แปลกคือ เธอไม่รู้สึกถึงอาการผิดปกติที่หัวใจอีกเลย แถมยังไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังรู้สึกปลอดโปร่งสบายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกอารมณ์ดีมาก ถึงขนาดที่ป้าฟางเตรียมจะไปต่อว่าพยาบาลว่าทำไมในห้องวีไอพีถึงยังมีขยะทิ้งไว้ เธอก็ยังห้ามเอาไว้
อาการป่วยของเธอไม่ได้ทรุดหนักลง นั่นหมายความว่าเธอยังมาสมัครเรียนที่วิทยาลัยยุทธ์ลั่วต้าทันเวลา และนั่นก็หมายความว่าเธออาจจะมีโอกาสได้เป็นผู้กุมชะตาชีวิตแต่งงานของตัวเอง เมื่อเทียบกับอิสรภาพในการแต่งงานแล้ว เรื่องอื่นๆเธอก็ไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจอีกต่อไป
แม้แต่เสิ่นจื่ออวี่เองก็คาดไม่ถึงว่า ใบรับรองการสมัครเข้าวิทยาลัยยุทธ์ลั่วต้าจะถูกปั่นราคาจนสูงลิ่วขนาดนี้ ขนาดพ่อของเธอเองก็ยังได้ใบรับรองมาแค่สองใบ ซึ่งนั่นต้องแลกมาด้วยการสละสิทธิ์การสมัครเข้าวิทยาลัยยุทธ์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองเยียนจิงไปเลยทีเดียว การที่โควตาทั้งสองใบนี้ตกมาอยู่ในมือเธอ ก็เพราะต้องการให้เธอยอมรับการจับคลุมถุงชนและแต่งงานใหม่อีกครั้งก็เท่านั้น
เวลาผ่านไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง มีคนทยอยเดินเข้ามาอีกกว่ายี่สิบคน ทว่าเธอกลับยังไม่เห็นวี่แววของตี้จื่อมั่วเลย เสิ่นจื่ออวี่รู้ดีว่า ตี้จื่อมั่วคงไม่มาแล้วจริงๆ ดูท่าทางตี้จื่อมั่วคงไม่ได้อยากเข้าเรียนที่วิทยาลัยยุทธ์ ใบรับรองใบนั้นของเขาคงถูกขายไปเรียบร้อยแล้ว
เสิ่นจื่ออวี่ส่ายหน้า เธอไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรนัก อย่างน้อยเธอก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ติดค้างอะไรตี้จื่อมั่วอีกต่อไปแล้ว
ประตูหอประชุมใหญ่ถูกปิดลง ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัดคนหนึ่งก้าวขึ้นไปบนโพเดียม
คนส่วนใหญ่ในหอประชุมต่างก็รู้จักชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัดคนนี้ดี เขาคือหวังเจิ้นฉี อธิการบดีของมหาวิทยาลัยลั่วเป่ย จากจังหวะก้าวเดินที่ดูเร่งรีบเล็กน้อยของเขา ทุกคนก็พอจะดูออกว่าตอนนี้ภายในใจของอธิการบดีท่านนี้ก็กำลังตื่นเต้นและยังไม่สามารถสงบสติอารมณ์ลงได้เช่นกัน
ภายในหอประชุมเงียบสงัด หวังเจิ้นฉีกวาดสายตามองไปยังฝูงชนเบื้องล่าง ก่อนจะยกไมโครโฟนขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงดังกังวาน "ใช่ครับ ผมเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่ามหาวิทยาลัยลั่วเป่ยจะได้รับสิทธิ์ในการเปิดสอนวิทยายุทธ์ สำหรับเหตุผลนั้น ในฐานะอธิการบดีของมหาวิทยาลัยลั่วเป่ย ผมไม่เคยคิดจะปิดบังเลยสักนิด นั่นก็เป็นเพราะอาจารย์จานเจ๋อเฉินของมหาวิทยาลัยลั่วเป่ยของเรามีโอกาสได้เดินทางไปที่ดาวนางฟ้า และเขาได้ค้นพบตำราวิทยายุทธ์ต้นฉบับ หรือที่เราอาจจะเรียกกันว่าเคล็ดวิชาการต่อสู้บนดาวนางฟ้าแห่งนั้น ด้วยคุณูปการอันใหญ่หลวงที่อาจารย์จานมีต่อโลก มหาวิทยาลัยลั่วเป่ยของเราจึงได้รับสิทธิ์ในการเปิดสอนวิทยายุทธ์ครับ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกกังวลมากยิ่งกว่าก็คือในระหว่างการสำรวจหลังจากนั้น อาจารย์จานได้หายตัวไปจากดาวนางฟ้า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคต หากนักศึกษาของวิทยาลัยยุทธ์มหาวิทยาลัยลั่วเป่ยของเรามีโอกาสได้ไปที่ดาวนางฟ้า พวกคุณจะไม่ลืมที่จะช่วยกันตามหาอาจารย์จาน..."