เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - วิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้! สามหมัดบดขยี้มู่หรงไห่!

บทที่ 3 - วิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้! สามหมัดบดขยี้มู่หรงไห่!

บทที่ 3 - วิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้! สามหมัดบดขยี้มู่หรงไห่!


บทที่ 3 - วิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้! สามหมัดบดขยี้มู่หรงไห่!

“ร้อน! ร้อน! ร้อน!”

นี่คือความรู้สึกเพียงหนึ่งเดียวของเย่ อู๋เชวียในยามนี้

ภายในห้องไม้ที่เรียบง่ายและสะอาดตา เย่ อู๋เชวียพยายามอย่างยากลำบากที่จะทรงตัวในท่าขัดสมาธิ ทั่วร่างของเขาร้อนฉ่า ผิวพรรณที่เคยขาวเนียนกลับกลายเป็นสีแดงก่ำไปนานแล้ว!

หยาดเหงื่อขนาดเท่าเมล็ดถั่วไหลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย แต่เพียงพริบตาก็ถูกอุณหภูมิร่างกายที่ร้อนจัดจนน่าตกใจระเหยกลายเป็นไอไปอย่างรวดเร็ว

ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท คิ้วขมวดมุ่น แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย แต่จากการขบกรามแน่นจนเป็นสันก็บอกได้ไม่ยากว่าในยามนี้เย่ อู๋เชวียกำลังอดทนต่อความเจ็บปวดอันมหาศาลอยู่

“วิ้ง”

“ซ่า ซ่า”

เสียงกัมปนาทราวกับแม่น้ำสายใหญ่พุ่งพล่านดังออกมาจากภายในร่างกายของเย่ อู๋เชวีย หากสังเกตให้ดีจะพบว่าผิวหนังทุกนิ้วทั่วทั้งร่างกายของเขากำลังขยับเขยื้อนเบาๆ!

ราวกับว่าภายในร่างกายของเขามีพลังอันมหาศาลสายหนึ่งที่ไม่อาจต้านทานได้กำลังพุ่งพล่านไปทั่ว!

เนื้อหนังมังสาดูเหมือนจะถูกกระชากด้วยแรงมหาศาลอย่างบ้าคลั่ง!

จิตวิญญาณคล้ายกับถูกใบมีดอันเย็นเยียบเชือดเฉือนอยู่ไม่ยอมหยุด!

แม้ความเจ็บปวดอันยิ่งใหญ่สองประเภทจะคอยคุกคามประสาทสัมผัสของเย่ อู๋เชวียอยู่ตลอดเวลา แต่เจตจำนงที่ถูกเจียระไนจนทะลุปรุโปร่งมาตลอดสิบปีก็ทำให้เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบห้าปีผู้นี้อดทนต่อสู้ต่อไปอย่างยากลำบาก!

อีกทั้งภายใต้ความเจ็บปวดนี้ เย่ อู๋เชวียยังคงรักษาจิตสำนึกที่แจ่มชัดไว้ได้

‘ร่างกายของข้า... ดูเหมือนจะกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่! การเปลี่ยนแปลงนี้... ก็คือสิ่งที่ข้าแลกมาจากการเงียบงันสิบปี... รากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์!’

“ตึง ตึง ตึง”

ราวกับเสียงฟ้าร้องดังสนั่นจากภายในร่างกาย ร่างของเย่ อู๋เชวียที่นั่งขัดสมาธิอยู่ก็พลันโงนเงนตามมาด้วยการสั่นสะท้านอย่างรุนแรง การขยับเขยื้อนของผิวหนังที่เคยเล็กน้อยยามนี้กลับทวีความรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว!

เจ็บปวด!

ความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึกเข้าถึงกระดูกและจิตวิญญาณพัดพาเข้าท่วมท้นประสาทสัมผัสของเย่ อู๋เชวียในทันที เขาดูเหมือนจะรู้สึกว่าตนเองตกอยู่ท่ามกลางศูนย์กลางของภูเขาไฟสิบลูกที่กำลังปะทุพร้อมกัน!

