- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 131 ตำแหน่ง
บทที่ 131 ตำแหน่ง
บทที่ 131 ตำแหน่ง
ซัลวาทอเรนั่งอยู่ทางขวามือของราฟาเอล ตำแหน่งค่อนข้างออกไปทางวงนอก
ท่านั่งของเขาดูเหมือนผ่อนคลายสบายๆ แต่แผ่นหลังเหยียดตรง สายตาราวกับเรดาร์ที่มีความแม่นยำสูง กวาดมองทุกคนในงานอย่างแนบเนียน โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวที่โต๊ะรองข้างๆ
เนื้อหาโทรศัพท์เมื่อเช้าเรื่องการลอบสังหารที่สนามบินและกระสุนหยุดกลางอากาศ เปรียบเสมือนลิ้นงูเย็นเยียบที่เลียไล้เส้นประสาทของชายวัยกลางคนผู้นิยมเก็บทุกเรื่องไว้ในใจผู้นี้
ความสามารถของจางอู๋จี๋ในครั้งนี้ทำลายแผนการรับมือทั้งหมดของซัลวาทอเร สัญชาตญาณเจ้าพ่อข่าวกรองทำให้เขารู้สึกว่ารับมือยาก แต่ก็กระตุ้นความอยากเอาชนะให้รุนแรงยิ่งขึ้น
เขากำลังคำนวณความเสี่ยง ผลประโยชน์ และกลยุทธ์รับมือใหม่อย่างรวดเร็ว
ความแข็งแกร่งระดับ B ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือจะทำอย่างไรให้ตัวแปรอันตรายนี้เข้ามาอยู่ในระบบกฎเกณฑ์ปัจจุบันของเม็กซิกาลีที่พวกเขานำอยู่โดยเร็วที่สุด
ขอแค่อีกฝ่ายเริ่มทำธุรกิจ เผยจุดอ่อน เขาก็มีวิธีนับไม่ถ้วนที่จะใช้อิทธิพลและควบคุม
ดิเอโก ผู้รับผิดชอบขององค์กรประจำเม็กซิกาลี เขานั่งห่างจากทุกฝ่าย พยายามทำตัวไม่ให้แปดเปื้อน ผู้บริหารมืออาชีพที่ปกติมาดมั่น ตอนนี้หน้าซีดเผือด พยายามรักษาสติให้มั่น
เขารู้ซึ้งว่าน้ำในการประชุมวันนี้ลึกแค่ไหน ยิ่งรู้ว่าหนุ่มจีนที่กำลังจะมาถึง แสดงความสามารถที่เหนือความคาดหมายไปไกลลิบ
เดิมทีเรื่องนี้เป็นผลดีต่อองค์กร แต่ข่าวกรองของฝ่ายตรงข้ามมีความเป็นไปได้สูงว่าจะรั่วไหลมาจากภายในองค์กร เรื่องนี้เลยผลักเขาไปยืนอยู่ปากเหวทันที เมื่อพิจารณาว่าเม็กซิกาลียังไม่ใช่พื้นที่ได้เปรียบขององค์กร จะบอกว่าไม่ตื่นเต้นก็โกหก ได้แต่หวังว่าแฟรงค์ อดีตเพื่อนร่วมงานจะช่วยปกป้องตนสักหน่อย
ตัวแทนของบริษัท หลุยส์ นั่งข้างซัลวาทอเร ตำแหน่งค่อนไปทางโต๊ะรอง
เขาสวมสูทสีเข้มตัดเย็บประณีต ผมเรียบแปล้ ใบหน้ารักษาสีหน้าแบบมืออาชีพ แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบรอยย่นเล็กๆ บริเวณหว่างคิ้วที่ยากจะสังเกตเห็น แววตาก็คมกริบและระแวดระวังกว่าปกติ
สถานการณ์ปัจจุบันของบริษัทในเม็กซิกาลีถือว่าไม่เลว สามตระกูลใหญ่เป็นผู้นำ ขับไล่องค์กร เป็นมิตรกับบริษัท แบ่งผลประโยชน์ทั้งในพื้นที่สีเทาและธุรกิจถูกกฎหมายได้อย่างน่าพอใจ
ข้อเรียกร้องหลักที่เขาเป็นตัวแทนบริษัทมีต่อเมืองนี้คือความมั่นคง รักษาสถานะปัจจุบันไว้!
