เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 ตำแหน่งชนะเลิศ

บทที่ 49 ตำแหน่งชนะเลิศ

บทที่ 49 ตำแหน่งชนะเลิศ


"หยุดมือ! ฟางเช่อเป็นฝ่ายชนะ!"

อาจารย์ผู้ตัดสินทั้งสองถึงกับรีบกระโดดหน้าตื่นขึ้นมา

"รู้ผลแพ้ชนะแล้ว ไม่ต้องสู้ต่อแล้ว!"

อาจารย์ท่านหนึ่งพุ่งทะยานออกไปรับร่างฮั่วชูหรานอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยัดยาลูกกลอนเข้าปากเขาไปหนึ่งเม็ด ก่อนจะพากลับมาวางลงบนลานประลอง

ฟึ่บฟั่บ! เสียงลมแหวกอากาศดังขึ้นสองครั้ง ดาบสองเล่มร่วงหล่นจากกลางอากาศพร้อมกัน ดาบของฮั่วชูหรานร่วงหล่นกระแทกพื้นลานประลองดังกังวาน ส่วนดาบของฟางเช่อร่วงลงมาตัดพู่ดาบของฮั่วชูหรานจนขาดสะบั้น และปักฉึกตั้งตรงอยู่บนพื้น

พู่ผ้าสีแดงปลิวไสวไปตามสายลม

หน่วยพยาบาลรีบวิ่งกรูขึ้นมาหามร่างของฮั่วชูหรานลงไปอย่างรู้หน้าที่ พอจับชีพจรดูตรวจดูก็เผยรอยยิ้มออกมา

"ไม่เป็นไร ยังมีลมหายใจอยู่ ฟางเช่อลงมือได้รู้หนักรู้เบาดีมาก แสดงว่ากะเกณฑ์ไว้ในใจแล้ว!"

ฮั่วชูหรานสลบเหมือดไม่ได้สติไปตั้งนานแล้ว กระดูกทั่วร่างหักไปเจ็ดแปดส่วน ฟันในปากร่วงจนแทบไม่เหลือสักซี่ กระดูกสันจมูกไม่เพียงแต่ถูกอัดจนแหลกละเอียด แต่ยังยุบจมหายลงไปเลยด้วยซ้ำ

เรียกได้ว่ามีสภาพอนาถจนถึงขีดสุด

พวกนักศึกษาที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดใกล้ลานประลองถึงกับมุมปากกระตุกพร้อมกัน

มารดามันเถอะ สภาพปางตายขนาดนี้ อาจารย์เรียกมันว่า 'รู้หนักรู้เบา' งั้นรึ?

ขอถามหน่อยเถอะว่าไอ้ความพอดีมันอยู่ตรงไหนวะ?!

แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า นับตั้งแต่ตอนที่ฮั่วชูหรานใช้วิชาฝ่ามืออันแสนประหลาดและน่าขนลุกชุดนั้นออกมา เหล่าอาจารย์ของสำนักยุทธ์ทุกคนก็แทบจะรู้สึกขยะแขยงจนทนไม่ไหวอยู่แล้ว!

ในสถานการณ์เช่นนี้ ใครมันจะไปอยากปกป้องฮั่วชูหรานกันเล่า?

ยิ่งไปกว่านั้น การโดนทุบตีอย่างทารุณเมื่อครู่ ความจริงควรจะถูกห้ามปรามตั้งแต่ตอนที่โดนอัดไปได้ครึ่งทางแล้ว

แต่พวกเขากลับไม่ยอมเอ่ยปากห้ามเลยสักนิด!

ก็เพื่อปล่อยให้ไอ้หมอนี่โดนอัดซะให้เข็ด

ฮั่วชูหรานมีสถานะเป็นผู้ต้องสงสัยระดับสูง หากมันเป็นพวกลูกเจี๊ยบพรรคมารจริงๆ ต่อให้โดนตีตายก็ไม่นับว่าอยุติธรรม

แต่ถ้าไม่ใช่... อืม ก็ถือซะว่าสั่งสอนให้จำไว้เป็นบทเรียน อย่าได้คิดว่าวิชาอะไรก็สามารถงัดออกมาใช้ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายได้

ครั้งนี้แค่ประลองกับเด็กใหม่ เจ้าอาจจะได้เปรียบ แต่หากเอาไปใช้ในการประลองใหญ่ระหว่างสำนัก แล้วโดนคนเขาพลั้งมือฆ่าตายคาที่ ถึงตอนนั้นเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ไปร้องเรียนหาความยุติธรรมที่ไหนแล้ว!

