- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 358 ปล่อยพวกเรา
ตอนที่ 358 ปล่อยพวกเรา
ตอนที่ 358 ปล่อยพวกเรา
ผู้อาวุโสโกรธจนแทบจะคลุ้มคลั่งอยู่แล้ว
"อ๊ากกก!!!"
"พวกเจ้าเหล่าปีศาจร้าย ข้าจะให้พวกเจ้าต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างสาสม!"
ผู้อาวุโสมีสีหน้าดุร้ายเหี้ยมเกรียม ไม่นานเขาก็ควบคุมค่ายกลของแดนลับให้เพิ่มระดับความยากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความมุ่งมั่นราวกับว่าต้องจัดการกลุ่มอสูรให้พิการไปให้จงได้
และกลุ่มอสูรที่อยู่ภายในแดนลับ หลังจากที่พวกเขาเขียนถ้อยคำยั่วยุเหล่านั้นลงไป ก็พบว่าอุบัติเหตุและอันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้มีเพิ่มมากขึ้นตามคาด
นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า...
"มีคนลอบเล่นงานพวกเราอยู่เบื้องหลังจริงๆ ด้วย!"
จูเก่อโย่วหลินกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว
อวี๋ฉางอิงยิ้มหวาน
"จะเป็นใครกันแน่นะ?"
จูเก่อโย่วหลินแค่นเสียงเบาๆ พลางกำหมัด
"ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็อย่าหวังว่าจะให้พวกเราออกไปจากแดนลับได้! พวกเราต้องอยู่ที่นี่และผ่านทั้งสิบสองด่านไปให้ได้ จะได้ไม่เสียแต้มคะแนนของเราไปโดยเปล่าประโยชน์!"
อีกหลายคนที่เหลือก็มีความคิดเช่นเดียวกัน
ด้วยความคิดเช่นนี้ ในด่านต่อๆ มาพวกเขาก็ยิ่งระมัดระวังตัวมากขึ้น ทว่ารูปแบบการลงมือกลับยิ่งกำเริบเสิบสานไร้ความเกรงกลัวมากขึ้นเช่นกัน
การประลองกำลังครั้งหนึ่ง จึงได้เริ่มต้นขึ้นเช่นนี้
ทว่าจุดจบนั้น ได้เผยเค้าลางออกมาตั้งนานแล้ว
และในช่วงเวลาหลังจากนั้น กลุ่มก้ายซื่อที่นำโดยสือจ้าน ก็ถูกดีดตัวออกจากแดนลับในด่านทดสอบที่เก้า
ส่วนกลุ่มถูเซียนที่นำโดยเหยียนเหยา รวมถึงสวี่เฉาเกอและพวกพ้อง ก็ได้ผ่านด่านทดสอบทั้งหมดหลังจากผ่านไปครึ่งเดือน
นับตั้งแต่ด่านทดสอบที่สามเป็นต้นมา พวกเขาก็ไม่เคยพบเจอกลุ่มอสูรอีกเลย
ดังนั้น พวกเหยียนเหยาและสือจ้านต่างก็รู้สึกว่าพวกเขาน่าจะถูกดีดตัวออกจากแดนลับไปตั้งนานแล้ว ทว่าเมื่อพวกเขาออกมา ถึงเพิ่งพบว่ากลุ่มอสูรยังคงอยู่ใน 'แดนลับฝ่าด่าน' เพียงแต่พวกเขาต้องใช้เวลาในการผ่านด่านค่อนข้างนานก็เท่านั้น
สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มถูเซียนกล่าวว่า
"พี่เหยา แม้ว่ากลุ่มอสูรจะยังไม่ถูกคัดออกในตอนนี้ แต่คนตาดีก็มองออกว่า ความเร็วในการผ่านด่านของพวกเขานั้นห่างชั้นกับพวกเรามากนัก! อุตส่าห์มั่นใจเสียขนาดนั้นตั้งแต่แรก หึ"
เหยียนเหยามีสีหน้าเย็นชา
"เหตุใดต้องไปเปรียบเทียบกับพวกเขาด้วย?"
เจียงเกาหย่วนรีบผสมโรง
"นั่นสิ ต่อให้พวกเขาฝึกฝนอีกสักสองปี ก็ยังไม่แน่ว่าจะตามความแข็งแกร่งและชื่อเสียงของกลุ่มถูเซียนพวกเราทันเลย"
มุมปากของเหยียนเหยายกขึ้นเล็กน้อย เอ่ยว่า
"ก่อนหน้านี้เป็นข้าที่ประเมินพวกเขาไว้สูงไป แต่ตอนนี้..."
คำพูดของนางยังไม่ทันจบ แต่สมาชิกกลุ่มถูเซียนล้วนฟังความหมายของนางออก
"ไปเถอะ พวกเรากลับไปพักผ่อนกัน"
"ได้เลย พี่เหยา"
ในขณะที่พวกเขาก้าวเท้าจากไป ผู้อาวุโสที่กำลังลอบเป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มอสูรอยู่ในที่ลับแห่งหนึ่ง ก็ราวกับถูกสายฟ้าฟาด น้ำตาไหลพราก เขาทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้น ปากก็พร่ำบ่นว่า
"จบกัน จบสิ้นกันคราวนี้!"