แผดเผา กระชาก เชือดเฉือน....... ความเจ็บปวดหลายรูปแบบที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าจนไม่อาจพรรณนาได้พุ่งเข้าจู่โจมพร้อมๆ กัน แม้แต่คนที่มีเจตจำนงแข็งแกร่งอย่างเย่ อู๋เชวีย ในยามนี้ก็แทบจะทนไม่ไหว

ประสาทสัมผัสทางกายค่อยๆ ด้านชา จิตสำนึกที่เคยแจ่มชัดเริ่มพร่าเลือน

ดูเหมือนในชั่วพริบตาถัดไป เย่ อู๋เชวียจะหมดสติไปอย่างสมบูรณ์และไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกเลย

‘จงรักษาไว้ให้ได้! จงรักษาไว้ให้ได้สิ! ห้ามสลบเด็ดขาด! จะสลบไม่ได้เป็นอันขาด!’

เสียงกู่ร้องที่ไร้เสียงดังขึ้นในใจ เหงื่อไหลโทรมกายจนเปียกชุ่มไปทุกส่วน แม้เบื้องหน้าจะมืดมิดไปหมด หูได้ยินเพียงเสียงคำรามอย่างต่อเนื่อง ความเจ็บปวดที่รุนแรงราวกับกระแสน้ำเชี่ยวพัดพาประสาทสัมผัสของเขาไปอย่างโหดเหี้ยม!

เพียงหนึ่งลมหายใจกลับยาวนานราวกับนิรันดร์ เย่ อู๋เชวียแทบจะบ้าคลั่ง!

“ตูม ตูม”

“ซ่า ซ่า”

เสียงพุ่งพล่านของแม่น้ำ ลำคลอง และทะเลดังสนั่นรุนแรงขึ้นอีกสามส่วน กล้ามเนื้อบนร่างกายปูดนูน เส้นเอ็นขนาดใหญ่ภายในร่างกายปูดโปนออกมาเห็นเป็นแนวชัดเจนราวกับงูพิษที่ดุร้าย

เจ็บปวดจนถึงขีดสุด!

ความอดทนก็ถึงขีดจำกัดเช่นกัน!

แต่เย่ อู๋เชวียก็ยังคงอดทนต่อไปอย่างสุดชีวิต!

ต่อให้ต้องตาย เขาก็ไม่มีวันยอมแพ้!

ไม่มีใครรู้เลยว่าความยึดติดในใจของเด็กหนุ่มผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ดูภายนอกเหมือนความหนักแน่นและไม่ยอมศิโรราบ แต่ที่จริงมันคือความดึงดันที่ใกล้เคียงกับความบ้าคลั่งไปแล้ว

“เฮ้อ”

ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้เอง เสียงถอนหายใจจากส่วนลึกในห้วงความคิดของเย่ อู๋เชวียก็ดังขึ้นเบาๆ เสียงถอนหายใจนี้ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยความอ้างว้างที่ซึมลึกผ่านกาลเวลาอันยาวนาน และยังแฝงไว้ด้วยความงุนงงราวกับเพิ่งถูกปลุกขึ้นมาจากความหลับใหล

“วิ้ง”

แสงสีทองแวบผ่านเบื้องหลังศีรษะของเย่ อู๋เชวียที่นั่งขัดสมาธิอยู่

เย่ อู๋เชวียที่จิตสำนึกเริ่มแห้งเหือดและพร่าเลือนพลันรู้สึกถึงกระแสความเย็นฉ่ำสายหนึ่งในยามนี้ ราวกับผืนดินที่แตกระแหงจากความแห้งแล้งได้รับการชโลมด้วยน้ำฝนที่ตกลงมาจากฟากฟ้า

“วิ้ง”

จิตสำนึกที่เคยพร่าเลือนกลับมาแจ่มชัดอีกครั้งภายใต้ความเย็นฉ่ำที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน เย่ อู๋เชวียที่เดิมทีเบื้องหน้ามืดมิดและอาศัยเพียงประสาทสัมผัสกลับรู้สึกถึงแสงสว่างวาบขึ้นมา จากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!

‘นี่มัน..... อวัยวะภายในของข้า? นี่คือภาพภายในร่างกายของข้าหรือ?’