พลังอำนาจใดๆ ที่ทำลายสมดุลล้วนเป็นปัญหา!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า จางอู๋จี๋ หนุ่มจีนที่โผล่มาปุบปับพร้อมความแข็งแกร่งเกินคาดผู้นี้ คือตัวแปรขนาดมหึมาที่ควบคุมไม่ได้!
การลอบสังหารที่สนามบินและวิธีการที่อีกฝ่ายแสดงออกมา ล้วนบ่งบอกว่าพายุกำลังจะมา หลุยส์ไม่มีความรู้สึกผ่อนคลายแบบคนดูละครแม้แต่น้อย มีแต่ความกังวลลึกๆ ว่าสถานการณ์อาจจะหลุดการควบคุม
เขายกแก้วน้ำแร่ตรงหน้าขึ้นจิบ ของเหลวเย็นเฉียบไม่อาจกดทับความหงุดหงิดนั้นได้ทั้งหมด
หลุยส์ต้องประเมินว่าความทะเยอทะยานของจางอู๋จี๋มีมากแค่ไหน ผลกระทบต่อโครงสร้างปัจจุบันจะรุนแรงเพียงใด และบริษัทควรรับมืออย่างไรเพื่อรักษาหรือขยายผลประโยชน์ของตนให้ได้มากที่สุด
ส่วนโฮเซ่ นายกเทศมนตรีเมืองเม็กซิกาลีนั่งข้างอันโตนิโอ นักการเมืองผู้นี้มีรอยยิ้มแข็งๆ ประดับหน้า แต่แววตาเต็มไปด้วยความกังวลและไม่สบายใจ
ในฐานะนายกเทศมนตรีที่มาเฟียหนุนหลังจนได้ตำแหน่ง ท่าทีของสามตระกูลใหญ่ก็คือท่าทีของเขา แต่ถ้าสามตระกูลใหญ่ล้ม เขาก็จบเห่เหมือนกัน
ในฐานะคนเม็กซิกันขนานแท้ นายกเทศมนตรีผู้นี้ย่อมรู้ดีว่าการสูญเสียที่พึ่งในเม็กซิโกหมายถึงอะไร
บรรยากาศที่โต๊ะรองยิ่งกดดันและวุ่นวายกว่า
ที่นั่นมีหัวหน้าแก๊งขนาดกลางและใหญ่ในเม็กซิกาลีที่พอมีชื่อเสียงนั่งอยู่สิบกว่าคน พร้อมลูกสมุนมือขวาและนักสู้ฝีมือดีที่พามาด้วย
คนพวกนี้ปกติก็เป็นผู้มีอิทธิพลในถิ่นตัวเอง แม้ในนามจะสังกัดคณะกรรมการโลกมืดของสามตระกูลมาเฟียใหญ่ แต่ระหว่างกันก็มีการกระทบกระทั่งไม่มากก็น้อย
คนเดินเส้นทางสายมืด ย่อมเป็นคนอารมณ์ร้อน เห็นหน้าเพื่อนบ้านที่เคยมีเรื่องกันก็ขัดหูขัดตา
เพียงแต่ภายใต้แรงกดดันไร้รูปที่แผ่ออกมาจากขาใหญ่สามคนบนโต๊ะประธาน ทุกคนต่างเงียบกริบเหมือนจั๊กจั่นหน้าหนาว ไม่กล้าหายใจแรง
สายตาพวกเขาลอกแลก นานๆ ทีจะสบตากันด้วยความหวาดระแวงสงสัย หรือสายตาอาฆาตมาดร้ายแบบ 'ฝากไว้ก่อนเถอะ' เสียงกระซิบกระซาบเบาจนแทบไม่ได้ยิน
อาหารเลิศรสบนโต๊ะไม่มีใครแตะต้อง เหล้ายาก็ไม่มีใครชนแก้ว
มีเพียงเสียงลมหายใจที่ถูกกดทับและเสียงแก้วจานกระทบกันเบาๆ เป็นครั้งคราว
ในบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้ คนที่ทรมานที่สุดไม่ใช่พวกหัวหน้าแก๊ง แต่เป็นผู้จัดการร้านและบริกรในชุดเครื่องแบบเรียบกริบที่ยืนอยู่มุมห้อง พยายามรักษาความเป็นมืออาชีพ