กลุ่มอสูรใช้ความรุนแรงผ่านด่านทดสอบไปถึงสิบแห่ง
และในสิบแห่งนี้ พังพินาศไปเสียเก้าแห่ง
ความเสียหายหนักหนาสาหัสยิ่งนัก!
ทรัพยากรที่ซ่อนอยู่ข้างใน แทบจะถูกพวกมันกอบโกยไปจนเกลี้ยง!
ครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขามองดูปีศาจทั้งแปดตัวนี้มีระดับพลังที่แข็งแกร่งขึ้นต่อหน้าต่อตา มองดูพวกเขารู้ใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ มองดูพวกเขาคอยยั่วยุตนเองอยู่เป็นระยะ...
เขารู้ดีว่า การประลองกำลังครั้งนี้ เขาพ่ายแพ้ราบคาบหมดรูปแล้ว!
ขอบตาของเขาดำคล้ำแถมยังมีเส้นเลือดฝอยสีแดงปรากฏขึ้น ใบหน้าซีดเซียว ปราการทางจิตใจพังทลาย อารมณ์แตกสลาย เขากุมศีรษะร้องไห้โฮ
"ฮือ ฮือ ฮือ..."
แต่ในใจกลับกำลังก่นด่าความไร้ยางอายและความวิปริตของกลุ่มอสูร!
ตอนที่กลุ่มอสูรเข้าไปในด่านทดสอบสองแห่งสุดท้าย เขาก็ไม่อยากจะเข้าไปแทรกแซงอีกแล้ว เพราะเขาหมดอาลัยตายอยากไปแล้ว
เมื่อปราศจากการแทรกแซงของผู้อาวุโส กลุ่มอสูรก็ผ่านด่านทดสอบสองแห่งสุดท้ายไปได้อย่างราบรื่น
กว่าพวกเขาจะออกจากแดนลับ ก็เป็นเวลาสองวันให้หลัง ทันทีที่พวกเขาออกมาก็พบว่าตนเองกำลังอยู่ในห้องแปลกหน้าแห่งหนึ่ง เบื้องหน้ามีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ซึ่งดูราวกับภูตผี ร่างของเขาดูแปลกประหลาดอย่างยิ่งภายใต้แสงสลัว เห็นเพียงว่าเบ้าตาของเขาลึกโบ๋ แววตาอันขุ่นมัวจ้องเขม็งมาที่พวกเขา จู่ๆ เขาก็แสยะมุมปาก เผยให้เห็นรอยยิ้มอันแสนพิลึกพิลั่น
"ในที่สุดพวกเจ้าก็ออกมาเสียที"
น้ำเสียงของชายชราต่ำทุ้มและแหบพร่า ราวกับเจือปนไปด้วยความคับแค้นใจอันเข้มข้น
พวกเสิ่นเยียนตื่นตัวขึ้นมาทันที ทว่าเมื่อเห็นเครื่องแต่งกายบนร่างของชายชราเป็นชุดผู้อาวุโสของสถานศึกษาแดนกลาง ในหัวของพวกเขาก็ปรากฏข้อสันนิษฐานหนึ่งขึ้นมา
เสิ่นเยียนขมวดคิ้วถาม
"ท่านคือผู้อาวุโสของสถานศึกษาแดนกลางหรือ?"
"ฮ่าๆๆ..."
ชายชราพลันระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
"เขาดูเหมือนจะบ้าไปแล้วนะ"
จูเก่อโย่วหลินกล่าวด้วยความประหลาดใจ
จู่ๆ ดวงตาของชายชราก็เบิกกว้าง ราวกับจะถลนออกมาจากเบ้า เขาลุกพรวดขึ้นยืน สีหน้าที่เดิมทียังถือว่าสงบนิ่งก็พลันบ้าคลั่งขึ้นมาในพริบตา
เขาคำรามลั่น
"ข้ามันบ้าไปแล้ว ข้าถูกพวกเจ้าบีบให้บ้าต่างหากเล่า!"
พวกเสิ่นเยียนถึงกับชะงักงัน
พวกเขาไม่รู้จักเขาเสียหน่อย
ชายชรามองดูสีหน้างุนงงของพวกเขา ในใจก็ยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก เขาค่อยๆ สงบอารมณ์ลง จากนั้นก็กัดฟันกรอดกล่าวว่า
"พวกเจ้าละเมิดกฎการฝ่าด่านของแดนลับ ข้าจะหักแต้มคะแนนของพวกเจ้าให้หมด!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จูเก่อโย่วหลินก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป กล่าวว่า
"นี่! พวกเราไปละเมิดกฎการฝ่าด่านของแดนลับตอนไหนกัน?...เดี๋ยวก่อน ไม่ถูกสิ 'แดนลับฝ่าด่าน' มีกฎการฝ่าด่านด้วยหรือ?!"
"มีสิ!"
