- หน้าแรก
- อาจารย์ขี้เกียจ แต่ศิษย์โคตรเทพ
- บทที่ 3 สูบกินดุจพายุโหมกระหน่ำ
บทที่ 3 สูบกินดุจพายุโหมกระหน่ำ
บทที่ 3 สูบกินดุจพายุโหมกระหน่ำ
บทที่ 3 สูบกินดุจพายุโหมกระหน่ำ
เพียงไม่นาน กลิ่นหอมจางๆ ก็เริ่มลอยออกมา
สีหน้าของฉู่จิงจั๋วดูแปลกประหลาดไปเล็กน้อย กลิ่นนี้... มันยากจะบรรยายจริงๆ
มันมีความหอมนิดๆ เหม็นหน่อยๆ และดูเหมือนจะมีกลิ่นที่ทำให้รู้สึก... เคลิบเคลิ้ม?
เขาเห็นกับตาว่ามู่สือเย่ว์หยิบวัตถุดิบชนิดใดใส่ลงไปบ้าง แต่กลิ่นสุดท้ายที่ออกมากลับดูไม่เหมือนสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ข้างกายเขา เสือกลืนวิญญาณเอียงคอสงสัย แววตาของมันดูสับสนไม่ต่างกัน
ประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นของมันฉับไวมากกว่าฉู่จิงจั๋วหลายเท่า กลิ่นที่มันได้รับจึงมีความซับซ้อนยิ่งกว่านั้นมาก
ครู่ต่อมา มู่สือเย่ว์ก็เปิดฝาหม้อออก กลิ่นประหลาดก็ฟุ้งกระจายไปทั่วในทันที
เธอใช้ช้อนคนข้างในอยู่สองสามครั้ง ทั้งตำทั้งบดจนส่วนผสมในหม้อกลายเป็นเนื้อเละๆ
เมื่อเห็นการกระทำของเธอ เครื่องหน้าของฉู่จิงจั๋วก็อดไม่ได้ที่จะบิดเบี้ยวตามกันไปหมด แววตาเต็มไปด้วยความขยาด
ความตื่นตระหนกพาดผ่านดวงตาของเสือกลืนวิญญาณเช่นกัน มันค่อยๆ ถอยหลังหนีอย่างระมัดระวัง
หลังจากคนอยู่นาน ในที่สุดมู่สือเย่ว์ก็พยักหน้าอย่างพอใจ
เธอดับไฟแล้วตักส่วนผสมนั้นออกจากหม้อ
เธอถือจานเดินตรงเข้าไปหาเสือกลืนวิญญาณ "กินซะ!"
เมื่อมองดูเนื้อเละๆ สีสันประหลาดที่วางอยู่ตรงหน้า เสือกลืนวิญญาณก็อดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปอีกก้าว
ฉู่จิงจั๋ว: "..."
"โอ้ หรือว่ามันร้อนเกินไป" มู่สือเย่ว์พึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันไปสั่งฉู่จิงจั๋ว "เธอมีรากปราณน้ำแข็งไม่ใช่เหรอ มาช่วยทำให้น้ำแข็งเกาะหน่อยสิ จะได้เย็นลงเร็วๆ"
"..." ริมฝีปากของฉู่จิงจั๋อกระตุก เขาเม้มปากแน่นและเอ่ยด้วยสีหน้าที่ยากจะอธิบาย "ท่านอาจารย์ครับ รากปราณน้ำแข็งของผม..."
เขามีรากปราณน้ำแข็งจริงๆ แต่มันถูกทำลายไปนานแล้ว
ยามนี้รากปราณน้ำแข็งของเขาเปรียบเสมือนเชือกที่จวนจะขาด หากเขายังฝืนใช้พลังปราณต่อไป มันก็อาจจะแตกสลายได้ง่ายๆ
แต่มู่สือเย่ว์กลับไม่สนใจ "ไอ้หยา ก็เพราะว่าสภาพมันไม่ค่อยดีน่ะสิถึงต้องขยันใช้หน่อย บางทีใช้ไปใช้มามันอาจจะดีขึ้นก็ได้นะ"
ฉู่จิงจั๋ว: "..."