สิ่งที่ปรากฏขึ้นต่อหน้า “สายตา” ของเย่ อู๋เชวียคือฉากที่น่าอัศจรรย์

หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ เส้นเอ็นที่ซับซ้อนแต่มีระเบียบ กระเพาะอาหารที่ขยับเขยื้อน ไตทั้งสองข้างที่ดูราวกับเตาไฟสองเตา ตับที่มันวาวลื่นไหล....... ทุกสิ่งทุกอย่างนำมาซึ่งความแปลกใหม่อย่างไร้ขีดจำกัดสำหรับเย่ อู๋เชวีย

“ซ่า ซ่า” “ตูม ตูม”

และในยามนี้เอง เย่ อู๋เชวียก็ได้เห็นต้นตอของเสียงกัมปนาทที่ดังออกมาจากภายในร่างกายอย่างชัดเจนเสียที

เสียงเหล่านี้มาจากรากฐานที่สำคัญที่สุดของผู้ฝึกยุทธ์...... ปราณโลหิต!

หากมู่หรงฉางชิงมาเห็นภาพนี้เข้า เขาจะต้องไม่ยากเชื่อเป็นแน่ เพราะภายในร่างกายของเย่ อู๋เชวีย ปราณโลหิตที่ถูกตัดสินว่าเหือดแห้งไปอย่างลึกลับนั้นกำลังไหลเวียนพุ่งพล่านอยู่อย่างบ้าคลั่ง

เย่ อู๋เชวียที่อยู่ในสภาวะประหลาดดูเหมือนจะไม่ประหลาดใจเลยกับการมีอยู่ของปราณโลหิตของตนเอง ความสนใจของเขาในยามนี้ถูกดึงดูดไปที่กลุ่มแสงสว่างไสวที่อยู่ใต้สะดือลงไปสามนิ้วอย่างสมบูรณ์!

‘รากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์! นี่คือรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าอุตสาหะฝึกฝนมาตลอดสิบปี! กักเก็บปราณโลหิต หล่อเลี้ยงรากฐาน! สวรรค์ไม่ทอดทิ้งผู้ที่มีความมุ่งมั่น! ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว! ฮ่าๆๆๆๆ...... ในที่สุดข้าก็ควบแน่นมันจนสำเร็จแล้ว!’

ความยินดีอันมหาศาลถาโถมเข้าใส่เย่ อู๋เชวีย กลุ่มแสงที่สว่างไสวและเต้นเป็นจังหวะอยู่ภายในจิตวิญญาณนั้นดูราวกับดวงดาวที่ยิ่งใหญ่ ทรงพลัง และโอ่อ่า อีกทั้งยังแฝงไว้ด้วยเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดอย่างเลือนราง!

ความเจ็บปวดยังคงดำเนินต่อไป แต่ภายใต้ความอดทนขั้นสุดของเย่ อู๋เชวียประกอบกับความเย็นฉ่ำที่ค่อยๆ ส่งมาจากห้วงความคิด ทำให้สถานการณ์ที่เคยย่ำแย่เจียนตายเมื่อครู่ดีขึ้นมาก

หลังจากแน่ใจว่าควบแน่นรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์สำเร็จแล้ว เย่ อู๋เชวียก็เริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองเพื่อพิจารณาสถานการณ์ภายในร่างกายของตนเองอย่างละเอียด

ทว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้านั้นทำให้เย่ อู๋เชวียใจสั่นสะท้านอย่างยิ่ง!

สีทอง สีทองจางๆ!

ปราณโลหิตที่เคยเป็นสีแดงสด ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่มันถูกแต้มด้วยประกายสีทองจางๆ!

‘ปราณโลหิตสีแดงปนทอง? นี่มันเป็นไปได้อย่างไร? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?’

ความสับสนอันยิ่งใหญ่ทำให้เย่ อู๋เชวียหาคำตอบไม่ได้ “สายตา” ของเขาไล่ตามทิศทางการพุ่งพล่านของปราณโลหิตไปจนถึงกลุ่มแสงสีทองนั้น!