ฟางเช่อผู้ชนะ ยืนอยู่บนลานประลอง พลางเผยรอยยิ้มอันสดใส อ่อนโยน และขัดเขินแบบเด็กหนุ่มออกมาอีกครั้ง ดูทั้งว่านอนสอนง่าย รูปงาม และน่าเอ็นดูเป็นที่สุด

เขามีท่าทีสุภาพชน สง่างามและเยือกเย็น ประสานมือคารวะไปทางทิศที่ร่างของฮั่วชูหรานถูกหามออกไป

"สหายฮั่ว ออมมือให้แล้ว"

ผู้คนด้านล่างเวทีล้วนเพิ่งเห็นกับตาว่าไอ้หมอนี่เพิ่งจะอัดฮั่วชูหรานอย่างป่าเถื่อนราวกับกระสอบทราย แต่พอกลับมาเห็นท่าทีอ่อนโยนสง่างามของเขาในตอนนี้ ทุกคนต่างก็รู้สึกว่ามันช่างขัดแย้งแต่ก็กลมกลืนกันอย่างประหลาด

ในใจทุกคนเหมือนได้ทำความรู้จักตัวตนของเขาใหม่อีกครั้ง

"หล่อจังเลย..."

เหล่านักศึกษาหญิงต่างพากันตาเป็นประกายวิบวับ

บุ๋นก็ได้ บู๊ก็ดี เป็นวิญญูชนก็ได้ เป็นคนพาลก็เป็น เก่งทั้งรุกทั้งรับแถมยังอ่อนโยนได้อีก ดาวโรงเรียนฟางนี่ช่าง... จิ๊ๆ โคตรจะลูกผู้ชายเลย!

เสื้อคลุมตัวใหญ่ถูกโยนลอยละล่องขึ้นมาจากด้านล่าง

ฟางเช่อสวมใส่อย่างใจเย็น พลางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ทันใดนั้นประกายแสงดาวจางๆ พลันส่องสว่างพร่างพราย

เขาประสานมือคารวะหนึ่งครั้ง

"อาจารย์ทั้งสองเหน็ดเหนื่อยแล้ว"

ผู้ตัดสินทั้งสองพยักหน้ายิ้มรับ

"ลงไปพักผ่อนเถอะ"

"ขอรับ!"

ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงตะโกนก็ดังขึ้นจากด้านล่าง

"ช้าก่อน"

ร่างในชุดขาวสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นมาบนลาน

เขาคือ ชิวอวิ๋นซ่าง

ทุกคนชะงักงัน นี่มันจะทำอะไรกัน?

ชิวอวิ๋นซ่างเหินขึ้นมาบนลานประลอง ประสานมือคารวะ แล้วหันไปกล่าวกับผู้ตัดสินว่า

"ข้าขอยอมแพ้!"

"ยอมแพ้รึ?"

มุมปากของชิวอวิ๋นซ่างปรากฏรอยยิ้มขมขื่น

"สู้ไปก็เอาชนะไม่ได้ ศิษย์พี่ฟางทะลวงถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นห้าแล้ว ตัวข้าชิวอวิ๋นซ่างก็ใช่ว่าจะไม่รู้จักประมาณตน เลือดร้อนไปก็เปล่าประโยชน์เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังฝีมือที่เหนือชั้นกว่าอย่างแท้จริง ขึ้นไปสู้ก็มีแต่จะโดนอัดซะเปล่าๆ สู้ยอมแพ้ตอนนี้เสียเลยดีกว่า จะได้ลงจากเวทีอย่างสง่างาม"

เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง แล้วหันไปกล่าวกับฟางเช่อ

"ข้าต้องเก็บแรงเอาไว้ เผื่อจะได้ไปอัดฮั่วชูหราน!"

ด้านล่างลานประลองพลันมีเสียงหัวเราะครืนดังลั่น

ดูท่าทางชิวอวิ๋นซ่างจะมีความแค้นเคืองต่อฮั่วชูหรานอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ผู้ที่รู้ตื้นลึกหนาบางเพียงไม่กี่คนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะฮ่าๆ ออกมา ในขณะเดียวกันก็หวนนึกไปถึงปฏิกิริยาของฮั่วชูหรานตอนที่ฟางเช่อแสดงความเป็นมิตรด้วยก่อนการประลอง และบทสนทนาของทั้งสองคน

ฮั่วชูหราน: "ข้าไม่มีเวลามาคบค้าสมาคมเป็นเพื่อนกับเจ้า"

ฟางเช่อ: "วันนี้ก็อย่าหาว่าข้าลงมือโหดเหี้ยมก็แล้วกัน"

ฟางเช่อ: "เจอหน้าครั้งหนึ่ง ก็จะอัดมันครั้งหนึ่ง!"

เมื่อกลับมาดูผลลัพธ์ในตอนนี้ ก็รู้สึกว่ามันช่างเป็นการเสียดสีที่ไร้ขอบเขตจริงๆ: เจ้าเป็นฝ่ายไม่อยากคบเขาก่อนแท้ๆ แต่ถามจริงเถอะ สภาพอย่างเจ้าคู่ควรจะไปคบหากับเขางั้นรึ?

ตอนเขาไว้หน้าให้เกียรติ เจ้ากลับไม่รู้จักทะนุถนอมให้ดี จนสุดท้ายต้องมาจบเห่โดนกระทืบสลบเหมือดแบบนี้ จะไปโทษใครได้ล่ะ?

ถ้าตอนนั้นแค่ยิ้มตอบรับไมตรีสักนิด มีหรือจะต้องโดนอัดจนสภาพอนาถขนาดนี้?

เมื่อนึกถึงคำสาบานของฟางเช่อที่ว่า: เจอหน้าครั้งหนึ่ง จะอัดครั้งหนึ่ง

ในใจลึกๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า ดาวโรงเรียนฟางผู้นี้ น่าจะไม่ได้พูดเล่นกระมัง?

สำหรับการยอมแพ้ของชิวอวิ๋นซ่าง ทุกคนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่อาจเอาชนะได้... ใครๆ ก็ย่อมเข้าใจ

ฟางเช่อยิ้มให้อย่างเป็นมิตรพลางกล่าวว่า

"ขอบคุณพี่ชิวที่ออมมือให้ ทำให้ข้ารอดตัวจากการโดนซ้อมไปได้อีกมื้อ ฮ่าๆ จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าความกดดันในใจลดลงไปเยอะเลย"

ชิวอวิ๋นซ่างหัวเราะลั่น

"ไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอก ถ้าข้าสู้ไหว ข้าก็ต้องสู้อยู่แล้ว ปัญหามันอยู่ที่ข้าสู้ไม่ได้ไง ขืนดันทุรังสู้ไปก็มีแต่จะโดนอัด ดังนั้น... ฟางเช่อ ตำแหน่งชนะเลิศในปีนี้ เจ้าคู่ควรกับมันอย่างแท้จริง"

"ขอบคุณ!"

ชิวอวิ๋นซ่างกระโดดลงจากเวทีไป

และตำแหน่งอันดับสาม ก็เท่ากับว่าปรากฏออกมาแล้วเช่นกัน — อวี่จงเกอ

ฮั่วชูหรานสลบไสลไม่ได้สติ สูญเสียพลังต่อสู้ไปโดยสมบูรณ์ อาการบาดเจ็บสาหัสปางตายขนาดนั้น ต่อให้ใช้เวลาพักฟื้นสักปีครึ่งปีแล้วหายดีได้ก็ถือว่าปาฏิหาริย์แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฝืนสังขารไปสู้แลกชีวิตกับอวี่จงเกอเลย

ส่วนตำแหน่งผู้ชนะเลิศ ย่อมตกเป็นของฟางเช่ออย่างแน่นอน

ฮั่วชูหรานพ่ายแพ้ไปแล้ว ชิวอวิ๋นซ่างก็ขอยอมแพ้ ไม่มีคู่แข่งคนใดเหลืออยู่อีก

ชนะเลิศ ฟางเช่อ

รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ชิวอวิ๋นซ่าง

รองชนะเลิศอันดับสอง อวี่จงเกอ

สำหรับตำแหน่งชนะเลิศของฟางเช่อและรองอันดับหนึ่งของชิวอวิ๋นซ่าง ไม่มีใครกล้าปริปากคัดค้าน

แต่พอเห็นอวี่จงเกอได้ที่สามเนี่ยสิ ทำเอาทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง

ถ้าจำไม่ผิดล่ะก็ ไอ้หมอนี่มันพึ่งดวงจับสลากได้สิทธิ์ผ่านเข้ารอบโดยไม่ต้องสู้ในนัดสำคัญมาถึงสองรอบติดๆ!