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้ยินตรรกะแบบนี้
นับตั้งแต่รากปราณน้ำแข็งเสียหาย เขาก็ระมัดระวังในการฝึกตนอย่างถึงที่สุดมาโดยตลอด เพราะเกรงว่ามันจะพังทลายลงอย่างสมบูรณ์
ทว่า ในเมื่อท่านอาจารย์สั่งมา เขาก็ยากที่จะปฏิเสธได้
เขาเหลือบมองเนื้อเละๆ ที่ดูเหมือนเศษอาหารสำลักออกมานั่น ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงพลางรีบเบือนหน้าหนี แล้วจึงรวบรวมสมาธิควบแน่นเกล็ดน้ำแข็งออกมาอย่างระมัดระวัง
ความเย็นจากน้ำแข็งทำให้เนื้อเละๆ ที่ยังมีควันฉุยเย็นลงอย่างรวดเร็ว
"พอแล้วล่ะ"
มู่สือเย่ว์บอกให้เขาหยุด จากนั้นก็ยื่นจานที่อุณหภูมิกำลังดีไปให้เสือกลืนวิญญาณ "กินได้แล้ว"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับของที่มีรูปร่างน่าสยดสยองและมีกลิ่นซับซ้อนเช่นนี้ ดวงตาของเสือกลืนวิญญาณก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและการต่อสู้ในใจ มันอยากจะหันหลังแล้ววิ่งหนีไปให้พ้นๆ เสียเดี๋ยวนี้
มันไม่เคยต้องกินอะไรที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อนเลย!
มู่สือเย่ว์ไม่ได้ลงมือทำเรื่องแบบนี้มานานเกินไปแล้ว เธอจึงไม่ยอมปล่อยให้มันหนีไปได้ง่ายๆ
อีกอย่าง ในเวลาเช่นนี้ต้องแสดงท่าทีที่เด็ดขาดเข้าไว้
มิเช่นนั้นหากฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ความจริงขึ้นมา เรื่องยุ่งๆ จะตามมาไม่จบไม่สิ้น
ในแผนลวงเมืองอ้างร้างเช่นนี้ ท่าทีต้องหนักแน่นมั่นคงที่สุด
"กินเถอะ ไม่ต้องอาย"
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่มู่สือเย่ว์แสดงท่าทีแข็งกร้าว เสือกลืนวิญญาณก็เริ่มลังเล
หมัดของมู่สือเย่ว์ก่อนหน้านี้สร้างความประทับใจให้มันอย่างลึกซึ้ง
มันกลัวว่าเธอจะแถมให้อีกสักหมัด!
หากเป็นเช่นนั้น มันอาจจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่จริงๆ
แม้ตอนนี้มู่สือเย่ว์จะดูไม่มีอะไรโดดเด่นและไม่มีกลิ่นอายพลังกดดันใดๆ แต่ดวงตาของเธอนั้นราบเรียบเกินไป ซึ่งกลับทำให้มันรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าเดิม
—พวกมนุษย์น่ะเจ้าเล่ห์นัก!
มันรู้สึกว่าถ้ามันไม่ยอมตกลง อาหารจานนี้คงถูกราดลงบนหัวมันแน่ๆ!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เสือกลืนวิญญาณจึงได้แต่พยักหน้าอย่างยอมจำนนด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
"เด็กดี"
มู่สือเย่ว์คลี่ยิ้มออกมาทันทีพลางวางภาชนะลงบนพื้น "กินซะ"
เสือกลืนวิญญาณที่มีความสูงไล่เลี่ยกับเธอจ้องมองเธอครู่หนึ่ง ในที่สุดมันก็ค่อยๆ ก้มหัวลงอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วอ้าปากออก
เมื่อต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาผู้อื่น เสือก็จำเป็นต้องก้มหัวให้!