แต่ละคนหน้าซีดเหงื่อท่วมหลัง บริกรยิ่งเหมือนเดินบนปลายมีด พวกเขาเดินบริการอย่างระมัดระวัง เติมน้ำ เปลี่ยนกาแฟที่เย็นชืด การเคลื่อนไหวเบากริบเหมือนแมว กลัวว่าจะส่งเสียงดังรบกวนจนทำให้เทพเจ้าแห่งความตายองค์ใดองค์หนึ่งโกรธ
ถ้าเผลอทำน้ำหกใส่ลูกพี่คนไหนเข้าสักคนในห้องนี้ ผลที่ตามมาคงไม่ต้องพูดถึง
ล้วนเป็นพวกขุดหลุมฝังศพคนไม่มีทายาท เตะประตูบ้านแม่ม่ายกันทั้งนั้น จะจัดการกับบริกรตัวเล็กๆ อย่างพวกเขา ด่านทางความคิดคงไม่ใช่เรื่องยาก
ถ้าไม่สามารถจ่ายค่าเสียหายได้ สิ่งที่พอจะควักออกมาได้ก็คงเหลือแค่มือ กฎหมายมันตายตัว แต่คุณอาจจะตายตามก็ได้
เวลาผ่านไปทีละวินาที ใกล้ถึงเวลานัดหมายเที่ยงตรงเข้าไปทุกที
อากาศในห้องจัดเลี้ยงราวกับแข็งตัว หนักอึ้งจนหายใจไม่ออก
ขาใหญ่บนโต๊ะประธานเงียบกริบ หัวหน้าแก๊งบนโต๊ะรองยิ่งไม่กล้าส่งเสียง
ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก...
มีเพียงนาฬิกาแขวนโบราณเรือนใหญ่บนผนัง ที่ส่งเสียง "ติ๊กต็อก" ชัดเจนและน่าเบื่อหน่ายเมื่อเข็มวินาทีเดินไป
อันโตนิโอทนไม่ไหว บี้ซิการ์ลงในที่เขี่ยบุหรี่อย่างแรงด้วยความหงุดหงิด เกิดเสียงดังเบาๆ ทำเอานายกเทศมนตรีโฮเซ่สะดุ้งโหยง
นิ้วมือที่เคาะโต๊ะของราฟาเอลหยุดลง ดวงตาขุ่นมัวลืมขึ้นเต็มตา สายตาคมกริบดุจมีดมองไปที่ประตูห้องจัดเลี้ยงสีทองที่ปิดสนิท
ซัลวาทอเรหยุดเลื่อนนิ้ว ร่างกายโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาจดจ่อ
ดิเอโกกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว รู้สึกคอแห้งผาก
มือที่วางอยู่ใต้โต๊ะของหลุยส์ก็กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ข้อนิ้วซีดขาวเล็กน้อย
เสียงกระซิบจอแจที่โต๊ะรองหายไปจนหมด สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ประตูบานนั้น
กริ๊ก
เข็มชั่วโมงชี้ที่เลขสิบสองพอดี
ในวินาทีนี้เอง
ประตูสีทองบานใหญ่หนักอึ้งของห้องจัดเลี้ยง ถูกบริกรผลักเปิดช้าๆ จากด้านนอก
แสงสว่างจ้าจากภายนอกสาดเข้ามา ร่างโครงร่างสูงโปร่งของผู้หนึ่ง
จางอู๋จี๋ก้าวเดินเข้ามา
เขาสวมเสื้อผ้าลำลองธรรมดา ท่วงท่าสบายๆ สีหน้าสงบนิ่งราวกับแค่มาร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันธรรมดาๆ
แฟรงค์เดินตามหลังครึ่งก้าว สีหน้านอบน้อมและระมัดระวัง เหอฉู่ยืนเฝ้าข้างประตูห้องจัดเลี้ยงที่เพิ่งเปิดออกราวกับทวารบาล
ไม่มีขบวนแห่แหน ไม่มีท่าทีกดข่ม
แต่ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง แรงกดดันหนักอึ้งดุจลาวาแข็งตัวภายในห้องจักรพรรดิ ก็เหมือนถูกพลังไร้รูปบางอย่างทำลายลง แล้วเปลี่ยนเป็นความเงียบสงบอีกแบบที่น่าขนลุกยิ่งกว่า เงียบสงบโดยสมบูรณ์
