- หน้าแรก
- ทะลุมิติข้ามภพสยบแดนเซียน
- บทที่ 5 - การแยกสายพลังปราณ และอาวุธเวทชิ้นแรก
บทที่ 5 - การแยกสายพลังปราณ และอาวุธเวทชิ้นแรก
บทที่ 5 - การแยกสายพลังปราณ และอาวุธเวทชิ้นแรก
บทที่ 5 - การแยกสายพลังปราณ และอาวุธเวทชิ้นแรก
เฮ้อ ก็ยังไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้สร้างเวทมนตร์ได้จำนวนมากขึ้นก็จริง แต่การไหลเวียนของพลังปราณกลับเชื่องช้า ทำให้เชื่อมต่อพลังไม่ทัน ถ้าตัวเองเป็นคนที่มีรากปราณเดี่ยวก็คงจะดีสิ แต่ตัวเองดันเป็นรากปราณคู่ จะทำอย่างไรดีล่ะ?
จะแยกตันเถียนตรงๆ ก็คงไม่ได้ คราวก่อนก็เกือบจะเจ็บตายอยู่แล้ว งั้นก็ค่อยแยกหลังจากที่พลังออกมาจากตันเถียนก็แล้วกัน ปัญหาคือจะแยกไปไหนล่ะ?
หลังจากออกจากตันเถียนก็แยกเป็นสองสาย สายหนึ่งธาตุทอง สายหนึ่งธาตุวารี ใช่แล้ว! ตอนนี้มือซ้ายของเธอก็ผสานอินได้แล้ว การใช้สองมือพร้อมกันก็ไม่ใช่ปัญหา หรือว่าจะแบ่งงานกันทำ?
มือซ้ายร่ายเวทธาตุทอง มือขวาร่ายเวทธาตุวารี แยกพลังปราณธาตุทองไปทางมือซ้าย และแยกพลังปราณธาตุวารีไปทางมือขวา แบบนี้เนื่องจากไม่รบกวนซึ่งกันและกัน จึงไม่มีปัญหาเรื่องการแปลงพลังปราณ เมื่อพลังปราณไหลเวียนเร็วขึ้น พลังปราณจากภายนอกก็จะถูกดูดซับเข้ามาได้เร็วขึ้นด้วย เพราะวัฏจักรของพลังปราณหมุนเร็วขึ้น
เช่นนี้ก็จะช่วยเร่งการไหลเวียนของพลังปราณ และปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อพลังปราณก็จะได้รับการแก้ไขในเบื้องต้น หลิวเยว่ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วรู้สึกว่าวิธีนี้มีความเป็นไปได้
แต่ความรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ตันเถียนจากการฝืนแยกสายพลังคราวก่อนยังคงฝังใจอยู่ ประกอบกับอาการบาดเจ็บที่ตันเถียนก็ดูเหมือนจะยังไม่หายดี หลิวเยว่คิดไปคิดมา ก็ตัดสินใจว่าปล่อยไว้ก่อน รอให้อาการบาดเจ็บหายดีแล้วค่อยลองใหม่ดีกว่า
หลิวเยว่ลุกขึ้นยืน ตอนนี้ไปหาดูว่ามีหนังสือเกี่ยวกับการหลอมอาวุธที่ 'อี้หล่านซวน' หอตำราของสายนอกบ้างหรือไม่ดีกว่า กำลังจะเดินออกไป อู๋เสี่ยวหลานก็ผลักประตูเรือนเข้ามาพอดี
"อาเยว่ หวังเซียวรับภารกิจมาจากหอภารกิจ ให้ไปล่าตะขาบตะขอเหล็กอายุสิบปีขึ้นไปร้อยตัวที่ป่าอวี่มู่ เขาชวนพวกเราไปด้วย เจ้าจะไปไหม"
หวังเซียวคือเด็กผู้ชายที่นั่งเรือเหาะของอาจารย์อาชินเสี่ยนเข้ามาในสำนักพร้อมกับอู๋เสี่ยวหลานและหลิวเยว่ เด็กคนนี้มนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม แถมยังปากหวานเป็นน้ำผึ้ง แม้จะอายุแค่ 12 ปี แต่ก็ทำให้ศิษย์หญิงรอบข้างหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจได้ตลอด ปัจจุบันเขาก็อยู่ในระดับเลี่ยนชี่ขั้น 3 เหมือนกับหลิวเยว่
