- หน้าแรก
- จอมทมิฬแดนมรณะ
- 34 - เรื่องใหญ่แล้ว
34 - เรื่องใหญ่แล้ว
34 - เรื่องใหญ่แล้ว
34 - เรื่องใหญ่แล้ว
การที่เหล่าม่อเดินเข้ามา แน่นอนว่าเขาอยากจะขอร่วมวงกินด้วย ถึงแม้เขาจะพอมีฐานะอยู่บ้าง แต่ปีหนึ่งเขาก็ได้กินเนื้อไม่เกินสองครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นว่าในหม้อของเฮยเทียนยังเหลืออีกประมาณสี่ชั่ง
คนในดินแดนรกร้างส่วนใหญ่กินจุกันทั้งนั้น การที่อีกฝ่ายจะแบ่งให้เขานิดหน่อยก็คงไม่เป็นไรมั้ง? ทว่าตอนนี้ ทั้งชายหนุ่มและเด็กน้อยที่ไม่มีคิ้วทั้งสองคนกลับถุยน้ำลายลงไป ไอ้น้ำลายนี่... พูดตามตรง เหล่าม่อก็ไม่ได้รังเกียจอะไรนักหรอก แต่เขาต้องห่วงเรื่องเสียหน้า
เขาเลยทำหน้าขรึมแล้วพูดว่า "ผมกินมาแล้ว ที่มาหาคุณก็แค่อยากจะถามหน่อย เรื่องแก๊งฝ่ามือเหล็ก จะให้ผมช่วยจัดการให้ไหม?"
ฉู่เจี้ยนเหลยขมวดคิ้วแล้วถามด้วยความสงสัย "ช่วยผมจัดการ?"
เหล่าม่อมองด้วยสายตาเรียบเฉย "คุณคิดว่าเตะเจ้าเอ้อเสอไปทีหนึ่งแล้วเรื่องจะจบง่ายๆ เหรอ? เดี๋ยวพวกเขาก็ต้องมาหาเรื่องคุณแน่! แต่ถ้าคุณยอมจ่ายสักสองเหรียญเงิน ผมจะช่วยไปคุยให้ แล้วเรื่องนี้จะได้จบๆ ไป"
พอฉู่เจี้ยนเหลยได้ยินแบบนี้ ความรู้สึกแรกคือหันไปมองเด็กหัวโล้นแวบหนึ่ง งั้นที่เด็กคนนี้ถูกซ้อมไปคือฟรีเลยเหรอ? ความรู้สึกที่สองคือ เหล่าม่อ คุณกะจะใช้ผมเป็นตู้เอทีเอ็มส่วนตัวไปตลอดเลยใช่ไหม?
แต่สุดท้าย เขาก็เตือนตัวเองว่า ต้องอดทนไว้! เขาเลยถามไปแค่ว่า "เมื่อวานสามเหรียญเงินนั่น ถือว่าเป็นแค่ค่าจัดการที่พักเองเหรอ?"