เมื่อเห็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับเสือ ฉู่จิงจั๋วแทบจะตาหลุดออกมาจากเบ้า
ยิ่งตอนที่เห็นเสือกลืนวิญญาณอ้าปากกินเข้าไปจริงๆ เขาก็แทบจะอ้าปากค้างจนกรามกระแทกพื้น!
ท่านอาจารย์ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
ทว่าทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นมา เขาก็เห็นร่างของเสือกลืนวิญญาณชะงักกึกหลังจากกลืนเนื้อเหลวๆ นั่นลงไปคำหนึ่ง
แย่แล้ว!
ฉู่จิงจั๋วอุทานในใจ เสือกลืนวิญญาณคงไม่ได้รังเกียจรสชาติจนถึงขั้นจะคลั่งขึ้นมาหรอกนะ
ขณะที่เขากำลังจะพุ่งเข้าไปช่วยท่านอาจารย์ เสือกลืนวิญญาณตัวนั้นกลับอ้าปากกว้างแล้วเริ่มสูบกินอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็วราวกับพายุโหมกระหน่ำ!
ฉู่จิงจั๋ว: "???!!!"
เมื่อเห็นเสือกลืนวิญญาณกินเนื้อเละๆ จนหมดเกลี้ยงประดุจลมฤดูใบไม้ร่วงที่กวาดใบไม้ร่วงหล่น ฉู่จิงจั๋วก็ถึงกับยืนเซ่อทำอะไรไม่ถูก!
ยิ่งเห็นมันเข้าไปออดอ้อนมู่สือเย่ว์เหมือนอยากจะขอเติมอีก เขาก็ยิ่งตกตะลึงจนกลายเป็นหิน
ในของสิ่งนั้นมียาพิษปนอยู่หรือเปล่า เสือกลืนวิญญาณตัวนี้โดนยาพิษจนปัญญาอ่อนไปแล้วใช่ไหม
มู่สือเย่ว์ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าความคิดของศิษย์คนที่สี่จะเตลิดไปไกลขนาดไหน เธอลูบหัวเจ้าเสือตัวใหญ่ที่กำลังอ้อนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เอาล่ะ กินเสร็จแล้วก็ไปได้แล้ว"
"โฮก~~"
เสียงคำรามของเสือกลืนวิญญาณเบาลงกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งน้ำเสียงยังเจือความหวานหูที่ต่างไปจากเดิม
สัตว์อสูรที่ดุร้ายถึงเพียงนี้ กลับกำลังทำตัวอ้อนเหมือนลูกแมว!
อย่างไรก็ตาม หัวใจของมู่สือเย่ว์กลับแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า เธอไม่หวั่นไหวเลยสักนิด "หมดแล้ว หมดจริงๆ ไปได้แล้วไป"
มู่สือเย่ว์เองก็แอบดีใจอยู่ในลึกๆ ว่าทักษะของเธอยังไม่เสื่อมถอยไป!
ในชาติแรก เธอต้องทำงานหลายอย่างเพื่อหาเงินมาประทังชีวิต
เธอไม่ได้แค่เลี้ยงหมูเท่านั้น แต่เธอยังเคยเลี้ยงสารพัดสัตว์ตัวน้อยน่ารักในสวนสัตว์ขนาดเล็กมาแล้ว!
ในขณะที่คนอื่นมักกังวลเรื่องสัตว์เลี้ยงเลือกกิน แต่เธอสามารถเลี้ยงพวกมันให้สมบูรณ์แข็งแรงได้อย่างง่ายดาย
ทักษะนี้ไม่ใช่ว่าใครจะมีกันได้ง่ายๆ
ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุ เธอยังเคยคิดที่จะเปิดฟาร์มเลี้ยงหมูเสียด้วยซ้ำ
ถึงแม้ในชาติที่สองเธอแทบจะไม่ได้ใช้ทักษะเหล่านี้เลย แต่มันก็ไม่ได้จางหายไปไหน!