เพราะปราณโลหิตทั้งหมดพุ่งออกมาจากรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

‘ตลอดสิบปีมานี้ ปราณโลหิตทั้งหมดของข้าถูกกักเก็บไว้อย่างแน่นหนาที่จุดตันเถียนเพื่อหล่อเลี้ยงรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์ จะไม่ให้รั่วไหลออกไปแม้แต่น้อย ยามนี้สำเร็จแล้ว ปราณโลหิตกลับเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือว่าทั้งหมดนี้จะเป็นผลมาจากรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์?’

เมื่อได้ข้อสรุปนี้ เย่ อู๋เชวียก็เข้าใจถึงที่มาของความเจ็บปวดรุนแรง

รากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์ควบแน่นสำเร็จ และปราณโลหิตที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับรากฐานมานานก็ต้องพุ่งออกจากตันเถียนเพื่อบรรลุขั้นตอนสุดท้าย กระบวนการนี้เปรียบเสมือนการถลกหนังถอนกระดูกหรือการถูกฉีกร่างทั้งเป็น ย่อมต้องเจ็บปวดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งยังเกิดขึ้นภายในร่างกายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คนธรรมดาไหนเลยจะทานทนได้

“วิ้ง วิ้ง วิ้ง”

คล้ายเพียงชั่วพริบตา แต่ก็เหมือนเวลาผ่านไปนานชั่วนิรันดร์ ปราณโลหิตทั้งหมดที่เคยถูกกักไว้ที่ตันเถียนก็พุ่งออกมาจนหมดสิ้น หวนคืนสู่ร่างกายอย่างยิ่งใหญ่ ท่วมท้นไปทั่วอวัยวะภายใน เส้นเอ็น กระดูก และเส้นเลือด พริบตาเดียวเย่ อู๋เชวียก็รู้สึกราวกับว่าตนเองได้ย้อนกลับไปตอนเริ่มฝึกฝนครั้งแรกเมื่ออายุห้าขวบ

ปราณโลหิตสีแดงปนทองช่างสมบูรณ์พูนสุขและพุ่งพล่านไม่หยุดหย่อน นี่คือจุดเริ่มต้นความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์

“วิ้ง”

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าความเย็นฉ่ำจากด้านบนหายไป ตามมาด้วยร่างกายที่สั่นสะเทือนครั้งหนึ่ง จากนั้นเบื้องหน้าก็มืดลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เย่ อู๋เชวียก็กลับคืนสู่ร่างเนื้อแล้ว

“โครม”

เขาล้มตัวลงนอนหงายหลังไปบนเตียงไม้ตรงๆ เย่ อู๋เชวียยามนี้เปียกโชกไปทั้งตัวราวกับเพิ่งถูกงมขึ้นมาจากแม่น้ำ ดวงตาที่ดูสุกสกาวมาแต่กำเนิดเต็มไปด้วยรอยยิ้ม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย มีทั้งความยินดีจากการอดทนมาสิบปีจนบรรลุผลสำเร็จ แต่ยังแฝงไว้ด้วยความหมายอื่น ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่

เนิ่นนานผ่านไป

“เฮ้อ”

เสียงถอนหายใจแบบเดิมดังขึ้นอีกครั้งในห้วงความคิดของเย่ อู๋เชวีย เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจนี้ เย่ อู๋เชวียก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา รอยยิ้มเช่นนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมานานถึงสิบปีแล้ว

มันคือรอยยิ้มที่ผ่อนคลายและสบายใจยามที่ได้พบหน้าเพื่อนเก่า

“คง... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

เสียงที่กังวานและเยาว์วัยดังออกมาจากปากเย่ อู๋เชวีย ราวกับเขากำลังพูดกับตัวเองหรือกำลังบอกใครบางคนอยู่

“เงียบงันสิบปี ในที่สุดก็บรรลุโชควาสนา เย่ อู๋เชวีย เจ้าช่าง... ยอดเยี่ยมจริงๆ”

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงที่ให้ความรู้สึกผ่านโลกมาอย่างโชกโชนแต่เมื่อฟังแล้วกลับดูยังเยาว์วัยนักก็ค่อยๆ ดังขึ้นในห้วงความคิดของเย่ อู๋เชวีย ราวกับเจ้าของเสียงผู้นี้เป็นชายหนุ่มที่มีอายุมากกว่าเย่ อู๋เชวียเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