"ก็ใช่น่ะสิ" เหล่าม่อตอบอย่างมั่นใจ "เมื่อวานก็คุยกันชัดเจนแล้ว เรื่องไหนก็เรื่องนั้น"
เรื่องไหนก็เรื่องนั้นกับผีน่ะสิ ฉู่เจี้ยนเหลยรู้ดีว่าเมื่อวานเขาก็ถูกรีดไถเงินไปแล้ว เสี่ยวจิงออกไปสืบมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่า คนนอกมาตั้งที่พักที่นี่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมจริงไหม ทุกคนที่เขาไปถามต่างก็ยิ้มแต่ไม่ยอมพูดอะไร บางรอยยิ้มก็ยากที่จะยอมรับได้ เหมือนกำลังมองคนโง่ยังไงยังงั้น เขารีบกลับมาบอกพี่เฮยเทียนทันที
ฉู่เจี้ยนเหลยไม่ได้ติดใจอะไร เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่ามีโอกาสที่จะถูกรีดไถ แต่เขามั่นใจว่าเหล่าม่อไม่ได้แค่จะมารีดไถส่งเดช ดูจากการที่กล้าพูดเสียงดังขนาดนั้น ต้องมีฝีมือแน่นอน การจ่ายเงินเพื่อความสงบไม่ใช่เรื่องน่าอาย สามเหรียญเงินที่จ่ายไปเหมือนจะเสียเปล่า แต่ถ้าแลกกับการดูแลที่เหมาะสมในภายหลังก็ถือว่าคุ้ม ตราบใดที่มีการดูแลที่ดี ต่อให้ต้องจ่ายเงินเป็นระยะเขาก็ไม่ว่าอะไร
แต่เงินที่จ่ายไปคราวก่อนยังไม่เห็นผลเลย ตอนนี้จะมาเก็บอีกแล้ว มันดูหน้าไม่อายเกินไปหน่อย เขาไม่ได้เสียดายเงินสามเหรียญนั่นหรอก แค่หลังจากนี้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีกก็พอ "ในเมื่อเรื่องไหนก็เรื่องนั้น งั้นผมจัดการเองดีกว่า"
เหล่าม่อได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย แต่เรื่องแบบนี้ เขาคงไม่ถึงขั้นต้องไปขอร้องอีกฝ่ายให้ช่วยหรอก เขาเดินจากไปทันที พร้อมทิ้งท้ายไว้คำหนึ่ง "รอให้เขามาหาเรื่องก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นคุณมาขอให้ผมช่วย ราคาก็ไม่ใช่แบบนี้แล้วนะ"
ฉู่เจี้ยนเหลยไม่ได้ตอบโต้ เขาหยิบช้อนขึ้นมาแล้วตักอาหารเข้าปากเสียงดังสนั่น หลังจากกินอิ่มแล้ว ฉู่เจี้ยนเหลยก็นั่งขัดสมาธิต่อ จริงๆ ตอนนี้ควรจะฝึกบริหารร่างกายเพื่อช่วยย่อยอาหาร แต่เขาไม่อยากให้คนในแคมป์สังเกตเห็น
เขานั่งสมาธิอยู่ประมาณสี่ชั่วโมงจึงหยุดพัก แล้วก็ได้ยินเสี่ยวจิงพูดขึ้นมาว่า "พี่เฮยเทียน พรุ่งนี้พาผมออกไปด้วยได้ไหม?"
ฉู่เจี้ยนเหลยตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด "อยู่นี่เฝ้าบ้านไปนั่นแหละ"
เสี่ยวจิงพูดต่อ "ผมไม่อยากถูกซ้อมอีกแล้ว พวกเราเอารถเข็นออกไปด้วยกันเถอะ"
ฉู่เจี้ยนเหลยบอกอย่างเด็ดขาด "ถ้ามันกล้ามาตีอีก ฉันจะฆ่ามันซะ"
ในแคมป์มีกฎที่รู้กันดีอยู่ว่า ถ้าครั้งแรกขโมยไม่สำเร็จ แล้วยังกล้ามาครั้งที่สอง นั่นคือการท้าทายกฎ คนที่ท้าทายกฎย่อมไม่ได้รับความคุ้มครอง คนที่อยู่ในแก๊งน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด
ทั้งสองคนนอนอยู่ในหลุม เสี่ยวจิงถามเสียงเบาอีกครั้ง "ขอผมยืมมีดสั้นความถี่สูงหน่อยได้ไหม?" ในตัวเด็กคนนี้ไม่มีอาวุธป้องกันตัวที่ดูดีเลยสักชิ้น เหมือนกับฉู่เจี้ยนเหลยเมื่อสามเดือนก่อนไม่มีผิด
ฉู่เจี้ยนเหลยตอบเรียบๆ "นอนเถอะ ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงชีวิตสู้กับมัน" เขาหลับไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันสังเกตว่าเสี่ยวจิงที่อยู่ข้างๆ ยังคงลืมตาอยู่ และเพิ่งจะหลับไปหลังจากนั้นอีกสามชั่วโมง
วันต่อมา ฉู่เจี้ยนเหลยตื่นแต่เช้า เขาหันไปเห็นตาของเสี่ยวจิงแดงก่ำ "นอนไม่หลับเหรอ?"