แล้วตอนนี้ ดันมาชนะผ่านโดยไม่ต้องออกแรง คว้าอันดับสามไปครองหน้าตาเฉย!

นี่มันโคตรโชคดีระดับเทพเจ้าอะไรกันวะเนี่ย?!

แต่ประเด็นคือ ตอนนี้ฮั่วชูหรานไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่มีทางลุกขึ้นมาแย่งชิงกับอวี่จงเกอได้อีกแล้ว

ส่วนยอดฝีมือคนอื่นๆ อย่างติงเจี๋ยหราน โม่ก่านอวิ๋น... หากวัดกันที่ฝีมือล้วนๆ เกรงว่าคงจะเก่งกาจกว่าอวี่จงเกออยู่สักหน่อย ทว่าพวกเขากลับดวงซวยถูกคัดออกไปตั้งแต่ไก่โห่เสียแล้ว!

อวี่จงเกอผู้ครองอันดับสามผู้นี้ กลายเป็นว่าไม่มีแม้แต่คู่แข่งให้ต้องปะทะเลยสักคน

"ดวงเทพเจ้าบ้าบออะไรวะเนี่ย?!"

คนนับหมื่นถึงกับมึนงงไปตามๆ กัน

แม้แต่ฟางเช่อ ชิวอวิ๋นซ่าง โม่ก่านอวิ๋น ติงเจี๋ยหราน และคนอื่นๆ ต่างก็จ้องมองอวี่จงเกอซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาทุกคนล้วนรู้สึกว่าไอ้หมอนี่มันมีกลิ่นอายความพิศวงแปลกๆ อยู่ในตัว

โม่ก่านอวิ๋นเดาะลิ้นจิ๊จ๊ะ สีหน้าเหลือเชื่อสุดๆ "นี่มัน... ไอ้หมอนี่มันต้องมีของแปลกๆ แน่นอน โคตรดวงดีเลยเว้ย ไม่ทันโดนใครเตะต่อยสักแอะ แค่มาเดินเล่นโฉบไปโฉบมาในการประลองใหญ่ไม่กี่รอบ ก็คว้าอันดับสามไปครองหน้าตาเฉย!"

"บัดซบเอ๊ย ข้าโดนอัดแทบตาย ยังไม่ติดแม้แต่สี่อันดับแรกเลย..."

สีหน้าของฟางเช่อก็บิดเบี้ยวเล็กน้อยเช่นกัน เมื่อเทียบกับการต่อสู้อย่างยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็นของเขาแล้ว อวี่จงเกอที่ยืนอยู่ตรงนี้ เสื้อผ้าแทบจะไม่มีฝุ่นเกาะเลยสักนิด แต่ดันได้ที่สามไปซะงั้น

มารดามันเถอะ ทำไมถึงรู้สึกโลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลยวะ?

เมื่อต้องเผชิญกับสายตาของฝูงชน อวี่จงเกอก็ทำหน้าอับจนหนทาง รอยยิ้มแห้งๆ บนใบหน้าแทบจะแข็งค้างไปแล้ว

"ดวงล้วนๆ ครับ โชคดีล้วนๆ จริงๆ"

นักศึกษาทุกคนที่ได้ยินคำพูดของเขาต่างก็ทำสีหน้าเดียวกันเป๊ะ

แม้แต่ความรู้สึกในใจก็ยังเหมือนกัน: ถ้าคนอื่นพูดแบบนี้ก็คงช่างมันเถอะ แต่พอเจ้าพูดออกมา ข้าล่ะหาคำมาเถียงไม่ออกจริงๆ ว่ะ

จากนั้น สำนักยุทธ์ก็เริ่มพิธีมอบรางวัล

รางวัลของผู้เข้ารอบสิบคนสุดท้าย และร้อยคนสุดท้าย ถูกแจกจ่ายออกไปพร้อมกัน

ฟางเช่อได้รับยาเม็ดวิญญาณระดับสุดยอดสองเม็ด, ยารวมปราณยี่สิบเม็ด, ยาขยายชีพจรสองเม็ด, ยาปราณบริสุทธิ์สองเม็ด, และคะแนนหน่วยกิตอีกหนึ่งร้อยคะแนน พร้อมกับเหรียญทองผู้ชนะเลิศหนึ่งเหรียญ

เขารับของทั้งหมดมาไว้ในมือ

พริบตาเดียว เขาก็กลายร่างเป็นเศรษฐีหน้าใหม่แห่งสำนักยุทธ์ไป๋อวิ๋น

เมื่อรวมกับสิบหน่วยกิตที่ได้รับตอนเข้าสำนักมา ตอนนี้ฟางเช่อมีหน่วยกิตเต็มๆ ถึงหนึ่งร้อยสิบหน่วย!