“วิ้ง”

แสงสีทองจางๆ แวบผ่านไปแวบหนึ่ง เย่ อู๋เชวียหลับตาลงอีกครั้ง ห้วงความคิดหรือพื้นที่แห่งจิตวิญญาณของเขาสั่นไหวเบาๆ ความรู้สึกที่แปลกหน้าแต่คุ้นเคยวนเวียนอยู่ในใจของเย่ อู๋เชวีย

“นึกไม่ถึงเลยว่าข้าที่หลับไปสิบปี เจ้าจะสามารถควบแน่นรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้ได้สำเร็จจริงๆ จนทำให้ข้าได้รับแรงกระตุ้นแล้วตื่นขึ้นมา หึๆ ดูเหมือนว่าเมื่อก่อนถึงเจ้าจะยังเด็ก แต่สุดท้ายเจ้าก็เลือกเส้นทางแห่งความเงียบงันสายนี้จริงๆ”

เสียงที่เย่ อู๋เชวียเรียกว่า ‘คง’ ซึ่งสถิตอยู่ในพื้นที่แห่งจิตวิญญาณของเขานั้นดูเหมือนจะเพิ่งตื่นจากการหลับใหล จึงแฝงไว้ด้วยความเกียจคร้านเล็กน้อย เพียงแต่น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชมนั้นไม่ได้ปกปิดไว้เลย

“คง เมื่อกี้ขอบใจนะ เจ้าหลับไปสิบปี เกี่ยวกับตัวเจ้าเอง พอจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้างหรือยัง?”

เย่ อู๋เชวียที่กำลังยิ้มกลับถามคำถามหนึ่งออกมา

ดูเหมือน ‘คง’ จะไม่คิดว่าเย่ อู๋เชวียจะถามเช่นนี้ เขาจึงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะ “ยังเลย ถึงจะยังจำไม่ได้ว่าข้าเป็นใครกันแน่ แต่พลังจิตวิญญาณที่เหลืออยู่ก็ฟื้นคืนมาบ้างแล้ว พอที่จะรักษาความตื่นเอาไว้ได้ หากเมื่อสิบปีก่อนเจ้าไม่ได้ปลดผนึกดวงตะวันใน ‘ผนึกสุริยันจันทราดารา’ จนทำให้ข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งจิตวิญญาณของเจ้าได้ล่ะก็ ป่านนี้ข้าคงสลายหายไปนานแล้วล่ะ”

เย่ อู๋เชวียที่นอนอยู่ยิ้มบางๆ พลันยกมือขวาขึ้นล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา

จดหมายฉบับนี้ดูธรรมดามาก บนซองไม่มีตัวอักษรใดๆ เลย แต่เย่ อู๋เชวียที่ถือจดหมายฉบับนี้ไว้ในมือขวากลับมีสีหน้าที่เศร้าสร้อยและอ้างว้าง

“เฮ้อ เป็นเช่นนี้จริงๆ สินะ ความยึดติดนี้เองที่ค้ำจุนเจ้าให้ยอมเงียบงันถึงสิบปี ยอมสละสถานะอัจฉริยะที่ไร้เทียมทานของเจ้า เพื่อควบแน่นรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้ เพียงเพื่อจะเปิดจดหมายฉบับนี้ ข้าขอถามเจ้าเถอะ เย่ อู๋เชวีย การเลือกเช่นนี้ เจ้าเสียใจไหม?”

เมื่อเห็นจดหมายในมือของเย่ อู๋เชวียและนึกอะไรบางอย่างได้ ‘คง’ ก็อดไม่ได้ที่จะถามต่อ

“เจ้ารู้ไหมว่า หากเจ้าไม่ได้เลือกควบแน่นรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ยามนี้ระดับพลังของเจ้าต้องสูงมากเป็นแน่ แต่เพื่อรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้เจ้านี้ เจ้ากลับต้องหยุดอยู่ที่ขั้นหลอมกายระดับที่ห้ามาตลอด ทั้งหมดนี้มันคุ้มค่าไหม?”

คำถามของ ‘คง’ ดังสะท้อนอยู่ในห้วงความคิดของเย่ อู๋เชวีย เขามองจดหมายในมือแล้วยิ้มบางๆ “คุ้มค่าไหมน่ะหรือ? แน่นอนว่าคุ้มค่า”

“ตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าก็ติดตามอยู่ข้างกายท่านลุงฟู่มาตลอด จนกระทั่งตอนอายุสี่ขวบ ท่านลุงฟู่พานข้ามาที่ตระกูลมู่หรง ทิ้งจดหมายฉบับนี้กับหยกมังกรโลหิตไว้แล้วจากไปเงียบๆ ข้าจำความจำก่อนอายุสี่ขวบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ รู้เพียงว่าข้าชื่อเย่ อู๋เชวีย แต่ไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร? พ่อแม่ของข้าเป็นใคร? บ้านเกิดของข้า... แท้จริงแล้วอยู่ที่ไหนกันแน่?”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเย่ อู๋เชวียกลับดูอบอุ่นและถวิลหาอย่างยิ่ง แต่เขาไม่ได้หยุดพูด เรื่องที่เก็บงำมานานสิบปีนี้ เขาทำได้เพียงและยินดีที่จะเล่าให้ ‘คง’ ฟังเท่านั้น

“ในภาพความจำที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยก่อนอายุสี่ขวบ ข้าจำได้เลือนรางว่าท่านลุงฟู่แม้จะไม่ใช่พ่อของข้า แต่เขาก็ดูแลข้าเหมือนลูกแท้ๆ ข้าดูเหมือนจะติดตามเขาไปยังสถานที่ต่างๆ มากมาย จนสุดท้ายก็มาถึงตระกูลมู่หรง ชาติกำเนิดของข้า ข้าไม่รู้ แต่ข้ากลับมีความหวังหนึ่ง ซึ่งก็คือจดหมายฉบับนี้กับหยกมังกรโลหิตที่ท่านลุงฟู่ทิ้งไว้ให้”

“คง ตอนที่ท่านลุงฟู่จากไป ข้าเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง จึงเดินซัดเซพเนจรไปถึงสถานที่แห่งนั้น แล้วบังเอิญปลดผนึกสุริยันจันทราดาราออกจนได้พบกับเจ้า เจ้าบอกข้าว่า จดหมายฉบับนี้ถูกลงอาคมวิถีศักดิ์สิทธิ์ไว้ ต่อให้ในภายภาคหน้าจะมีระดับพลังสูงเพียงใด หากไม่ล่วงรู้วิถีศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีวันเปิดจดหมายฉบับนี้ได้เลย......”

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ‘คง’ ก็เงียบไปครู่หนึ่ง

เขาจะไม่เข้าใจคำพูดของเย่ อู๋เชวียได้อย่างไร ในสายตาของเด็กหนุ่มผู้นี้ ต่อให้มีระดับพลังที่สูงส่งเพียงใดก็เทียบไม่ได้เลยกับความยึดมั่นในสายใยความผูกพัน เขาไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร มาจากที่ไหน พ่อแม่และบ้านเกิดอยู่ที่ใด เบาะแสเพียงหนึ่งเดียวก็คือจดหมายฉบับนี้และหยกมังกรโลหิต

เย่ อู๋เชวียกับเขานั้นช่างเหมือนกันเหลือเกิน?

‘ข้าคือคนที่ลืมเลือนตัวเอง ส่วนเขา คือคนที่ไม่เคยได้รู้จักตัวเองเลย เราต่างก็กำลังไล่ตามค้นหา เพื่อหวังจะหารากเหง้าของตนเองให้พบ’

ภายในห้องไม้ตกอยู่ในความเงียบงันอยู่พักใหญ่

เนิ่นนานหลังจากนั้น ‘คง’ ก็ทำลายความเงียบนี้ลง

“หึๆ..... เจ้ารู้ไหม? เย่ อู๋เชวีย การที่เจ้าเงียบงันสิบปีเพื่อฝึกวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้จนสำเร็จ จะกลายเป็นโชควาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเจ้า! สักวันหนึ่ง เจ้าจะรู้ว่าการตัดสินใจของเจ้านั้นถูกต้องเพียงใด! ฝึกวิถีศักดิ์สิทธิ์สำเร็จตั้งแต่ขั้นหลอมกาย...... ช่างเป็นวาสนา ช่างเป็นโชควาสนาที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้.......”