เงียบจนได้ยินเสียงเข็มตก
สายตาของทุกคนซับซ้อนเกินคาดเดา
ผู้มีอำนาจของสามตระกูลใหญ่มองด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ หวาดระแวง ระวังตัว ประเมิน และหลักๆ คือปวดหัวกับผู้ทำลายกฎคนใหม่
ผู้รับผิดชอบองค์กรกังวลสถานะตัวเอง ผู้รับผิดชอบบริษัทระแวดระวังอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ที่มั่นคงอาจถูกทำลาย
สายตาเหล่านี้เหมือนสปอตไลท์ จับจ้องไปที่หนุ่มจีนที่ดูเด็กเกินวัย แต่สามารถหยุดกระสุนกลางอากาศได้ผู้นั้น
มือนายกเทศมนตรีโฮเซ่สั่น กระเป๋าเอกสารร่วง "ตุ้บ" ลงบนพรมหนา เสียงดังบาดหูเป็นพิเศษในห้องโถงที่เงียบกริบ
สายตาของจางอู๋จี๋กวาดมองไปทั่วงานอย่างสงบ หยุดอยู่ที่ใบหน้าเคร่งเครียดและแววตาซับซ้อนของขาใหญ่บนโต๊ะประธานชั่วครู่ มุมปากดูเหมือนจะยกยิ้มจางๆ ที่ทำให้ทุกคนใจสั่น
ที่เรียกว่าอุบไต๋เผยแค่ครึ่ง การประชุมครั้งนี้ระเบิดเอาพวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอจากทุกขั้วอำนาจออกมาหมด
ช่างเป็นการรวมตัวของผู้ทรงเกียรติ (ประชด) ทั้งหนุ่มและแก่แน่นขนัด เกินครึ่งเรียนไม่จบอนุบาล แต่ละคนเป็นดาราในหมู่คนเลว
และบรรดาขาใหญ่ที่ชาติก่อนเขาอาจไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าด้วยซ้ำ ถ้าเขาต้องการ ก็สามารถฆ่าให้ตายหมดได้ภายในสิบลมหายใจ ความรู้สึกแปลกใหม่นี้นับว่าแตกต่าง
ทำให้จางอู๋จี๋สัมผัสถึงช่องว่างระหว่างพลังฝีมือขอบเขตปราณครรภ์ขั้นสมบูรณ์กับปุถุชนได้อย่างแท้จริง
"มากันเร็วจังนะ?"
เสียงเขาไม่ดัง แต่ชัดเจนไปทั่วมุมของห้องจัดเลี้ยง แฝงอำนาจทะลุทะลวงที่ไม่อาจปฏิเสธ
จางอู๋จี๋เดินเนิบนาบไปที่โต๊ะประธาน ญาณหยั่งรู้กวาดผ่าน ล็อคเป้าอันโตนิโอที่แข็งแกร่งที่สุดในทันที
ความแข็งแกร่งของร่างกายถือว่าไม่เลว เทียบเท่าขั้นเซียนเทียนสมบูรณ์แล้ว พลังป้องกันที่ผิวหนังอาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ
แค่ไม่รู้ว่ามีพลังคล้ายลมปราณไหม หรือแค่ร่างกายกลายพันธุ์เฉยๆ
สายตาเรียบเฉยของจางอู๋จี๋หยุดที่อันโตนิโอ แววตานั้นเหมือนมีน้ำหนักที่จับต้องได้ และเหมือนเข็มเยือกเย็น แทงทะลุความรำคาญที่อันโตนิโอแสร้งทำจนพรุน
ความรู้สึกโกรธเกรี้ยวจากการถูกดูหมิ่นพุ่งขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจอันโตนิโอ เขาไม่สบอารมณ์มานานแล้ว เป็นระดับ B เหมือนกันจะมาเบ่งอะไรกันนักหนา?