ผู้อาวุโสยืนกรานเสียงแข็ง
สีหน้าของเสิ่นเยียนก็เย็นชาลงเช่นกัน
"แล้วเหตุใดพวกเราถึงไม่รู้?"
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาของคนทั้งแปด ผู้อาวุโสก็พลันมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาเต็มตัว เพราะเขาคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงทางสายตาของพวกเขาเป็นอย่างดี
"ไม่รู้หรือ? งั้นตอนนี้ข้าจะบอกพวกเจ้าให้เอาไหม!"
ผู้อาวุโสมีสีหน้ามืดครึ้มดั่งน้ำ กล่าวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวว่า
"แดนลับมีด่านทดสอบทั้งหมดสิบสองแห่ง พวกเจ้ากลับทำให้ในนั้นถึงสิบแห่งไม่สามารถเปิดใช้งานต่อไปได้! ความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้มันหมายความว่าอย่างไร? มันหมายความว่าศิษย์ของพวกเราจะไม่สามารถก้าวเข้าสู่ 'แดนลับฝ่าด่าน' เพื่อรับการฝึกฝนได้เลยในช่วงสามปีนับจากนี้! พวกเจ้าไม่มีความรู้สึกผิดบาปแม้แต่น้อยเลยหรือ? ในฐานะที่ข้าเป็นผู้อาวุโสผู้ดูแลการฝึกฝนในแดนลับของสถานศึกษาแดนกลาง ข้าย่อมมีสิทธิ์ที่จะจัดการพวกเจ้า!"
"ช้าก่อน"
สีหน้าของเสิ่นเยียนแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางยืนยันกับผู้อาวุโสว่า
"เป็นพวกเราหรือที่ทำให้ด่านทดสอบเปิดใช้งานต่อไปไม่ได้?"
"ถ้าไม่ใช่พวกเจ้าแล้วจะเป็นใครล่ะ?"
"ด่านทดสอบของพวกท่าน ไม่ใช่ว่ามันจะฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพเดิมโดยอัตโนมัติหรอกหรือ?"
"จะเป็นไปได้อย่างไร!"
ผู้อาวุโสเบิกตากว้าง มองพวกเขาด้วยความไม่อยากเชื่อ
เหล่าสหายกลุ่มอสูรต่างมองหน้ากันและกัน
ทันใดนั้น อวี๋ฉางอิงก็น้ำตาคลอเบ้าพลางจ้องมองผู้อาวุโส น้ำเสียงช่างไร้เดียงสาและแฝงไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
"ผู้อาวุโสเจ้าคะ พวกเราจะไปรู้ได้อย่างไรว่าการกระทำของพวกเราจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่แดนลับได้มากมายถึงเพียงนี้? ท่านก็ไม่เคยบอกพวกเราล่วงหน้าเลยนี่เจ้าคะ! ยิ่งไปกว่านั้น กฎการฝ่าด่านของแดนลับนี้ เกรงว่าท่านคงไม่ได้เพิ่งจะแต่งมันขึ้นมาหรอกนะเจ้าคะ? ต่อให้พวกเราจะทำผิดพลาดไปจริงๆ ท่านก็ไม่ควรจะมาหักแต้มคะแนนของพวกเราไปเสียหมดนะเจ้าคะ!"
เจียงเสียนเยวี่ยกะพริบตาปริบๆ พยายามทำตัวน่ารัก
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ ผู้อาวุโส พวกเรารู้ตัวว่าผิดไปแล้ว"
"เป็นพวกเราที่ผิดเอง"
เวินอวี้ชูถอนหายใจเฮือกใหญ่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
จูเก่อโย่วหลินมีประกายตาวาบวับ เขารีบพุ่งพรวดเข้าไป ร่างของเขาสไลด์ตัวไปบนพื้นเป็นระยะทางหนึ่ง ท่วงท่าราบรื่นและปราดเปรียว สองมือที่ยื่นออกไปกอดต้นขาของผู้อาวุโสเอาไว้แน่น เขากล่าวอย่างสำนึกผิดว่า
"พวกเรารู้ตัวว่าผิดไปแล้วขอรับ ผู้อาวุโส ท่านมีจิตใจเมตตากรุณามาแต่ไหนแต่ไร จะต้องให้อภัยพวกเราอย่างแน่นอนขอรับ!"
ผู้อาวุโสถึงกับมึนงงไปเลย
เขาชินตากับภาพที่พวกมันฆ่าฟันกวาดล้างทุกสารทิศ ในแดนลับ พอจู่ๆ มาเห็นพวกมันแต่ละคนกลับกลายเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกไม่ชินเอาเสียเลย
เซียวเจ๋อชวนเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าผู้อาวุโส ยกมือประสานคารวะทำความเคารพไปหนึ่งที
เขามีสีหน้าจริงใจขณะเอ่ยว่า
"ผู้อาวุโส ข้าไร้บิดาไร้มารดาไร้เงินทอง มีเพียงแต้มคะแนนเพียงเท่านี้แล้ว ได้โปรดเถิด ปล่อยพวกเราไปเถอะขอรับ"