เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 ซุ่มโจมตีในตรอก

บทที่ 30 ซุ่มโจมตีในตรอก

บทที่ 30 ซุ่มโจมตีในตรอก


บทที่ 30 ซุ่มโจมตีในตรอก

"หัวหน้าห้อง ฉันจะกลับบ้านแล้วนะ"

หลังเลิกเรียนคาบสุดท้ายของบ่ายวันศุกร์ นักเรียนที่มีบ้านอยู่บนดาวหลักต่างก็เก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้าน

วันจันทร์หน้าจะเป็นการทดสอบย่อยก่อนเข้าเรียนครั้งแรกสำหรับนักเรียนใหม่ และการฝึกทหารจะเริ่มขึ้นในวันรุ่งขึ้นหลังจากการทดสอบ

นี่คือสุดสัปดาห์สุดท้ายก่อนการทดสอบ

เนื่องจากการเรียนที่เข้มข้นหยวนหยวนจึงไม่ได้กลับบ้านมาสองสัปดาห์แล้ว

แม่ของเธอถึงกับโทรมาหาด้วยความเป็นห่วงเพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ

เพื่อให้แม่สบายใจ หยวนหยวนจึงตัดสินใจกลับไปใช้เวลาอยู่กับครอบครัวในสุดสัปดาห์นี้

"หัวหน้าห้อง เธอจะไม่ไปบ้านฉันจริงๆ เหรอ?"

หยวนหยวนสะพายเป้ใบเล็กน่ารัก มองขงฮวาเหยียนด้วยสายตาออดอ้อนน่าสงสาร

"ฉันบอกแม่ไปแล้วนะ และแม่ก็อยากเจอเธอมากๆ ด้วย"

"ไม่ล่ะ เธอรีบกลับบ้านเถอะ" ขงฮวาเหยียนยิ้มพลางลูบผมหยวนหยวน

ขงฮวาเหยียนตัวสูงกว่าหยวนหยวนเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ เธอจึงสามารถลูบหัวเล็กๆ นุ่มๆ ของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย

ขงฮวาเหยียนยิ้มและพูดว่า "ไว้คราวหน้ามีโอกาสฉันจะไปเยี่ยมพ่อแม่เธอนะ แต่ครั้งนี้คงไม่ไปหรอก"

"ก็ได้" เมื่อเห็นว่าขงฮวาเหยียนตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หยวนหยวนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพับเก็บแผนลักพาตัวหัวหน้าห้องกลับบ้านไป

เธอมองขงฮวาเหยียนอย่างคาดหวัง "หัวหน้าห้อง วันหยุดคราวหน้าเธอต้องมาเล่นที่บ้านฉันให้ได้นะ"

"โอเค รีบกลับบ้านได้แล้ว"

ขงฮวาเหยียนพยักหน้ารับ มองตามแผ่นหลังของหยวนหยวนที่เดินออกจากห้องเรียนไป พลางนึกขำที่เด็กสาวคอยหันกลับมามองเธอแทบจะทุกย่างก้าว

"หัวหน้าห้อง พวกเรากลับก่อนนะ"

"ลาก่อนนะหัวหน้าห้อง"

เพื่อนร่วมชั้นยิ้มและเอ่ยทักทายขงฮวาเหยียนขณะเดินผ่านเธอไป

ยกเว้นกลุ่มที่สนิทกับซ่งหมี่อี้ นักเรียนคนอื่นๆ ล้วนชื่นชอบขงฮวาเหยียนกันทั้งนั้น

หัวหน้าห้องของพวกเขาทั้งสวย เรียนเก่ง แถมยังเป็นกันเองมากๆ ด้วย

ไม่ว่าใครจะมีคำถามหรือข้อสงสัยอะไร เธอก็พร้อมที่จะช่วยแก้ปัญหาให้อย่างใจเย็นเสมอ

ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองฝ่าย ในเมื่อหัวหน้าห้องใจดีขนาดนี้ พวกเขาก็ย่อมต้องชอบเธอเป็นธรรมดา

ขงฮวาเหยียนบอกลาเพื่อนร่วมชั้นทีละคน จนกระทั่งทุกคนกลับไปหมดแล้ว เธอถึงลุกขึ้น ปิดประตู และเดินออกจากห้องเรียน

ขณะเดินทอดน่องไปตามทางในโรงเรียนอันสวยงาม บางครั้งขงฮวาเหยียนก็รู้สึกราวกับกำลังตกอยู่ในภาพลวงตา

เห็นได้ชัดว่าเธอเพิ่งมาอยู่ที่จักรวรรดิกวงเย่าได้เพียงสองเดือน ทว่าเธอกลับรู้สึกราวกับว่าคุ้นเคยกับชีวิตเช่นนี้มานานแสนนานแล้ว

ตั้งแต่เปิดเทอม ขงฮวาเหยียนก็ไปห้องสมุดแทบทุกวันเพื่อค้นคว้าหาข้อมูล

แต่จนถึงตอนนี้ เธอก็ยังไม่พบข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวกับหลุมดำเลยแม้แต่น้อย

เมื่อนึกถึงทวีปเฟิงอู้ นึกถึงอาจารย์ และนึกถึงเขาคงถง...

ขงฮวาเหยียนก็ลอบถอนหายใจเบาๆ และปลอบใจตัวเอง

เพิ่งจะผ่านไปแค่สองเดือนเอง ยังมีเวลาอีกถมเถ และเธอจะต้องหาทางกลับไปได้อย่างแน่นอน

เป็นเวลาเลิกเรียนพอดี ขงฮวาเหยียนเดินตามนักเรียนที่กำลังทยอยออกจากโรงเรียนไปอย่างไม่รู้ตัว

กว่าจะรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ เธอก็เดินมาถึงประตูใหญ่ของโรงเรียนเสียแล้ว

ที่จริงขงฮวาเหยียนไม่ได้ตั้งใจจะออกนอกโรงเรียน แต่เมื่อเห็นประตูโรงเรียนอยู่ตรงหน้า เธอก็ล้มเลิกความคิดที่จะหันหลังกลับไปที่หอพัก

ช่วงที่ผ่านมา เธอหมกตัวอยู่แต่ในโรงเรียนทุกวัน ไม่เคยออกไปเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอกเลย

ในเมื่อเดินมาถึงประตูโรงเรียนแล้ว ก็ถือโอกาสออกไปเดินเล่นและหาอะไรกินเป็นมื้อเย็นเลยแล้วกัน

ด้วยความที่เป็นคนทำอะไรตามใจคิด ทันทีที่ขงฮวาเหยียนตัดสินใจ เธอก็จะไม่ลังเลอีกต่อไป

เธอก้าวเท้ายาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็เดินผ่านประตูโรงเรียนออกไป

สถาบันการทหารเซี่ยเฉิงมีอาณาบริเวณกว้างขวาง เพื่อให้นักเรียนมีพื้นที่ทำกิจกรรมอย่างเพียงพอ จึงถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งมีประชากรค่อนข้างเบาบาง

อย่างไรก็ตาม สถาบันการทหารเซี่ยเฉิงก็เป็นถึงสถาบันชั้นแนวหน้าของจักรวรรดิ ด้วยเหตุนี้ จึงมีร้านค้ามากมายมาเปิดให้บริการตามท้องถนนโดยรอบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนในการจับจ่ายซื้อของที่จำเป็น

ขงฮวาเหยียนเดินทอดน่องไปตามถนนอย่างเชื่องช้า

สมองกลแสงบนข้อมือของเธอสั่นเตือนสองสามครั้ง ขงฮวาเหยียนแตะเปิดดูและพบว่าเป็นข้อความจากหยวนหยวน

"หัวหน้าห้อง ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าถนนว่านฮวาเป็นถนนสายอาหารที่อยู่ใกล้โรงเรียนมาก เธอไปลองเดินดูได้นะ"

"ถนนสายอาหารเหรอ?"

ดวงตาของขงฮวาเหยียนเป็นประกาย

หากจะมีสิ่งใดในจักรวรรดิกวงเย่าที่ถูกปากขงฮวาเหยียนมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นอาหารเลิศรสหลากหลายชนิดที่รวบรวมภูมิปัญญาของผู้คนนับไม่ถ้วนเอาไว้!

ในเมื่อเธอยังไม่ได้กินมื้อเย็น ข้อความของหยวนหยวนก็ถูกส่งมาได้จังหวะพอดีเป๊ะ!

หลังจากตอบกลับหยวนหยวนแล้ว ขงฮวาเหยียนก็เปิดสมองกลแสงเพื่อตรวจสอบเส้นทางไปยังถนนว่านฮวา

ถนนว่านฮวาอยู่ใกล้กับโรงเรียนมากจริงๆ นั่งรถโฮเวอร์คาร์ไปแค่สี่สถานีก็ถึงแล้ว

ขงฮวาเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเท้าไป

การบำเพ็ญเพียรของเธอไม่เคยหยุดพักเลยแม้แต่วันเดียว ระยะทางแค่นี้ถือว่าเป็นการเดินเล่นรับลมก็แล้วกัน

สมองกลแสงแสดงเส้นทางไปยังถนนว่านฮวาอย่างละเอียด ไม่นานนัก ขงฮวาเหยียนก็ใกล้จะถึงจุดหมายปลายทาง

เมื่อเลี้ยวตรงหัวมุมถนน ฝูงชนที่พลุกพล่านก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าขงฮวาเหยียนอย่างกะทันหัน

สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยแผงลอยขายอาหาร และพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังปรุงอาหารก็ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น

ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นหุ่นยนต์ส่งอาหารวิ่งกันให้ขวักไขว่...

ชั่วขณะหนึ่ง ขงฮวาเหยียนคงคิดว่าตัวเองเผลอหลงเข้าไปในงานเทศกาลอาหารที่จัดขึ้นบนทวีปเฟิงอู้เสียแล้ว

มือซ้ายถือเนื้อย่างเสียบไม้หลายไม้ มือขวาถือแก้วน้ำผลไม้ ขงฮวาเหยียนเดินกินไปพลาง ทอดสายตามองอาหารที่ส่งควันกรุ่นอยู่บนแผงลอยไปพลาง

ขงฮวาเหยียนเดินลึกเข้าไปในถนนสายอาหารอย่างช้าๆ บางทีอาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้เดินลึกเข้าไปมากนัก ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งบางตาลงเท่านั้น

หลังจากจัดการเนื้อย่างในมือจนหมดเกลี้ยง ขงฮวาเหยียนก็กวาดสายตามองแผงขายอาหารรอบๆ อย่างรวดเร็ว

มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่มีอะไรที่เธออยากกินอีกแล้ว

ขงฮวาเหยียนทิ้งขยะลงในช่องเก็บขยะของหุ่นยนต์เก็บขยะ ปัดมือไปมา และเตรียมตัวหันหลังกลับไปซื้อเนื้อย่างห่อกลับไปกินที่โรงเรียน

"อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ ไสหัวไป!"

เพิ่งจะก้าวเท้าไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงที่ค่อนข้างคุ้นหูก็ดังแว่วมาเข้าหู

"หืม?"

ฝีเท้าของขงฮวาเหยียนชะงักกึก เธอถอยหลังกลับมาสองสามก้าว และมองเข้าไปในตรอกเล็กๆ ที่ทั้งแคบและมืดสลัวด้วยความสงสัย

ทำไมเสียงเมื่อกี้ถึงฟังดูคล้ายเสียงของซ่งหมี่อี้จัง?

"พวกแกเป็นใคร? กล้าดียังไงมาขวางทางคุณหนูคนนี้? รนหาที่ตายนักใช่มั้ย?"

ซ่งหมี่อี้หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัด ใบหน้าสะสวยของเธอแดงก่ำด้วยความโมโห

ครั้งนี้ซ่งหมี่อี้มาที่ถนนว่านฮวากับเฟิงอวิ๋นซิ่ว

เมื่อหนึ่งปีก่อน ซ่งหมี่อี้เคยมารับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งบนถนนว่านฮวากับซ่งซิงเจวี๋ยพี่ชายของเธอ และฉินอู๋หยา

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ซ่งหมี่อี้ถึงจำร้านอาหารแห่งนี้ได้ และลากเฟิงอวิ๋นซิ่วมากินมื้อค่ำที่นี่

บางทีอาจเป็นเพราะร้านตั้งอยู่สุดปลายถนนว่านฮวา ลูกค้าที่แวะเวียนมาจึงไม่เยอะเท่ากับร้านค้าบนถนนสายหลัก

มีเพียงคนที่คุ้นเคยกับถนนสายนี้เท่านั้นที่รู้ว่ามีร้านอาหารรสเลิศซ่อนตัวอยู่ที่นี่

ในตอนนั้น หลังจากทานอาหารเสร็จ ฉินอู๋หยาและคนอื่นๆ ก็พาซ่งหมี่อี้เดินลัดเลาะผ่านตรอกนี้เพื่อประหยัดเวลา

ซ่งหมี่อี้คิดว่าตรอกนี้ก็เหมือนกับถนนข้างนอก เพียงแต่แคบกว่าเล็กน้อยเท่านั้น

เธอเดินเข้าไปโดยไม่สงสัยอะไรเลย หวังเพียงแค่จะใช้ทางลัดทะลุออกไปยังถนนสายหลักด้านนอก

เพราะรถโฮเวอร์คาร์ของตระกูลซ่งที่มารอรับเธอจอดอยู่บนถนนเส้นนั้น

เธอไม่คาดคิดเลยว่าจะถูกคนกลุ่มหนึ่งขวางทางเอาไว้หลังจากเดินเข้ามาได้ไม่นาน

"อี้อี้" เฟิงอวิ๋นซิ่วจับมือซ่งหมี่อี้ไว้แน่น ท่าทางหวาดกลัวสุดขีด "บางที... บางทีเราน่าจะกลับไปทางเดิมนะ"

"คนสวย จะกลับไปไหนล่ะจ๊ะ?"

คนกลุ่มหนึ่งหัวเราะร่วนและตีวงล้อมพวกเธอสองคนไว้แน่นหนา

ซ่งหมี่อี้ดึงตัวเฟิงอวิ๋นซิ่วมาหลบด้านหลัง

เธอมองไปยังกลุ่มคนรอบตัวและแสร้งทำใจดีสู้เสือ "ฉันคือคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซ่ง ถ้าไม่อยากตายก็หลีกทางไปซะ!"

อันที่จริงซ่งหมี่อี้ก็กลัวมากเช่นกัน แม้ว่าเธอจะเป็นผู้ใช้พลังจิตที่ตื่นรู้แล้ว แต่สิ่งที่เธอปลุกขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่พลังจิตสายสัตว์แต่อย่างใด

ยกเว้นเพียงไม่กี่คน ผู้ใช้พลังจิตสายพฤกษาส่วนใหญ่มีสภาพร่างกายแข็งแรงกว่าคนธรรมดาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ถึงแม้ซ่งหมี่อี้จะเคยเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวจากพี่ชายมาบ้าง...

แต่ตอนนี้มีคนเจ็ดแปดคนล้อมรอบพวกเธออยู่ แถมแต่ละคนยังเป็นผู้ชายตัวใหญ่บึกบึน

ข้างหน้าถูกขวาง ข้างหลังถูกปิดล้อม ไม่มีทางที่พวกเธอสองคนจะหนีรอดไปได้ด้วยตัวเองเลย

"โอ๊ย กลัวจังเลย"

คนที่ล้อมซ่งหมี่อี้และเพื่อนอยู่คือกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึง

เนื่องจากตรอกนี้ค่อนข้างเปลี่ยว ปกติจึงแทบไม่มีใครสัญจรผ่านไปมา

ฉินอู๋หยาและซ่งซิงเจวี๋ยต่างก็เป็นผู้ใช้พลังจิตสายสัตว์ พวกเขาจึงไม่เกรงกลัวคนพวกนี้ที่มีพลังการต่อสู้เป็นศูนย์สำหรับพวกเขา

ซ่งหมี่อี้ไม่ได้คิดถึงจุดนี้ และแน่นอนว่าเธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าความประมาทเพียงชั่ววูบจะทำให้เธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้

หัวหน้ากลุ่มมองซ่งหมี่อี้ด้วยสายตาเย็นชาและหัวเราะเสียงดัง "คุณหนูใหญ่ตระกูลซ่งงั้นเหรอ? ฉันไม่สนหรอกนะว่าเธอจะเป็นคุณหนูตระกูลไหน ส่งเหรียญดวงดาวที่มีมาให้หมด ไม่งั้นฉันจะทำให้เธอไม่มีวันได้เดินออกจากที่นี่ไปได้อีกเลย"

"ลูกพี่ เราปล่อยพวกมันไปง่ายๆ แบบนั้นไม่ได้นะเว้ย เราไม่ได้เจอผู้หญิงสวยๆ แบบนี้มาตั้งนานแล้ว ยังไงก็ต้องขอลิ้มรสหน่อยเถอะ"

ชายคนหนึ่งมองสำรวจซ่งหมี่อี้และเฟิงอวิ๋นซิ่วตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาหื่นกระหาย

"จะว่าไป พวกเราก็ไม่เคยได้ลิ้มรสคุณหนูผู้สูงส่งมาก่อนเลยนะ ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปคงน่าเสียดายแย่"

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ซ่งหมี่อี้ก็อดไม่ได้ที่จะหน้าซีดเผือด

เกิดมาในตระกูลซ่ง แม้จะถูกประคบประหงมมาตั้งแต่เด็ก แต่เธอก็ไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาที่ไม่ประสีประสาอะไรเลย

คนพวกนี้ไม่เกรงกลัวสถานะของเธอเลยแม้แต่น้อย

ซ่งหมี่อี้รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง เธอไม่น่าเดินเข้าตรอกนี้เพียงเพื่อหวังจะประหยัดเวลาเลย

ซ่งหมี่อี้จับมือเฟิงอวิ๋นซิ่วและก้าวถอยหลัง เธอกระซิบกับเพื่อนว่า "เดี๋ยวฉันจะถ่วงเวลาพวกมันไว้ เธอรีบวิ่งหนีไปตามคนมาช่วยฉันนะ"

"ไม่เอา!"