หากเทียบจากมาตรฐานที่ว่า ใช้เพียงแค่ไม่ถึงสองหน่วยกิต ก็สามารถเลี้ยงเนื้อสัตว์อสูรชุดใหญ่ไฟกะพริบให้คนสิบกว่าคนกินจนพุงกางได้ หนึ่งร้อยสิบหน่วยกิตนี้ก็มากพอที่จะให้ฟางเช่อใช้กินอยู่คนเดียวได้เป็นปี แถมยังมีเหลือพอให้ไปกวาดซื้อยาลูกกลอนและทรัพยากรช่วยเหลือการฝึกฝนได้อีกเพียบ!

ชั่วพริบตาก็กลายเป็นป๋าขึ้นมาทันที

เรียกสายตาอิจฉาริษยาและหมั่นไส้จากฝูงชนได้เป็นกอบเป็นกำ

รวมไปถึงสายตาที่หิวโหยราวกับลูกนกที่รอแม่มาป้อนอาหาร

ทว่าฟางเช่อเมินเฉยต่อสายตาเหล่านั้นทั้งหมด

เขามีเพียงความรู้สึกเดียวในหัว: บิดาทำภารกิจสำเร็จแล้วโว้ย!

วิชาเผาโลหิต เคล็ดวิชาลับช่วยชีวิตที่สำคัญที่สุดในชาตินี้ กำลังจะตกมาอยู่ในมือเขาแล้ว!

หลังจากนั้น สำนักยุทธ์ก็ประกาศข่าวหนึ่งออกมา: พรุ่งนี้ นักศึกษาใหม่จะถูกแบ่งห้องเรียนและเริ่มการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ

เสียงโห่ร้องยินดีดังสนั่น

จากนั้น สำนักยุทธ์ก็ประกาศข่าวอีกเรื่อง: พรุ่งนี้ นักศึกษาชั้นปีที่สอง สาม สี่ และห้า จะเริ่มการสอบประเมินผล!

พร้อมทั้งประกาศบทลงโทษสำหรับผู้ที่สอบไม่ผ่าน

พลันนั้น เสียงโอดครวญโหยหวนของเหล่านักศึกษารุ่นพี่ก็ดังกึกก้องไปทั่วลานกว้างจนแทบจะทะลุชั้นฟ้า!

เพิ่งจะเล่นพนันเสียจนหมดตัวกลายเป็นยาจกไปหมาดๆ นี่ต้องมารับมือกับการสอบอีก! แถมการสอบครั้งนี้มีโอกาสโดนลงโทษแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์!

นี่มันสำนวนที่ว่า 'หลังคารั่วดันมาเจอฝนตกติดกันหลายวัน เรือพังดันมาเจอลมพายุ' ชัดๆ!

พวกศิษย์พี่ที่เสียพนันแต่ละคน มีสีหน้าเหมือนเอาคำว่า 'หน้าซีดเป็นไก่ต้ม' แปะไว้บนหน้าไม่มีผิด!

มีศิษย์พี่จำนวนนับไม่ถ้วนเริ่มพากันเข้ามาตีสนิทกับฟางเช่อ

"ศิษย์น้อง จากนี้ไปพี่ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ พรุ่งนี้เจอกันที่โรงอาหาร!"

ฟางเช่อหัวเราะหึๆ

"เสียพนันล่ะสิ?"

ศิษย์พี่หน้าเจื่อนลงด้วยความละอาย

"เออ เสียหมดตูดเลย หมดตัวแบบสะอาดสะอ้าน"

"ในเมื่อเสียพนัน ก็แสดงว่าไม่ได้แทงข้างข้าล่ะสิ?"

"เอ่อ..."

"พวกท่านขนาดจะแทงข้างข้ายังไม่กล้า แล้วยังมีหน้ามาขอเกาะข้ากินข้าวอีกเนี่ยนะ?"

ฟางเช่อทำหน้าประหลาดใจขั้นสุด

"ศิษย์พี่ ท่านคิดอะไรอยู่เนี่ย? ท่านแทงข้างใคร ก็ไปขอข้าวคนนั้นกินสิ มาตามเกาะข้าทำไม?"

"อะแฮ่ม... ศิษย์น้อง ตอนนี้เจ้าก็ออกจะร่ำรวย อีกอย่าง การเลี้ยงข้าวศิษย์พี่และเพื่อนร่วมสำนักที่กำลังตกทุกข์ได้ยากสักมื้อ มันจะยากเย็นอะไรนักหนา? ศิษย์น้องเอ๋ย ใจคอเจ้าต้องกว้างขวางเข้าไว้นะ"

คำพูดประโยคนี้ เรียกได้ว่าเป็นอาวุธร้ายกาจที่ใช้จัดการกับเด็กใหม่มาแล้วทุกยุคทุกสมัย

แม้แต่เอาไปใช้รับมือกับศิษย์พี่บางคนก็ยังได้ผลชะงัด

น้อยคนนักที่จะทนรับแรงกดดันจากคำพูดนี้ได้ ส่วนใหญ่มักจะเลือกปล่อยเลยตามเลยด้วยความคิดที่ว่า 'เลี้ยงข้าวสักมื้อก็ไม่เห็นเป็นไร ถือซะว่าซื้อความสงบตรงหน้าไปก่อน ขืนเพิ่งเข้าสำนักมาก็ดันไปสร้างชื่อเสียให้ตัวเองเป็นคนขี้เหนียว คงไม่ดีแน่' แล้วก็ยอมจ่ายแต่โดยดี

แต่แน่นอนว่าฟางเช่อไม่ได้จัดอยู่ในคนประเภทนั้น

"ศิษย์พี่พูดเป็นเล่นไปแล้ว ที่ท่านตกทุกข์ได้ยาก ข้าเป็นคนก่อเรื่องงั้นรึ?" ฟางเช่อทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์

"..."

ศิษย์พี่เริ่มมีน้ำโหขึ้นมา

"ศิษย์น้องฟางเช่อ เจ้าจะมาคิดเล็กคิดน้อยทำไมกัน?"

"ถ้าศิษย์พี่ไม่คิดเล็กคิดน้อย แล้วจะมาคิดเล็กคิดน้อยกับข้าวแค่มื้อเดียวของศิษย์น้องอย่างข้าทำไมล่ะ?"

ฟางเช่อกล่าวต่อ

"ศิษย์พี่ เป็นคนน่ะอย่าคิดเล็กคิดน้อยให้มันมากนักสิ! แค่ข้าวขอมื้อเดียวยังต้องมางก? ไม่มั้ง? อาการแบบนี้มันขอทานชัดๆ! ยาจกงั้นรึ?"

"ฟางเช่อ ถ้าเจ้าไม่เลี้ยงก็แล้วไปเถอะ ทำไมต้องมาพูดจาถากถางกันด้วย"

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อหาใหญ่ที่ถูกโยนปาใส่หัว

"อะไรคือต้องเลี้ยง? ข้าไปติดหนี้บุญคุณอะไรพวกท่านตั้งแต่เมื่อไหร่รึ ศิษย์พี่?"

ฟางเช่อถามด้วยความประหลาดใจสุดขีด

"ขนาดคนที่แทงข้างข้า ข้ายังไม่นับว่าติดหนี้บุญคุณเลยนะ เพราะพวกเขาแทงข้างข้าแล้วก็ได้กำไร ดังนั้นข้าไม่ได้ติดค้างใครทั้งสิ้น แล้วไอ้พวกที่ไม่ได้แทงข้างข้าอย่างพวกท่าน จู่ๆ จะมาหน้าด้านให้ข้าเลี้ยงเนี่ยนะ?"

"เพียงเพราะว่าแทงข้างคนอื่นแล้วเสียพนันจนไม่มีหน่วยกิตกินข้าว ก็เลยพากันมารุมให้คนชนะที่พวกท่านไม่ได้แทงข้างเขาเลี้ยงเนี่ยนะ? ยางอายอยู่ไหนวะ?!"

"ข้าล่ะอยากจะถามจริงๆ ในใต้หล้านี้มันมีตรรกะพรรค์นี้อยู่ด้วยรึ?"

ฟางเช่อถามหน้าตาย

"ใครก็ได้ช่วยอธิบายให้ข้าฟังทีซิ?"

จบบทที่ บทที่ 49 ตำแหน่งชนะเลิศ

คัดลอกลิงก์แล้ว