ไอ้แม่ย้อย วันนี้ฉันจะฆ่าไอ้ลิงผิวเหลืองนี่ให้จบๆ ไป!
ความคิดนี้เหมือนไฟพิษเผาไหม้เส้นประสาทของอันโตนิโอ
กล้ามเนื้อของเขาเกร็งแน่นในทันที นิ้วมือหยาบหนาออกแรงฉับพลัน ซิการ์ที่เขาบี้อยู่หักเป็นสองท่อนดังเปาะ อันโตนิโอตาแดงฉานแทบจะลุกขึ้นล้มโต๊ะ!
"อันโตนิโอ!"
เสียงแก่ชราแต่ทรงพลังของราฟาเอลดังขัดขึ้นทันเวลา แฝงคำเตือนที่ไม่อาจปฏิเสธ
"ใจเย็น!"
ดวงตาขุ่นมัวของเขากวาดมองอันโตนิโออย่างคมกริบ ก่อนจะหันไปทางจางอู๋จี๋ เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นแบบคนรุ่นเก่าที่สุขุมนุ่มลึกเพื่อหยั่งเชิง
"พ่อหนุ่ม เรามาคุยกันหน่อยไหม?"
พรึ่บ!
สายตาทั้งงานจับจ้องไปที่อันโตนิโอทันที ทุกคนรู้ดีว่าทรราชแห่งตระกูลรอสซี่ผู้นี้มีนิสัยอย่างไร ต่างก็คาดการณ์ว่าพายุกำลังจะระเบิด!
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงคือ ร่างกายของอันโตนิโอเพียงแค่สั่นไหวเล็กน้อยมากๆ ซิการ์ที่หักร่วงจากนิ้วตกลงบนพรมเปอร์เซียราคาแพง
เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม กล้ามเนื้อบนใบหน้าหยาบกร้านกระตุกเบาๆ สายตาจ้องเขม็งไปที่จางอู๋จี๋ แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ต่อ
ไม่มีการคำราม ไม่มีการล้มโต๊ะ แม้แต่คำขู่สักคำก็ไม่มี!
รังสีอำมหิตที่ระเบิดออกในชั่วพริบตาเหมือนลูกโป่งถูกเจาะ แข็งค้างกะทันหันแล้วสลายไป เหลือเพียง... ความแข็งทื่อที่น่าขนลุก
ปฏิกิริยานี้ทำให้ทุกคนอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงว่าอันโตนิโอจะเชื่อฟัง แถมไม่มีความไม่พอใจเลยสักนิด!
แต่ในสายตาของคนที่รู้จักอันโตนิโอดียิ่งกว่า ความสงบที่ผิดปกตินี้ น่ากลัวยิ่งกว่าความเกรี้ยวกราดเสียอีก!
รูม่านตาของซัลวาทอเรหดเกร็ง สัญชาตญาณเจ้าพ่อข่าวกรองทำให้เขาจับความผิดปกติสุดขีดนี้ได้ทันที!
ความเลือดร้อนของอันโตนิโอฝังอยู่ในกระดูก เสียงตวาดของราฟาเอลอย่างมากก็แค่ให้เขาระงับความโกรธชั่วคราว ไม่มีทางทำให้เขา... เงียบกริบขนาดนี้!
อย่างน้อยก็ต้องมีปฏิกิริยาอื่นเพื่อแสดงความไม่พอใจบ้าง!
แต่นี่มันผิดปกติเกินไป!
สายตาของจางอู๋จี๋หยุดอยู่ที่ร่างแข็งทื่อของอันโตนิโอนานกว่าปกติเล็กน้อย แววตานั้นสงบนิ่งไร้คลื่น แต่ทำให้ซัลวาทอเรที่มองอยู่รู้สึกหนาวเหน็บ
จากนั้นเขาจึงค่อยๆ หันไปหาราฟาเอล มุมปากยกโค้งขึ้นสูงกว่าเดิม
"ได้สิ"
เสียงของจางอู๋จี๋ยังคงชัดเจนและสงบ แฝงความหมายว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
"แต่ว่า..."