เฟิงอวิ๋นซิ่วรู้ดีว่าการที่ซ่งหมี่อี้รั้งอยู่ประวิงเวลาที่นี่เพียงลำพังหมายความว่าอย่างไร

เธอจับมือซ่งหมี่อี้ไว้แน่น ใบหน้าซีดเซียว และพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสงบสติอารมณ์ "เราจะหนีไปด้วยกัน ถ้าเราวิ่งเร็วๆ เราต้องรอดแน่"

"ซิ่วซิ่ว ฟังฉันนะ!"

สายตาของซ่งหมี่อี้จับจ้องไปที่กลุ่มคนตรงหน้า

ในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเธอทั้งคู่จะหนีรอดไปได้โดยไร้รอยขีดข่วน

เธอเป็นคนพาซิ่วซิ่วมาที่นี่ เธอจะยอมให้เกิดเรื่องร้ายแรงกับซิ่วซิ่วไม่ได้เด็ดขาด

"หนีไป!"

ซ่งหมี่อี้สะบัดมือเฟิงอวิ๋นซิ่วออกอย่างแรง วินาทีต่อมา ต้นคามิเลียอันงดงามก็ปรากฏขึ้นกลางตรอก

ซ่งหมี่อี้หมุนตัวกลับและเตะเข้าใส่คนที่ขวางทางพวกเธออยู่ด้านหลัง

คนๆ นั้นไม่คาดคิดว่าซ่งหมี่อี้จะจู่โจมอย่างกะทันหัน ด้วยความไม่ทันระวังตัว เธอจึงสามารถแหวกวงล้อมเปิดทางออกได้สำเร็จ

ด้วยน้ำตานองหน้า เฟิงอวิ๋นซิ่วเหลือบมองซ่งหมี่อี้ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีกลับไปทางเดิม

"ไม่ยักรู้ว่าเป็นผู้ใช้พลังจิตที่ตื่นรู้แล้วด้วย ฤทธิ์เดชเยอะไม่เบานี่!"

หัวหน้าอันธพาลหัวเราะลั่น ราวกับเจอเหยื่อที่ถูกใจเข้าอย่างจัง

เพียงตวัดมือ จระเข้ยักษ์ตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างกายเขา

จระเข้ตัวนั้นมีขนาดมหึมา ทว่าการเคลื่อนไหวของมันกลับปราดเปรียวอย่างเหลือเชื่อ

มันคลานไปหยุดอยู่ตรงหน้าต้นคามิเลียในไม่กี่ก้าว และใช้ขากรรไกรอันใหญ่โตงับต้นคามิเลียจนขาดสะบั้นไปถึงราก

ซ่งหมี่อี้ไม่คาดคิดเลยว่าต้นคามิเลียของเธอจะถูกจระเข้กัดขาดได้รวดเร็วขนาดนี้

ความตื่นตระหนกก่อตัวขึ้นในใจ ก่อนที่เธอจะทันได้คิดหาวิธีแก้ปัญหา เธอก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของซิ่วซิ่วดังมาจากไม่ไกลนัก

"กรี๊ดดด ช่วยด้วย!"

เฟิงอวิ๋นซิ่ววิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ถูกคนที่วิ่งไล่ตามมาจับตัวและลากกลับมา

"ซิ่วซิ่ว!"

เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของเฟิงอวิ๋นซิ่ว ซ่งหมี่อี้ก็สติแตก

เธอหันขวับไปมอง และเห็นอันธพาลคนหนึ่งกำลังยื่นมือออกไปคว้าตัวเฟิงอวิ๋นซิ่ว

"ซิ่วซิ่ว ระวัง!"

เฟิงอวิ๋นซิ่วทุบตีมือของคนที่จับเธอไว้อย่างสุดแรงเกิด แต่เรี่ยวแรงของเธอก็ไม่อาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามสะทกสะท้านได้เลยแม้แต่น้อย

"คุณหนู เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่ามั้ง"

หัวหน้าอันธพาลหัวเราะร่วน และเก็บอสูรวิญญาณของตนกลับไปอย่างไม่แยแส

อสูรวิญญาณของเขาดุร้ายเกินไป และอาจพลั้งมือทำร้ายแม่เนื้ออ่อนคนนี้เข้าได้

ถ้าเธอเสียโฉมขึ้นมา มันก็คงจะไม่น่าดูสักเท่าไหร่

จบบทที่ บทที่ 30 ซุ่มโจมตีในตรอก

คัดลอกลิงก์แล้ว