"คือว่า..." เด็กหัวโล้นลังเลครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "วันนี้พวกเรามาปรับปรุงที่พักกันหน่อยไหม?"
"ที่พัก... ที่นี่อาจจะไม่ใช่ที่ที่อยู่ได้นาน" ฉู่เจี้ยนเหลยลังเลแล้วส่ายหน้า "รอดูอีกสักสองวันแล้วกัน" การที่คนใหม่จะเข้ากับแคมป์หนึ่งๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่การที่เขามาที่นี่แบบเปิดเผยเกินไป อาจดึงดูดปัญหาในระดับที่ต่างออกไป
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ แต่เหตุการณ์ในช่วงสองวันที่ผ่านมาทำให้เขาเริ่มคิดได้ ถ้าจัดการเรื่องแก๊งฝ่ามือเหล็กและเหล่าม่อไม่ได้ดีพอ ที่นี่คงอยู่ได้ไม่นาน แต่นี่ก็โทษเขาไม่ได้หรอก จะย้ายบ้านทั้งที ของมีประโยชน์ก็ต้องเอามาให้หมดไม่ใช่เหรอ? คงไม่ใช่ว่าจะให้เขาไปหาถุงเก็บของวิเศษจากนิยายแฟนตาซีมาใช้หรอกนะ
ตอนนี้ฉู่เจี้ยนเหลยตระหนักแล้วว่า การจะฝึกวิชาไม่สามารถทำในแคมป์ป่าได้เลย อย่างแรกคือเขาไม่มีเงินพอที่จะพกทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปเก็บตัว อย่างที่สองคือเวลาเขาฝึกวิชา มันจะเกิดแรงกระเพื่อมบางอย่าง ซึ่งไม่เหมาะที่จะทำในแคมป์ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ฝึกร่างกายในแคมป์ก็ไม่เหมาะแล้ว เพราะจะถูกคนรุมล้อมดู เขาไม่ได้กลัวคนอื่นขโมยวิชา แต่วิธีการออกกำลังกายแบบนี้มันดูขัดกับสไตล์ของดินแดนรกร้างเกินไป ถ้าเกิดมีคนมาซักไซ้ เขาจะอธิบายที่มายาก และอาจนำปัญหาที่ไม่จำเป็นมาให้
ดังนั้นที่แคมป์น้ำหวานนี้ ฉู่เจี้ยนเหลยเลยไม่ได้ตั้งใจจะอยู่นาน ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยสร้างบ้านถาวร ผ่านไปพริบตาเดียว เขาก็อยู่ที่แคมป์มาเจ็ดแปดวันแล้ว ทรัพยากรลดน้อยลงทุกวัน วันหนึ่ง ขณะที่ฉู่เจี้ยนเหลยกำลังออกกำลังกาย จู่ๆ ก็มีลมพัดมาเบาๆ จนทำให้เขาต้องสะดุ้งด้วยความหนาว
"เมื่อวานฝนตกอีกแล้ว อากาศเริ่มเย็นลงแล้วสินะ" แล้วเขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ดูเหมือนฤดูหนาวกำลังจะมาถึงแล้ว
ในช่วงที่อยู่แคมป์น้ำหวาน เขาก็แอบสืบเรื่องเส้นทางที่จะไปจุดรวมพลหงอีและหงซื่อมาบ้าง คนในแคมป์ยังไม่ยอมรับเขา เลยบอกรายละเอียดเรื่องจุดรวมพลหงอีไม่ชัดเจนนัก แต่ทิศทางของจุดรวมพลหงซื่อนั้นเขารู้แล้ว ฉู่เจี้ยนเหลยจากแคมป์หินระเกะระกะมานานแล้ว จู่ๆ เขาก็มีความคิดอยากจะกลับไปดูที่นั่นหน่อย
พูดง่ายๆ คือในใจเขายังมีความรู้สึกไม่สบายใจลึกๆ รู้สึกว่าเรื่องในลานขยะอาจจะมีปัญหาตามมา พอคิดได้แบบนั้น เขาก็กลับไปที่แคมป์เพื่อกำชับเสี่ยวจิง จากนั้นก็ขี่มอเตอร์ไซค์พุ่งออกไปทันที เสี่ยวจิงอยากจะตามไปด้วยมาก แต่ฉู่เจี้ยนเหลยบอกว่าไม่สะดวกที่จะพาไป จริงๆ เขาก็อยากพาไป เพราะการมีคนเพิ่มจะช่วยพรางสถานะได้ดีกว่า แต่เมื่อพิจารณาว่าการเดินทางครั้งนี้มีความเสี่ยง เลยไม่จำเป็นต้องให้เสี่ยวจิงไปเสี่ยงด้วย และอาจจะเป็นภาระเสียเปล่าๆ