เขาเอียงคอเล็กน้อย สายตาตกกระทบเก้าอี้แกะสลักใต้ร่างราฟาเอล เก้าอี้นี้เหมือนกับตัวอื่นทุกประการ ไม่มีความแตกต่าง แต่เป็นตำแหน่งประธาน
"ผมชอบตำแหน่งที่คุณนั่งมากกว่า"
ตูม——
ประโยคนี้ไม่ต่างจากสายฟ้าฟาดระเบิดกลางห้องจัดเลี้ยงที่เงียบสงัด!
นี่ไม่ใช่การหยั่งเชิง แต่เป็นการยั่วยุและประกาศสงครามอย่างโจ่งแจ้ง!
ขอที่นั่งประธานตรงๆ เท่ากับจะเหยียบหัวสามตระกูลใหญ่!
หัวใจของทุกคนเต้นรัวเร็ว สายตาพุ่งไปที่อันโตนิโออีกครั้งพร้อมกัน!
ในฐานะตัวแทนกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดของสามตระกูล ราฟาเอลถูกฉีกหน้าต่อหน้าต่อตาขนาดนี้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องแสดงท่าทีแล้ว!
ทุกคนรู้กิตติศัพท์ของหมอนี่ดี ใครกล้าแหย่หนวดเสือ ก็รอลงหลุมได้เลย!
ทว่า อันโตนิโอยังคงนิ่งงันไม่ไหวติง!
เขาเหมือนรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ที่ถูกหล่อเสร็จในพริบตา คงท่าทางโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย สายตาดุร้ายแต่แข็งทื่อ
มีเพียงเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับอันโตนิโอที่ปูดขึ้นทันทีราวกับไส้เดือนบิดเบี้ยว และคลื่นลมบ้าคลั่งที่พลิกคว่ำในก้นบึ้งดวงตา กำลังบอกเล่าพายุในใจเขาอย่างเงียบงัน!
ขยับสิ!
บ้าเอ๊ย!
ขยับสิวะ!
อันโตนิโอคำรามลั่นในใจ เขาระดมพลังทุกส่วนในร่างกาย พลังอันน่าสะพรึงกลัวของผู้ตื่นรู้สายพละกำลังระดับ B ที่มากพอจะพลิกรถบรรทุก แถมเขายังปลุกพลังผิวเหล็กกล้าที่มีพลังป้องกันมหาศาลขนาดกระสุนยิงไม่เข้า!
แต่ตอนนี้เขากลับพบด้วยความหวาดกลัวว่า พลังที่ยกสิบล้อได้ กลับไม่สามารถขยับนิ้วได้แม้แต่นิ้วเดียว แม้แต่กล้ามเนื้อบนใบหน้าก็ควบคุมให้แสดงความโกรธไม่ได้!
พลังไร้รูปที่มหาศาลจนจินตนาการไม่ออกและเหนียวแน่นจนเขาไม่อาจต้านทาน เหมือนกิ่งไม้ที่รัดพันเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า จากภายในสู่ภายนอก ตรึงเขาไว้กับที่เหมือนแมลงตัวน้อยในอำพัน!
พันธนาการกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือแม้แต่ลมหายใจของเขา!
อันโตนิโอยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นก้อนหินที่ถูกผนึกในอำพัน ความคิดยังคำราม แต่ร่างกายทรยศไปแล้ว!
เกิดอะไรขึ้น?
นี่... นี่มันพลังอะไรกัน?!
ความหวาดกลัวไร้ขอบเขตเข้าปกคลุมหัวของมาเฟียผู้โหดเหี้ยมเป็นครั้งแรกอย่างชัดเจน!
พลังระดับ B ที่เขาภาคภูมิใจ ต่อหน้าอีกฝ่าย เล็กจ้อยราวกับฝุ่นผง!
อันโตนิโอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายลงมือยังไง!