- หน้าแรก
- จอมทมิฬแดนมรณะ
- 35 - กล่องสมบัติ?
35 - กล่องสมบัติ?
35 - กล่องสมบัติ?
35 - กล่องสมบัติ?
ฉู่เจี้ยนเหลยเข้าใจเป็นอย่างดีว่า เมื่อคนในดินแดนรกร้างเผชิญกับผลประโยชน์มหาศาล พวกเขาจะระเบิดความกระตือรือร้นออกมาได้ขนาดไหน
และตัวท่านไซเองก็มีความสามารถมากพอที่จะกระจายตาข่ายไปทั่วทุกสารทิศ จนในที่สุดก็คงจะตามหาเขาจนพบ
หมอนั่นอาจจะตามรอยมาจนสืบรู้แล้วก็ได้ว่าเขาต้องการจะไปที่จุดรวมพลหงอี
เจ้าหัวโล้นเคยบอกว่าจุดรวมพลหงอีค่อนข้างมีระเบียบ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ก็ยังต้องฟังคำสั่งจากจุดรวมพลหลักอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
เรื่องนี้รอช้าไม่ได้ ต้องรีบออกเดินทางโดยด่วน!
ส่วนข้าวของที่ยังพอใช้งานได้ในค่ายที่พังพินาศแห่งนี้... ฉู่เจี้ยนเหลยจะไม่แตะต้องมันเด็ดขาด
เขาไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีคนเคยมาที่นี่
แม้ตอนนี้ที่นี่จะไม่มีคนเฝ้า แต่ด้วยสมองของท่านไซ มีหรือจะยอมปล่อยเบาะแสที่อาจเป็นไปได้นี้ไปง่ายๆ?
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อวงแหวนโลหะผสมเป็นอุปกรณ์ไฮเทคที่สามารถระบุตำแหน่งได้ ใครจะไปรู้ว่าในเสบียงที่เหลือเหล่านั้นจะมีการวางแผนอะไรแอบแฝงไว้หรือไม่?
หลังจากคิดได้ดังนั้น ฉู่เจี้ยนเหลยก็มองไปยังค่ายหินระเกะระกะที่พังทลายด้วยสายตาลึกซึ้งแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังก้มตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ลาก่อน ค่ายหินระเกะระกะ! แม้จะไม่มีอะไรให้ต้องอาลัยอาวรณ์ แต่อย่างไรเสียที่นี่ก็คือจุดแรกที่เขามาถึงในดินแดนรกร้างแห่งนี้
ทว่าในวินาทีต่อมา ในใจของเขาก็เกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย คนจำนวนมากขนาดนี้ต้องมาตายเพราะเขาสินะ
เขาไม่ได้มีความผูกพันกับคนในค่ายหินระเกะระกะจริงๆ หากจะต้องระบุชื่อใครสักคน ก็คงจะเป็นท่านสามและมอริสัน
เขาติดค้างการขนส่งสินค้าให้ท่านสามหนึ่งเที่ยว แต่หนี้แค้นนี้คงไม่มีโอกาสได้ชำระแล้ว จึงมีความรู้สึกผิดอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางการที่เขากำจัดลูกศิษย์ทั้งสองคนของท่านสาม ดังนั้นความรู้สึกผิดต่อท่านสาม... จึงมีเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น
ที่จริงแล้วมอริสันที่เป็นขยะสังคมคนนั้น ฉู่เจี้ยนเหลยกลับให้ความสนใจมากกว่า
ไม่มีเหตุผลอื่น หากจะพูดจริงๆ ก็คือคนคนนี้เป็นคนเดียวที่เขาเคยขูดรีดตั้งแต่อพยพมาอยู่ที่นี่นานขนาดนี้
ทว่า ชีวิตคนหลายร้อยคนเหล่านี้... พวกเขาผิดอะไร? ในใจของฉู่เจี้ยนเหลยเหมือนมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่ มันหนักอึ้งเหลือเกิน
ชีวิตคนในดินแดนรกร้างไม่มีค่า และเขาก็ฆ่าคนมามากกว่าหนึ่งหรือสองคนแล้ว แต่คนเหล่านี้ตายเพราะเขา มันไม่เหมือนกัน!
ในใจของฉู่เจี้ยนเหลยรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ ทำได้เพียงตัดสินใจเงียบๆ ในใจว่า เมื่อไหร่ที่เขาแข็งแกร่งขึ้น เขาจะต้องเอาชีวิตของหมาที่ชื่อเซนั่นให้ได้!
แม้จะไม่ใช่เพื่อผู้ตายที่ถูกลากมาเกี่ยวพ้องเหล่านี้ แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเอง คนที่ชื่อไซนั่นก็ต้องตาย!
เขาพยายามสงบสติอารมณ์ แล้วรีบวิ่งไปที่รถมอเตอร์ไซค์ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังค่ายเถียนสุ่ย
ขามาเขาใช้เวลาหกวัน แต่ขากลับใช้เวลาสี่วันครึ่ง
ตอนมาต้องหาทาง แต่ตอนกลับนั้นง่ายกว่ามาก
เขาเดินทางทั้งวันทั้งคืน จนมาถึงเถียนสุ่ยในช่วงเย็นพอดี
เมื่อมาถึงขอบหลุมตื้นๆ แห่งนั้น เขาก็เห็นแวบแรกเลยว่าเจ้าหัวโล้นมีสภาพหน้าตาบวมปูดจากการถูกซ้อม
เขาขมวดคิ้วแล้วถามออกไปด้วยความรำคาญว่า "ใครทำ?"
เจ้าหัวโล้นลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบว่า "ผมไม่ระวังเอง... เลยล้มลงไปน่ะครับ"
คำพูดนี้ผีเท่านั้นที่เชื่อ! มุมปากของฉู่เจี้ยนเหลยกระตุกเล็กน้อย
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมพูดความจริง เขาก็ขี้เกียจจะถามต่อ คนที่ช่วยตัวเองเท่านั้นที่สวรรค์จะช่วย ในเมื่อคุณยอมแพ้ไปแล้ว ทำไมคนอื่นจะต้องช่วยคุณด้วย?
เมื่อสบโอกาส เขาก็พูดเสียงเบาประโยคหนึ่งว่า "วันนี้พักผ่อนให้ดี พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางกัน"
"ออกเดินทางเหรอครับ?" เจ้าหัวโล้นได้ยินดังนั้นก็ตกใจ "หมายถึงจะออกจากค่ายนี้เหรอครับ?"
ตั้งแต่พี่เฮยเทียนมาที่ค่ายนี้ ทุกครั้งเขาจะออกไปคนเดียว ครั้งนี้ยิ่งออกไปนานถึงสิบกว่าวัน
ครั้งนี้จู่ๆ กลับเรียกให้เขาไปด้วยกัน เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่การจากไปชั่วคราว
ฉู่เจี้ยนเหลยพยักหน้า และไม่ได้อธิบายอะไร
เดิมทีเขาคิดจะจากไปคนเดียว แต่พอคิดว่าถ้าเกิดท่านไซตามมา ด้วยสไตล์การทำงานของหมอนั่น เสี่ยวจิงต้องตายอย่างแน่นอน
ลูกตาสีดำของเจ้าหัวโล้นกลอกไปมา แล้วถามเสียงเบาอีกครั้งว่า "ไปหงอีเหรอครับ?"