สรุปสั้นๆ ฉู่เจี้ยนเหลยใช้เวลาหกวันในการลัดเลาะกลับมาจนถึงแคมป์หินระเกะระกะ เขาซ่อนมอเตอร์ไซค์ไว้ห่างออกไปห้าสิบกิโลเมตร แล้วอาศัยความมืดเข้าใกล้แคมป์ ทว่าในวินาทีที่เขามองเห็นแคมป์ชัดเจน เขาก็ถึงกับยืนอึ้งไปทั้งตัว ร่างกายเย็นวาบขึ้นมาทันที
แคมป์หินระเกะระกะ... พังพินาศไปแล้ว สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ถูกทำลายล้าง เป็นการทำลายจากภายนอกเข้าสู่ภายใน หลังจากหายตกใจ เขาก็ยกกล้องส่องทางไกลมองกลางคืนขึ้นมาสังเกตการณ์พร้อมกับค่อยๆ เข้าใกล้ด้วยความระมัดระวัง จากการตรวจสอบเป็นไปตามที่เขาคิด แคมป์ทั้งหมดไม่มีคนอยู่เลย และทรัพยากรส่วนใหญ่ก็หายไปหมดแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงของที่ไม่มีราคาเท่าไหร่ เช่น ถ่านไม้ หรือเศษเหล็ก
ร้านขายของชำของพี่อ้วนก็ถูกกวาดเรียบ แทบไม่เหลืออะไรเลย บ้านของฉู่เจี้ยนเหลยเองก็ถูกเปิดหลังคาออก ข้างในเละเทะไปหมด ดูเหมือนจะไม่มีอะไรถูกเอาไปมากนัก ประเด็นคือของที่เขาสะสมไว้นั้นไม่มีอะไรที่มีค่าเลย!
ฉู่เจี้ยนเหลยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ขมวดคิ้ว "คงไม่ใช่เพราะสิ่งนั้นหรอกนะ?"
เขาเร่งรีบออกไปนอกแคมป์ ค่อยๆ เข้าใกล้ก้อนหินก้อนหนึ่งอย่างระมัดระวัง เขาเดินเข้าไปสังเกตใกล้ๆ สักพัก แล้วหยิบมีดสั้นออกมา ค่อยๆ เขี่ยหน้าดินออก แต่ในหลุมข้างล่างกลับว่างเปล่า "นั่นไงล่ะ" เขาถอนหายใจออกมาอย่างท้อแท้ มันคือห่วงโลหะผสมนั่นจริงๆ
ตอนที่ท่านไซมอบห่วงโลหะผสมให้ เขาบอกว่าถ้ามีข้อความด่วน สามารถใช้สิ่งนี้ส่งสัญญาณเตือนภัยได้ ซึ่งจะรับสัญญาณได้จากระยะไกล ในใจฉู่เจี้ยนเหลยคาดการณ์ว่า ในเมื่อส่งสัญญาณได้ไกล ก็มีโอกาสที่จะถูกตรวจพบจากระยะไกลได้เช่นกัน
ดังนั้นก่อนที่เขาจะหนีมา เพราะคิดว่าอาจจะไม่กลับไปอีก จึงนำห่วงโลหะผสมไปฝังไว้ใกล้ๆ แคมป์ เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายตรวจเจอ เขาจึงประดิษฐ์กรงฟาราเดย์แบบหยาบๆ ขึ้นมา แล้วใส่ห่วงโลหะผสมไว้ข้างใน
แต่ตอนนี้ กรงฟาราเดย์หายไปแล้ว "ซวยละสิ นี่คือกรงฟาราเดย์... คลื่นความถี่รั่วไหลครั้งที่สองเหรอ?" ครั้งแรกที่คลื่นรั่วไหล ทำให้เขาถูกไฟช็อตจนข้ามมิติมาที่นี่ ครั้งที่สองที่รั่วไหล กลับทำให้ท่านไซรู้ตัวว่าเขาแอบหนีหายไปเงียบๆ แล้ว ฉู่เจี้ยนเหลยอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว หรือว่ากรงฟาราเดย์จะเป็นศัตรูตามธรรมชาติของเขากันแน่?