ความจริงแล้ว หลังจากผ่านการปรุงของเธอ อาหารเหล่านั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย และไม่ได้มีพลังปราณเพิ่มขึ้นด้วย
ทว่า อาหารที่ผ่านกระบวนการของเธอนั้นเปรียบได้กับไก่ทอดสำหรับมนุษย์นั่นเอง
ไก่ทอดมีสารอาหารไหม
ไม่มี
แต่ไก่ทอดมันอร่อย!
ในเมื่อเจ้าเสือกลืนวิญญาณตัวนี้เพิ่งเคยได้ลิ้มรส "ไก่ทอด" เป็นครั้งแรก มันย่อมต้องติดอกติดใจเป็นธรรมดา
"โฮก~"
เสือกลืนวิญญาณยังคงออดอ้อนมู่สือเย่ว์อย่างต่อเนื่องเพราะอยากกินอีก
แต่มู่สือเย่ว์ยังคงนิ่งเฉย "ไม่ มีแค่นี้แหละ ความแค้นระหว่างเราถือว่าชำระกันจบสิ้นแล้ว"
เธอยังยกหมัดขึ้นขู่เสือกลืนวิญญาณโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน "ถ้ายังไม่ไป ก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจนะ ถึงตอนนั้นอยากจะไปก็คงไม่ได้ไปแล้ว"
เสือกลืนวิญญาณ: "..."
ฉู่จิงจั๋ว: "..."
หลังจากคุมเชิงกันอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเสือกลืนวิญญาณก็จำยอมจากไป
เมื่อมองดูเสือกลืนวิญญาณที่เดินคอตกพลางเหลียวหลังกลับมามองทุกๆ สามก้าว ฉู่จิงจั๋วก็เริ่มรู้สึกชาชินเสียแล้ว
มันชอบเนื้อเละๆ ที่ดูน่ากลัวนั่นขนาดนี้เลยเหรอ
แน่นอนว่าสิ่งที่ปาฏิหาริย์ที่สุดยังคงเป็นวิธีการของท่านอาจารย์ของเขา
สายตาของฉู่จิงจั๋วเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ "ท่านอาจารย์ครับ..."
"เฮ้อ อาจารย์เหนื่อยเหลือเกิน" มู่สือเย่ว์โบกมือพลางแสร้งทำสีหน้าอ่อนแรง "ทำความสะอาดให้เรียบร้อยนะ อาจารย์อยากจะพักผ่อนสักหน่อย"
"...รับทราบครับ"
นั่นสินะ ท่านอาจารย์เพิ่งจะทราบข่าวเรื่องการจากไปของท่านบรรพบุรุษ เธอต้องโศกเศร้ามากแน่ๆ
แถมวันนี้ยังมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เธอคงจะเหนื่อยล้ามากจริงๆ
"ท่านอาจารย์ พักผ่อนให้สบายเถอะครับ ผมจะจัดการทำความสะอาดที่นี่เอง" เขากล่าวอย่างจริงจัง
"ดีมาก"
มู่สือเย่ว์ค่อยๆ เดินเอามือไขว้หลังกลับห้องไปอย่างช้าๆ
เธอต้องรีบไปย่อยข้อมูลสถานการณ์ทั้งหมดนี้ให้เรียบร้อย!
หลังจากส่งมู่สือเย่ว์แล้ว ฉู่จิงจั๋วก็เริ่มลงมือทำความสะอาดสำนัก
ตอนที่เสือกลืนวิญญาณบุกเข้ามาเมื่อครู่ มันทำเอาประตูหลักของสำนักพังเสียหายไปไม่น้อย
ในขณะที่เขากำลังทำความสะอาดอยู่นั้น ร่างในชุดสีเหลืองนวลก็ปรากฏขึ้นแต่ไกล พร้อมกับเสียงที่เต็มไปด้วยความแตกตื่นและหวาดกลัวลอยมาตามลม
"ท่านอาจารย์! ศิษย์น้องสี่... ศิษย์น้องสี่?!"