"ป่าอวี่มู่หรือ? ถึงมันจะไม่ใช่ป่าที่ใหญ่ที่สุดในทวีปนี้ แต่ความทึบของป่า ความลาดชันของพื้นที่ แถมยังมีสัตว์อสูรหลากหลายชนิดอยู่ในป่าอีก พลังฝึกตนระดับขั้นสองขั้นสามอย่างพวกเรา จะไปไหวหรือ?" หลิวเยว่รู้สึกว่าระดับพลังของตัวเอง หวังเซียว และอู๋เสี่ยวหลาน ยังไม่เพียงพอที่จะไปเสี่ยงอันตราย
"ไม่เป็นไรหรอก อาเยว่ ตะขาบตะขอเหล็กอายุราวๆ สิบปี พลังมันก็เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับเลี่ยนชี่ขั้นหนึ่งเท่านั้นแหละ แถมพวกมันยังหากินอยู่แค่รอบนอกของป่าอวี่มู่ด้วย บริเวณรอบนอกไม่มีอันตรายอะไรหรอก ศิษย์ระดับเลี่ยนชี่ขั้นต่ำหลายคนก็ไปกันนะ"
หลิวเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "ถ้าอย่างนั้น ตอนจะไปก็บอกข้าด้วยแล้วกัน ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมานานแล้วเหมือนกัน"
หลังจากบอกลาอู๋เสี่ยวหลาน หลิวเยว่ก็กลับเข้าห้อง เก็บยารวมปราณที่สำนักแจกให้เป็นประจำลงในถุงเก็บของ ในเมื่อจะไปผจญภัย ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสียก่อน
เมื่อหยิบหินปราณเรียบร้อย หลิวเยว่ก็ลงเขาไปที่ตลาด ช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลิวเยว่เพียงแต่มาขายข้าวปราณเท่านั้น ไม่ค่อยได้ซื้อของอย่างอื่นเท่าไหร่นัก ครั้งนี้ถือโอกาสอยากดูหนังสือเกี่ยวกับการหลอมอาวุธด้วยเลย
ในตลาดมีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ส่วนใหญ่สวมชุดศิษย์สำนักจื่อซาน แต่ก็มีผู้ฝึกตนอีกหลายคนที่ดูไม่ออกว่ามาจากสำนักไหน
ตลาดในโลกผู้ฝึกเซียนเป็นสถานที่ที่พบเห็นได้ทั่วไป สำนักขนาดกลางและขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดล้วนมีตลาดอยู่ภายใต้อาณัติ เมืองเซียนอิสระบางแห่งก็มีตลาดที่เจริญรุ่งเรืองเช่นกัน ผู้ดูแลตลาดเหล่านี้ก็คือผู้ที่ขึ้นตรงต่อสำนักที่ตลาดนั้นอิงแอบอยู่ ส่วนตลาดของเมืองเซียนอิสระก็จะมีจวนเจ้าเมืองเป็นผู้ดูแล
ตลาดไม่ได้จำกัดการเข้าออกของผู้คน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ฝึกวิถีพรต ผู้ฝึกวิชามาร ผู้ฝึกวิชาภูตผี หรือแม้แต่คนธรรมดา ขอเพียงปฏิบัติตามกฎของตลาดก็เพียงพอแล้ว
หลิวเยว่เดินดูของในตลาด พลางคำนวณของที่จำเป็นต้องซื้ออยู่ในใจ
"อ้าว ศิษย์น้องหลิว!" จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง หลิวเยว่หันกลับไปมอง ก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นศิษย์พี่จ้าวแห่งหอภารกิจที่เป็นคนพาพวกเธอเข้าสายนอกในตอนนั้นนั่นเอง
"ศิษย์พี่จ้าวกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ? ออกไปหาประสบการณ์คราวนี้เป็นอย่างไรบ้าง ได้ยินมาว่าศิษย์พี่บรรลุถึงระดับเลี่ยนชี่ขั้น 9 แล้ว ดูท่าระดับจู้จีคงอยู่ไม่ไกลแล้วกระมัง"
"เด็กน้อย พูดจาแก่แดดแก่ลมเหลือเกินนะ น่าโดนสั่งสอนจริงๆ" เพียะ! ฝ่ามือใหญ่ของจ้าวเหยียนตบลงบนหัวของหลิวเยว่
หลังจากที่จ้าวเหยียนพาหลิวเยว่เดินฝ่าค่ายกลมายาบนบันไดในครั้งนั้น เขาก็ประทับใจเด็กน้อยที่ยืนหยัดจนถึงวินาทีสุดท้ายคนนี้มาก เวลาปกติที่อยู่ในสำนัก เขาก็จะคอยให้ความสนใจเธออยู่เสมอ เวลาที่หลิวเยว่มีเรื่องไม่เข้าใจก็ชอบไปถามเขา ไปๆ มาๆ ทั้งสองคนก็เลยกลายเป็นเพื่อนกัน
เวลาว่างๆ หลิวเยว่ก็ชอบไปคลุกอยู่กับจ้าวเหยียนเพื่อฆ่าเวลา แต่ตั้งแต่ที่จ้าวเหยียนออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก ส่วนอู๋เสี่ยวหลานก็วันๆ เอาแต่ยุ่งอยู่กับต้นไม้ผลปราณและสมุนไพรปราณของนาง หลิวเยว่ก็ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนเลย ต้องยอมเชื่อฟังและตั้งใจฝึกตนไป
"ท่านกลับมาก็ดีแล้ว ข้าเบื่อจะแย่อยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะพลังฝึกตนของพวกเราต่างกันมากเกินไป ข้าก็อยากจะออกไปหาประสบการณ์พร้อมท่านบ้างเหมือนกัน" ทั้งคู่นั่งลงในร้านน้ำชาและดื่มชาปราณกัน
"ใครใช้ให้เจ้าขี้เกียจล่ะ ป่านนี้เพิ่งจะระดับเลี่ยนชี่ขั้น 3 เดินออกไปข้างนอกข้ายังไม่กล้าบอกใครเลยว่าเจ้าเป็นสหายข้า" จ้าวเหยียนพูดจบ หัวของหลิวเยว่ก็โดน 'ฝ่ามือมาร' ประทุษร้ายอีกครั้ง
หลิวเยว่เอามือกุมหัวพลางประท้วง "ใครเป็นสหายท่านกัน ท่านดูไม่ออกหรือไงว่าข้าเป็นผู้หญิงน่ะ"
จ้าวเหยียนมองประเมินหลิวเยว่ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตารังเกียจ "อันนี้ข้าดูไม่ออกจริงๆ ไม่เห็นจะมีความเป็นผู้หญิงตรงไหนเลย แล้วก็นะ ทำไมเจ้าแอบอู้มาเดินเล่นอยู่ที่นี่อีกล่ะ ทำไมไม่กลับไปฝึกวิชา อีก 3 ปีก็จะมีการคัดเลือกศิษย์สายในแล้ว ข้าว่าเจ้าคงบรรลุระดับเลี่ยนชี่ขั้นกลางไม่ทันแน่ๆ ถ้าไม่ทัน เจ้าก็ต้องรอไปอีก 10 ปีเลยนะ ถึงตอนนั้น ศิษย์พี่อย่างข้าจะไปรอเจ้าที่สายในก็แล้วกัน ฮ่าๆๆๆ"
"ใครอู้กัน ข้ากำลังจะไปหาประสบการณ์ที่ป่าอวี่มู่ต่างหากล่ะ ซื้ออาวุธไว้ป้องกันตัวหน่อยไม่ได้หรือไง?"
"เจ้าจะไปป่าอวี่มู่ทำไม ที่นั่นค่อนข้างอันตรายนะ พลังแค่แมวสามขาอย่างเจ้าก็คงอยู่ได้แค่รอบนอกเท่านั้นแหละ รอบนอกก็ไม่มีของดีอะไรหรอก อย่าไปเลยดีกว่า"
จ้าวเหยียนขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย หน้าตาที่บูดบึ้งเหมือนมะระขี้นกไปปรากฏอยู่บนใบหน้าเด็กที่ใครเห็นก็ต้องเอ็นดูของเขามันดูน่าขันเกินไปแล้ว พรืดดด หลิวเยว่ทนดูหน้าตาเหี่ยวย่นเป็นยายแก่ของเขาไม่ไหวจนหลุดขำออกมา
พอเห็นเขาถลึงตาใส่ เธอก็รีบปั้นหน้าขึงขัง ดัดเสียงห้าวพูดว่า "มีอะไรเล่า หวังเซียวรับภารกิจมา แค่ไปจับตะขาบตะขอเหล็กร้อยตัว อยู่แค่รอบนอก ไม่เป็นอะไรหรอก อีกอย่างข้าก็ต้องออกไปหาประสบการณ์บ้าง ครั้งนี้ถือว่าเป็นการอุ่นเครื่องก็แล้วกัน ท่านรู้ไหมว่ามีที่ไหนขายยันต์เวทกับค่ายกลบ้าง แล้วก็ยารักษาแผลฮุยชุนหว่านด้วย"
เมื่อเห็นว่าพูดเกลี้ยกล่อมไม่เป็นผล จ้าวเหยียนก็ไม่เปลืองน้ำลายอีก รู้สึกว่าที่หลิวเยว่พูดก็ถูก การฝึกเซียนก็ต้องออกไปหาประสบการณ์อยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว ไปลองฝีมือดูบ้างก็ไม่เสียหาย
ดังนั้นจ้าวเหยียนจึงพาหลิวเยว่ไปที่ร้านค้าระดับใหญ่แห่งหนึ่งชื่อ "อี้ชุนถัง"
ร้านนี้ใหญ่โตมาก หลิวเยว่มองไปรอบๆ ตัวเธอเองไม่เคยมาเดินเที่ยวตลาดอย่างจริงจังเลย ถึงจะรู้ว่ามีร้านนี้อยู่ แต่ก็ไม่เคยเข้ามา พอเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ก็พบว่าไม่มีร้านไหนในบริเวณนี้ที่หรูหราไปกว่าร้านนี้อีกแล้ว
เมื่อเข้าไปข้างใน มองดูสินค้าเกี่ยวกับผู้ฝึกเซียนที่มีขายครบทุกประเภท หลิวเยว่ก็รู้สึกว่ามองจนตาลายไปหมด
ยังไม่ทันได้สติ ผู้ฝึกตนหญิงหุ่นเย้ายวนคนหนึ่งก็เดินเข้ามา ย่อตัวเคารพ "ลูกค้าทั้งสองท่าน ต้องการรับอะไรดีเจ้าคะ ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ด ยันต์เวท ค่ายกล หรือว่าอาวุธเวท หากร้านเราไม่มี แล้วท่านมีคำขออะไรเป็นพิเศษ ก็สามารถบอกพวกเราได้ ทางเราจะพยายามตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างเต็มที่ ข้าคือพนักงานต้อนรับชั้นหนึ่งของที่นี่เจ้าค่ะ"
เอ่อ หญิงสาวที่หลิวเยว่มองไม่ออกถึงระดับการฝึกตนคนนี้ กลับเป็นแค่ "พนักงานบริการ" หลิวเยว่กระซิบถามจ้าวเหยียนว่าหญิงสาวคนนี้อยู่ระดับไหน จ้าวเหยียนก็บอกว่ามองไม่ออกเหมือนกัน
จ้าวเหยียนอยู่ตั้งระดับเลี่ยนชี่ขั้น 9 แล้ว แสดงว่าหญิงสาวคนนี้ต้องอยู่ระดับเลี่ยนชี่ขั้น 10 เป็นอย่างน้อย หรือไม่ก็ระดับจู้จี! อี้ชุนถังนี่ใจป้ำจริงๆ
ในที่สุดก็เลือกอาวุธเวทได้ หลิวเยว่และจ้าวเหยียนเดินออกจากอี้ชุนถัง