อย่างไรก็ตาม ในวินาทีต่อมาเขาก็ไม่มีเวลามานั่งบ่นแล้ว ตอนนี้เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ตรงหน้า แคมป์หินระเกะระกะถูกทำลาย แน่นอนว่าต้องเป็นเพราะเขาหนีไป ท่านไซเลยพาลมาลงที่แคมป์นี้
กิตติศัพท์การทำงานของจุดรวมพลใหญ่ ฉู่เจี้ยนเหลยก็ได้สัมผัสมาแล้ว ว่าทั้งโหดเหี้ยมและเด็ดขาดขนาดไหน ถ้าอย่างนั้น การตายของชายขาเป๋ในอีกแคมป์หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าก็เป็นเพราะตัวเขาเอง... หรืออาจจะรวมถึงมอร์ริสันด้วย
ฉู่เจี้ยนเหลยฝังดินกลับไปเหมือนเดิมก่อน แล้วค่อยๆ ปลีกตัวออกมาห่างหลายกิโลเมตรอย่างเงียบเชียบ เขาเลือกหลบหลังก้อนหินใหญ่ เพื่อที่จะได้คิดทบทวนปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่อย่างใจเย็น คิดไปคิดมา สุดท้ายก็หนีไม่พ้นคำว่า เรื่องใหญ่แล้ว!
ท่านไซไม่มีทางเชื่อหรอกว่าที่เขาฝังห่วงโลหะผสมไว้เป็นเพราะต้องการหาสถานที่เงียบๆ เพื่อนอนรอความตาย ดังนั้นเขาจึงมีเหตุผลสองประการที่จะต้องตามหาตัวฉู่เจี้ยนเหลย
ประการแรกคือเรื่องข่าวคราวของหุ่นยนต์สีชมพู อยู่ดีๆ ทำไมต้องหนี? ไม่แน่ว่าอาจจะได้ข้อมูลบางอย่างมาแล้ว เหตุผลที่สองคือ การที่เขาสามารถทนต่อสารพิษได้โดยไม่ต้องกินยาถอนพิษ... นั่นมันคือน้ำยาดัดแปลงพันธุกรรมเชียวนะ!
ฉู่เจี้ยนเหลยถึงกับคาดเดาได้เลยว่า เหตุผลที่สองจะสร้างแรงจูงใจให้ท่านไซออกตามหาเขามากกว่าเดิมหลายเท่า น้ำยาที่ล้มเหลวและต้องใช้ยาราคาแพงคอยประคองอาการ กลับมีคนทำลายขีดจำกัดนั้นได้? ไม่ต้องสงสัยเลย ท่านไซคงจะเดาว่าเขามีโอกาสสูงที่จะกุมความลับเรื่องวิธีการใช้น้ำยานั้นโดยไม่มีผลเสีย น้ำยาที่เคยล้มเหลว พริบตาเดียวกลับกลายเป็นน้ำยาที่สมบูรณ์แบบ... ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกำไรมหาศาล แต่นี่คือนวัตกรรมที่จะพลิกโฉมยุคสมัยเลยทีเดียว
พอคิดได้ถึงจุดนี้ ฉู่เจี้ยนเหลยก็รู้สึกสับสนวุ่นวายใจไปหมด นี่ฉันต้องหนีไปสุดขอบฟ้าจริงๆ ใช่ไหม?
……..