"ไม่ไปแล้ว" ฉู่เจี้ยนเหลยส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด ด้วยความสามารถของท่านไซ ถ้าตามมาได้ ก็ต้องรู้เป้าหมายของเขาแน่นอน
"ฤดูหนาวกำลังจะมาถึงแล้ว ออกไปหาทรัพยากรสักหน่อย แล้วหาที่ซ่อนตัวช่วงหน้าหนาวกัน"
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ในเวลาเดียวกันนั้น มีขบวนรถกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปในจุดรวมพลแห่งหนึ่งของหงลิ่ว
คนที่เดินลงมาจากรถคือเจ้าหน้าที่ทีมตรวจการของหงลิ่ว
พวกเขาชูภาพวาดขึ้นมาแล้วถามว่า "มีใครเคยเห็นคนคนนี้บ้างไหม? แล้วช่วงนี้มีคนแปลกหน้าขี่มอเตอร์ไซค์มาที่นี่บ้างหรือเปล่า?"
สำหรับค่ายพักแรมกลางแจ้งทั่วไป สถานการณ์แบบนี้มีไม่มากนัก แต่ก็ไม่ถือว่าน้อย
ไม่นานนัก ข้อมูลก็ถูกรวบรวมออกมา ในจำนวนนั้นมีชายคนหนึ่งที่ลากรถพ่วงสองคันติดมาด้วย ซึ่งถูกรายงานขึ้นไป
ชายคนนั้นสวมผ้าปิดหน้า ทำให้จำหน้าไม่ได้ แต่ว่า... คนคนนี้มีความสามารถในการแปรรูปเครื่องกลและการดัดแปลงที่เก่งมาก
ลากรถพ่วงสองคัน เรื่องนี้เป็นไปได้ เพราะในค่ายแห่งหนึ่งของหงซื่อมีทีมเล็กๆ หายตัวไปพร้อมกับมอเตอร์ไซค์สองคัน
ประเด็นสำคัญคือเจ้าของร้านขายของชำคนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลเป้าหมาย ก็อยู่ที่ค่ายนั้นพอดี
อย่างไรเสียก็ยึดหลักฆ่าผิดดีกว่าปล่อยรอด ดังนั้นพวกเขาจึงรู้มาอีกว่า หลังจากชายคนนั้นหายตัวไปพักหนึ่ง เมื่อกลับมาเขาก็พาเด็กคนหนึ่งกลับมาด้วย
เด็กคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ทุกคนจำได้ไม่ชัดเจนนัก รู้เพียงแต่ว่าเคยเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวค่ายสองสามวัน เส้นผมและขนคิ้วไม่มีเลยสักเส้น
"ซ่อนตัวช่วงหน้าหนาวเหรอครับ?" เจ้าหัวโล้นคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า "ฤดูกาลนี้ถ้าจะไปหงอี นอกจากจะอันตรายแล้วยังลำบากด้วย"
แล้วเขาก็เลิกคิ้วขึ้น "ทรัพยากรสำหรับช่วงหน้าหนาว... ของผมพอว่า แต่คุณกินเยอะขนาดนั้น แค่หาทรัพยากรมานิดหน่อย กลัวว่าจะไม่พอน่ะสิครับ"
"งั้นก็พยายามหาให้ได้มากที่สุดแล้วกัน" ฉู่เจี้ยนเหลยถอนหายใจ ฤดูหนาวที่ผ่านมาแต่ละปี สำหรับเขาแล้วมันเหมือนกับขุมนรก
ถ้าหิวจัดจริงๆ ฤดูหนาวก็ต้องออกไปหาของกิน ยอมแข็งตายดีกว่าอดตายไม่ใช่หรือ?
เจ้าหัวโล้นลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า "พี่เฮยเทียน พี่มีป้ายที่ทำจากเงินแท้อยู่แผ่นหนึ่ง... อันนั้นอาจจะมีค่ามากเลยนะครับ"
ฉู่เจี้ยนเหลยเพิ่งนึกขึ้นได้ ในการเดินทางไปค่ายหินระเกะระกะครั้งนี้ เขาถึงกับไม่ได้พกป้ายนั่นไปด้วยเลย
เขามีของที่ต้องพกไปเยอะมาก ทั้งอาหาร น้ำ น้ำมัน กระสุน ของใช้กลางแจ้ง...
