- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นยอดคน
- บทที่ 499 ผู้มาเยือนจากต่างดาว (2)
บทที่ 499 ผู้มาเยือนจากต่างดาว (2)
บทที่ 499 ผู้มาเยือนจากต่างดาว (2)
บทที่ 499 ผู้มาเยือนจากต่างดาว (2)
สุ่ยเหมี่ยวหมดสติไปอย่างสมบูรณ์แล้ว แม้จะเป็นเช่นนั้น ทีมลาดตระเวนก็ไม่กล้าลดความระมัดระวังลง พวกเขาปฏิบัติตามขั้นตอนไปทีละขั้น ไม่ว่าจะยุ่งยากสักเพียงใดก็ตาม
สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกสรุปออกมาจากบทเรียนเลือดของคนรุ่นก่อนแบบรุ่นสู่รุ่น การทำงานให้รัดกุมย่อมดีกว่าการทิ้งชีวิตไปเปล่าๆ
"ผนึก!" เฉินหมิงเลี่ยงผู้เป็นหัวหน้าออกคำสั่งให้ดำเนินการขั้นตอนสุดท้าย หลังจากแน่ใจแล้วว่าสุ่ยเหมี่ยวในตอนนี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคาม
ลูกทีมสี่คนที่ประจำอยู่ด้านหลังตลอดเดินออกมาข้างหน้า พวกเขาถือกล่องโลหะมาคนละใบแล้วยืนอยู่ข้างๆ สุ่ยเหมี่ยว โดยยืนประจำกันคนละมุม ซึ่งพอดีกับสี่มุมของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เมื่อยืนประจำที่แล้ว พวกเขาก็วางกล่องโลหะลงอย่างพร้อมเพรียงกัน และกดปุ่มที่อยู่ด้านข้าง ชั่วพริบตากล่องโลหะก็เปิดออกโดยอัตโนมัติ กล่องโลหะทั้งใบเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ชิ้นส่วนที่อยู่ข้างในเริ่มเชื่อมต่อกันเอง
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อกล่องโลหะทั้งใบเปลี่ยนรูปเสร็จสิ้น มันก็เริ่มขยายตัวออกไปตามขอบมุมฉากทั้งสองด้าน และเชื่อมต่อเข้ากับชิ้นส่วนโลหะอีกสองชิ้นได้อย่างราบรื่น
เสียงเชื่อมต่อดังกริ๊กๆ ขึ้นสองสามครั้ง กล่องโลหะใบหนึ่งก็ถูกประกอบจนเสร็จสมบูรณ์ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นี่คือโลงศพโลหะสุดไฮเทค
ทั้งสี่คนย้ายร่างของสุ่ยเหมี่ยวเข้าไปในโลงศพโดยตรง แม้จะสวมชุดป้องกันอยู่ แต่ตอนที่สัมผัสโดนก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงสัมผัสของสุ่ยเหมี่ยวที่เหมือนกับคนปกติทั่วไป
แม้ว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยทรายสีเหลืองจนมองไม่เห็นใบหน้าของสุ่ยเหมี่ยวแล้ว แต่เส้นผมและเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่อยู่กลับทำให้พวกเขารู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก
"อย่าเสียสมาธิ นี่คือ 'แดนปรโลก'!" เฉินหมิงเลี่ยงมองปราดเดียวก็รู้ว่าคนพวกนี้กำลังวอกแวกจึงรีบเอ่ยเตือน ไม่หัดคิดดูบ้างว่าที่นี่คือที่ไหน ยิ่งดูปกติก็ยิ่งไม่ปกติน่ะสิ!
เมื่อจัดวางคนเรียบร้อยแล้วและกดปุ่ม ขอบทั้งสี่ด้านด้านบนของกล่องโลหะก็เริ่มดีดแผ่นฝาปิดออกมา และสุดท้ายก็ประกบเข้าด้วยกันตรงกลาง
เสียงติ๊ดดังขึ้นหนึ่งครั้ง เมื่อกล่องโลหะทั้งใบถูกบรรจุเสร็จสิ้น ทุกคนก็พรูลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"ถอนกำลัง!"
จุดประสงค์ของทีมพวกเขาในครั้งนี้ก็เพื่อควบคุมสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตอนนี้ก็ทำสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการพาเธอกลับไปอย่างปลอดภัย
โชคดีที่ระหว่างทางกลับไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ลูกทีมทุกคนกลับมาถึงฐานทัพอย่างครบถ้วน นี่นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ แล้ว ตอนออกเดินทางถึงขั้นเตรียมจดหมายลาตายกันไว้แล้ว สิ่งที่พวกเขาทำมันก็คืองานของหน่วยกล้าตายชัดๆ
เนื่องจากเคยไปยัง "แดนปรโลก" เมื่อกลับมาถึงฐานทัพ พวกเขาจึงต้องถูกกักตัวไว้เพื่อสังเกตอาการตามลำพังเป็นเวลาครึ่งเดือน ต้องแน่ใจว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ ถึงจะสามารถกลับเข้าหน่วยได้อีกครั้ง
สุ่ยเหมี่ยวถูกส่งตัวไปยังสถาบันวิจัย แต่ทั้งหมดล้วนผ่านการเคลื่อนย้ายด้วยเครื่องจักร และไปหยุดลงเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ห้องสังเกตการณ์ทั้งห้องมีลักษณะเป็นวงกลม รอบๆ นั้นมีนักวิจัยที่เฝ้าสังเกตการณ์ผ่านกระจกวัสดุพิเศษติดต่อกันถึงสองชั้น
สถานที่ตั้งของสถาบันวิจัยแห่งนี้ เดิมทีเคยเป็นโรงงานนิวเคลียร์มาก่อน สิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ทุกอย่างล้วนครบครัน ระบบป้องกันรังสีก็ยิ่งทำได้ในระดับสูงสุด มิฉะนั้นก็เกรงว่าจะไม่สามารถทำการวิจัยตัวอย่างการทดลองในครั้งนี้ได้
"เปิดกล่องเถอะ"
สิ้นเสียงคำสั่ง แผ่นฝาปิดของกล่องโลหะก็เริ่มหดตัวกลับจากตรงกลาง ในวินาทีที่ฝาปิดเปิดออก สัญญาณเตือนภัยในห้องสังเกตการณ์ก็ดังก้องขึ้น
"ตกลงแล้วพวกเขาพาตัวอะไรกลับมากันแน่ แท่งยูเรเนียมรูปร่างมนุษย์อย่างนั้นหรือ"
โชคดีที่ห้องสังเกตการณ์นั้นปลอดภัยมากๆ จึงไม่เกิดการรั่วไหลของรังสีนิวเคลียร์ ทว่าเสียงสัญญาณเตือนภัยที่บาดหูเช่นนี้ก็ทำให้พวกเขารู้สึกขนลุกซู่ได้เหมือนกัน
หลังจากที่สุ่ยเหมี่ยวหมดสติไป เธอก็เอาแต่คิดว่าตัวเองเหมือนกำลังเกาะอยู่บนแผ่นไม้กระดาน ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ท้องฟ้าก็มืดมิด น้ำทะเลก็ยิ่งดำมืดจนมองไม่เห็นฝั่ง
คลื่นลูกแล้วลูกเล่าถาโถมเข้ามา เธอรู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นและตกลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะสิ้นสุดลง เดิมทีคิดว่าคงจบลงแค่นี้ เธอรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปอย่างช้าๆ เอาเถอะ ปล่อยให้มันเป็นไป หลับไปแล้วทุกอย่างก็คงจะดีเอง
น่าเสียดายที่สวรรค์ไม่เป็นใจ สุ่ยเหมี่ยวได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังก้องอย่างต่อเนื่อง เสียงนี้ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว ร่างกายราวกับถูกรีบูตใหม่จนสำเร็จ การทำงานทุกส่วนตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล
"ผู้อำนวยการหลี่ครับ ข้อมูลร่างกายของตัวอย่างวิจัยเกิดการเปลี่ยนแปลง เธอ...เธอกำลังจะฟื้นแล้วครับ!!" นักวิจัยที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์อัตราการเต้นของหัวใจและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกายของสุ่ยเหมี่ยวพูดจนเสียงหลงในตอนท้าย
ชั่วพริบตาเดียว ทุกคนก็พากันกลั้นหายใจ สถาบันวิจัยทั้งแห่งเข้าสู่สภาวะเฝ้าระวังระดับสูงสุด
สุ่ยเหมี่ยวรู้สึกรำคาญจนทนไม่ไหว เธอยกมือขึ้นคลำหาปุ่มของเครื่องเตือนภัย แต่กลับสัมผัสโดนเพียงโลหะที่เย็นเฉียบ
สุ่ยเหมี่ยวลืมตาขึ้นและมองไปด้านบน แสงไฟสีขาวสว่างจ้า ตรงกลางมีกล้องวงจรปิดตัวหนึ่งกำลังจับภาพมาที่เธอ
เธอหันหน้าไปมาเพื่อมองดูสถานที่ที่ตัวเองอยู่ นี่มัน...โลงศพงั้นหรือ?!
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องพวกนี้ สุ่ยเหมี่ยวมองไปที่กล้องวงจรปิดตัวนั้นอีกครั้ง เธออ้าปากและขยับรูปปากเป็นคำว่า "น้ำ" ลำคอของเธอใกล้จะระเบิดอยู่รอมร่อ ทำท่ากลืนน้ำลายยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายต่างพากันเรียกร้องถึงความกระหาย
"ซูมภาพเข้าไปดูสิ เมื่อกี้เธอพูดอะไรหรือเปล่า?!"
หลังจากซูมภาพให้ใหญ่ขึ้นแล้ว ทุกคนก็ยังคงดูไม่ออกว่ามัมมี่ทรายเหลืองร่างนี้พูดอะไรกันแน่ ดูเหมือนเธอจะแค่ขยับปากเท่านั้น
สุ่ยเหมี่ยวเห็นว่าทางกล้องไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบกลับมา ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าพวกเขาคงไม่รู้ความหมายของสิ่งที่เธอพูด เธอจึงยกมือขวาขึ้นมาอย่างยากลำบาก กำหมัดหลวมๆ แล้วยกขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากเพื่อทำท่าทางดื่มน้ำ
คราวนี้ ทุกคนก็เข้าใจได้ในทันที "เธอต้องการดื่มน้ำ! เร็วเข้า!"
เป็นไปไม่ได้เลยที่จะส่งคนถือแก้วน้ำเข้าไป เครื่องพ่นละอองน้ำด้านบนเริ่มพ่นละอองน้ำละเอียดตกลงมาบนร่างของสุ่ยเหมี่ยว ราวกับฝนในฤดูใบไม้ผลิที่ตกลงบนพื้นดินอันแห้งผาก ดินสีเหลืองที่เดิมทีแห้งเกรียมถูกชโลมจนกลายเป็นสีน้ำตาล จากนั้นร่องรอยแตกแขนงก็ถูกชะล้างออกไป เผยให้เห็นสีผิวที่แท้จริงของสุ่ยเหมี่ยว
ละอองน้ำปกคลุมไปทั่วจนกล้องมองไม่เห็นคนในกล่องโลหะอย่างชัดเจนแล้ว ทำได้เพียงอาศัยภาพถ่ายความร้อนในการดูการเคลื่อนไหวของสุ่ยเหมี่ยวเพื่อคาดเดาว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่กันแน่
"นั่นเธอกำลังล้างมืออยู่สินะ" เมื่อเห็นท่าทางที่คุ้นเคย คนคนหนึ่งก็เอ่ยคาดเดาเสียงแผ่ว เป็นความจริงที่สุ่ยเหมี่ยวกำลังถูมือทั้งสองข้างของตัวเอง เพื่อล้างฝุ่นและดินทรายสีเหลืองบนมือออกด้วยละอองน้ำ
จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองข้างลูบไล้ไปบนใบหน้า เพื่อล้างคราบโคลนบนหน้าออกไป เมื่อล้างหน้าและคอจนสะอาดแล้ว ในที่สุดสุ่ยเหมี่ยวก็รู้สึกว่าตัวเองรอดตายแล้ว
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ต้องพูดถึงตอนแรกที่พวกเขาไม่เข้าใจคำว่า "น้ำ" ที่สุ่ยเหมี่ยวพูด แต่การเคลื่อนไหวเป็นชุดๆ ในเวลาต่อมา สิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดก็ทำให้พวกเขารู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก
ก่อนหน้านี้ตอนที่ทีมลาดตระเวนแจ้งว่านี่อาจจะเป็นคนประเทศหัวกั๋ว พวกเขาก็ยังไม่เชื่อ เพราะจากการคาดเดาตามหลักวิทยาศาสตร์ของพวกเขา ไม่มีมนุษย์ปกติคนไหนสามารถมีชีวิตรอดใน "แดนปรโลก" ได้
ทว่าเมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ในใจก็เกิดความสั่นคลอนขึ้นมา นี่เป็นคนประเทศหัวกั๋วจริงๆ น่ะหรือ?!
ในยามที่รอดพ้นจากอันตรายถึงชีวิตแล้วแบบนี้ สุ่ยเหมี่ยวก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา เธออยากกินอาหารแล้ว
สุ่ยเหมี่ยวสามารถฝืนลุกขึ้นนั่งได้แล้ว เธอหากล้องตัวหนึ่งที่อยู่ในระดับสายตา ท่าทางที่มือข้างหนึ่งประคองชามและมืออีกข้างตักอาหารเข้าปาก ทำให้ทุกคนเก็ทได้ทันที
"ส่งสารอาหารเข้าไป!"
ตอนนี้แทบจะไม่มีเสบียงอาหารเหลืออยู่มากนัก สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงการนำของที่พอกินได้มาผสมรวมกัน การให้สารอาหารที่ร่างกายต้องการมาเป็นอันดับแรก ส่วนการได้กินอิ่มและกินของอร่อยนั้นถือเป็นความหวังที่ไกลเกินเอื้อม
สุ่ยเหมี่ยวเห็นอาหารเละๆ ชามหนึ่งถูกส่งเข้ามาก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เธอรู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองสามารถกินได้แค่อาหารเหลวเท่านั้น
เธอหยิบช้อนขึ้นมาตักชิมไปหนึ่งคำ โดยไม่รู้เลยว่าคนที่ล้อมอยู่สองชั้นด้านนอกกำลังมองเธอราวกับเป็นลิงกอริลลาที่ฉลาดล้ำเลิศ โชคดีที่ไม่รู้ มิฉะนั้นสุ่ยเหมี่ยวก็คงกลัวว่าตัวเองจะระเบิดอารมณ์ออกมาแน่ๆ
"แหวะ!" พอกินเข้าไปคำแรก สุ่ยเหมี่ยวก็คายออกมาทันที ไม่อร่อยเลยสักนิด!!
ต่อให้เธอกินยาพิษก็ยังไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานแบบนี้! ต่อให้ต้องอดตายเธอก็จะไม่ยอมกินไอ้นี่เด็ดขาด!!
การกระทำนี้ทำให้คนในสถาบันวิจัยพากันงุนงงไปตามๆ กัน หมายความว่ายังไง หมายความว่ายังไงกัน?!