"อี้ชุนถังนี่ไม่เลวเลยนะ ตอนแรกข้ากะว่าจะซื้อค่ายกลป้องกันขนาดเล็กสักอัน กับอาวุธเวทที่เข้ามือสักชิ้น ไม่คิดเลยว่าอาวุธเวทระดับกลางขั้นกลางชิ้นเดียว จะรวมเอาทั้งการป้องกันและการโจมตีไว้ด้วยกัน ประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย"
หลิวเยว่ลูบคลำอาวุธวงแหวนคู่ขนาดเล็กในมือ อาวุธเวทชิ้นนี้มีชื่อว่า "อวี้อิ่ง (เงาหยก)" แบ่งเป็นชั้นบนและชั้นล่าง ชั้นบนสีเขียว เมื่อส่งพลังปราณเข้าไปจะสามารถยิงเข็มเล่มเล็กสีเขียวเข้มออกมาได้ เข็มชนิดนี้คือเข็มแม่เหล็ก ทำมาจากหินแม่เหล็กธรรมชาติ หินแม่เหล็กนี้มีความแข็งแกร่งมาก แม้ว่าตัววัสดุเองจะหาได้ไม่ยาก แต่แนวคิดในการสร้างนั้นยอดเยี่ยมมาก
ด้านหลังวงแหวนสีเขียวชั้นบนของอวี้อิ่ง ได้ติดตั้งหินดำที่มีแรงดึงดูดหินแม่เหล็กอย่างรุนแรงเอาไว้ ดังนั้นเมื่อยิงเข็มแม่เหล็กออกไปแล้ว การหมุนวงแหวนสีเขียวจะสามารถดึงเข็มแม่เหล็กกลับมาได้ เพื่อให้สามารถใช้งานได้หลายครั้ง
ส่วนชั้นล่างเป็นวงแหวนสีฟ้า ลวดลายโบราณที่สลักอยู่ด้านบน แท้จริงแล้วคือค่ายกลป้องกันชนิดหนึ่ง เมื่อกระตุ้นด้วยพลังปราณ จะสามารถต้านทานการโจมตีอย่างเต็มกำลังของผู้ฝึกปราณระดับจู้จีขั้นกลางได้
แถมอวี้อิ่งยังสวยงามมากอีกด้วย ตอบโจทย์ความหลงใหลในความงามของผู้หญิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ว่าภายนอกของหลิวเยว่จะเป็นเด็กผู้หญิง แต่สภาพจิตใจของเธอก็เป็นหญิงสาวที่โตเต็มวัยแล้ว แน่นอนว่าต้องชอบมันมาก
หลิวเยว่รู้สึกว่าซื้ออาวุธเวทชิ้นนี้มาคุ้มค่าจริงๆ เพราะมันมีฟังก์ชันหลากหลาย ถึงแม้จะผลาญหินปราณของเธอไปจนหมดเกลี้ยง รวมทั้งเงินที่ขายข้าวปราณมาด้วย แถมยังต้องยืมจ้าวเหยียนมาอีกนิดหน่อยก็เถอะ
พูดได้เลยว่าช่างหลอมอาวุธที่สร้างอวี้อิ่งขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะมีแนวคิดที่ชาญฉลาดและมีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ แต่ยังเข้าใจจิตวิทยาของคน และรู้ความต้องการของลูกค้าอีกด้วย เฮ้อ ถ้าไปอยู่ในยุคปัจจุบัน คนคนนี้ก็คือบุคลากรด้านเทคนิคที่มีหัวการค้าชัดๆ ต้องเป็นที่ต้องการตัวของบริษัทใหญ่ๆ แน่ๆ ช่างเกิดผิดยุคเสียจริงๆ
หลิวเยว่คิดในใจ แต่ปากก็ยังพูดชมให้จ้าวเหยียนฟังว่า "ช่างหลอมอาวุธที่สร้างอวี้อิ่งนี่ฝีมือดีจริงๆ ข้าอยากจะรู้จักเขาจัง ข้าเองก็อยากจะเรียนเรื่องการหลอมอาวุธอยู่พอดี"
จ้าวเหยียนมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ "เจ้าไม่รู้หรือว่าช่างหลอมอาวุธคนนี้คือใคร?"
(จบแล้ว)