มอเตอร์ไซค์ยังเล็กเกินไป เล็กจนแม้แต่การพกป้ายเงินเพิ่มแผ่นเดียวก็ยังเป็นส่วนเกิน
ป้ายนั่นคือของดูต่างหน้าของท่านสาม เมื่อได้ยินดังนั้นเขาจึงถามเสียงเข้มว่า "มันมีค่าแค่ไหนกัน?"
"นั่นคือป้ายเงินสูตรลับ ที่จริงมันคือกุญแจครับ" เสี่ยวจิงตอบเสียงเบา "มันสามารถเปิดกล่องสมบัติในเขตที่พักอาศัยได้"
"กล่องสมบัติ?" ฉู่เจี้ยนเหลยได้ยินดังนั้นก็เริ่มสนใจ นี่ถือเป็นการเล่นเกมเปิดกล่องสมบัติหรือเปล่า? "ข้างในมีอะไรบ้าง?"
"เอ่อ..." เสี่ยวจิงรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูจะไม่ค่อยมีความรู้เอาเสียเลย "ข้างในมีอะไร ก็ต้องดูว่าเจ้าของเดิมใส่อะไรไว้ครับ"
"แค็ก แค็ก" ฉู่เจี้ยนเหลยกระแอมแก้เขินไปสองที "ป้ายเงินนี่ฉันได้มาโดยบังเอิญน่ะ"
เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านสามถึงพกป้ายเงินติดตัวไว้ตลอด ที่แท้มันก็คือกุญแจตู้เซฟของธนาคารนี่เอง
สรุปว่าครั้งก่อนที่ฉันเรียกราคาไปห้าเหรียญเงิน... ยังถือว่าต่ำไปใช่ไหม?
"พี่จะบอกว่าได้มาโดยบังเอิญก็บังเอิญครับ" เสี่ยวจิงไม่ได้ใส่ใจ "ประเด็นคือ ข้างในต้องมีของดีแน่นอน"
ดวงตาของเขาเป็นประกายเล็กน้อย "แถมคลังเก็บของของป้ายเงินสูตรลับนี้ ก็อยู่ในจุดรวมพลหงอู่นี่เองครับ!"
ฉู่เจี้ยนเหลยอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ "นายถึงกับมองออกเลยเหรอว่าป้ายเงินนี่มีความลับอะไร?"
เจ้าหัวโล้นยืดคอขึ้น ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า "ผมบอกแล้วไงว่าผมรู้จักดินแดนรกร้างดี!"
เขาพบป้ายเงินแผ่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ไม่มีความคิดที่จะขโมยป้ายเงินหนีไปเลยเด็ดขาด
ก็เหมือนกับที่ฉู่เจี้ยนเหลยคิด ด้วยความสามารถของเขา อย่าว่าแต่ป้ายเงินสูตรลับเลย แค่รักษาเศษเงินไว้ให้ได้ก็ต้องแอบหัวเราะแล้ว
ฉู่เจี้ยนเหลยคิดครู่หนึ่ง "วิธีเอาของข้างในออกมา นายรู้ขั้นตอนไหม?"
"รู้ครับ" เจ้าหัวโล้นพยักหน้าโดยไม่ลังเล "มันไม่ระบุชื่อคน การเอาของข้างในออกมาง่ายมาก"
อารมณ์ของฉู่เจี้ยนเหลยพลันดีขึ้นทันที
แต่ถัดจากนั้น เขาก็รู้สึกกังวลขึ้นมาอีก "ตู้เซฟนี่... กล่องสมบัตินี่คงไม่ใช่กล่องว่างเปล่าหรอกนะ?"
เสี่ยวจิงมองเขาด้วยความประหลาดใจ "ถ้าไม่มีของ ใครจะยอมจ่ายค่าเช่ากล่องสมบัติราคาแพงล่ะครับ?"
……….