เสียงที่เต็มไปด้วยความทึ่งและความยินดีดังสะท้อนอยู่ในห้วงความคิดไม่ยอมหยุด เย่ อู๋เชวียรู้สึกอึ้งไปเล็กน้อย แต่จากนั้นเขาก็พลันนึกถึงเรื่องการท้าประลองกับมู่หรงเทียนขึ้นมาได้ สีหน้าจึงเคร่งขรึมลง

“วิ้ง”

เพียงแค่ใจนึก ปราณโลหิตสีแดงปนทองภายในร่างกายก็พุ่งพล่านสั่นสะเทือนไม่หยุดหย่อน รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเย่ อู๋เชวีย

“ยามนี้วิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้สำเร็จแล้ว ปราณโลหิตของข้าพุ่งออกจากตันเถียนทะลวงพันธนาการหวนคืนสู่ร่างกาย คง ข้าน่าจะกลับมาฝึกฝนต่อได้แล้วใช่ไหม?”

ทันใดนั้น เย่ อู๋เชวียก็เล่าเรื่องการท้าประลองกับมู่หรงเทียนให้ ‘คง’ ฟัง

“ตอนเจ้าอายุห้าขวบ เจ้าก็บรรลุขั้นหลอมกายระดับที่ห้าหรือขั้นหลอมเอ็นแล้ว หลายปีมานี้เจ้าหมั่นเพาะบ่มควบแน่นวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้มาตลอด ซึ่งมันได้ช่วยให้ร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว จนยามนี้เจ้าบรรลุขั้นหลอมเอ็นอย่างสมบูรณ์ไปนานแล้ว ส่วนขั้นหลอมกระดูกและขั้นหลอมไขกระดูกสิ่งที่เจ้าต้องการมีเพียงแค่เวลาเท่านั้น เมื่อมีวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้คอยหนุนนำ มรรคาการฝึกตนของเจ้านับจากนี้จะแตกต่างจากคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง นี่คือเส้นทางแห่งวาสนา ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดปราณโลหิตถึงเปลี่ยนแปลงไป บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับกายาของเจ้าก็ได้ อ้อ เจ้าลองฝึกฝนพลังวิญญาณดูหน่อยสิ?”

เขามองจดหมายในมืออีกครั้ง แววตาเป็นประกายแวบหนึ่ง เย่ อู๋เชวียเก็บจดหมายเข้าอกเสื้ออย่างทะนุถนอม จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิตามคำสั่งของ ‘คง’ เริ่มเดินพลัง ‘พลังเฮ่าเทียน’ ที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ปราณโลหิตสีแดงปนทองภายในร่างกายพลันสั่นสะเทือน!

“วิ้ง”

รากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์พลันกระตุกวูบ จากนั้นแรงดึงดูดอันมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้ก็แผ่ออกมาจากจุดตันเถียน พลังวิญญาณทั้งหมดในร่างกายถูกแรงดึงดูดนี้ชักนำให้พุ่งเข้าสู่รากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์ภายในตันเถียนทันที!

“วิ้ง วิ้ง วิ้ง”

เย่ อู๋เชวียรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าภายในรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์ที่เต้นเป็นจังหวะนั้นดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่รู้จัก แต่ในยามนี้เขาเชื่อมั่นในตัว ‘คง’ จึงเพียงแค่รวบรวมสมาธิแน่วแน่และมีสติจดจ่ออยู่กับภายในเท่านั้น!

“ตูม”

ผ่านไปเค่อเดียว (15 นาที) ทั่วทั้งรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์ก็พลันสว่างจ้าขึ้นมา กลุ่มแสงสีทองทอประกายเจิดจรัส เย่ อู๋เชวียทั้งร่างถูกปกคลุมด้วยแสงสีนี้ และในวินาทีนี้เอง เย่ อู๋เชวียก็สีหน้าเปลี่ยนไป!

“วิ้ง”

สายพลังวิญญาณสีทองจางๆ ที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าพุ่งออกมาจากรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง แล้วกระจายไปทั่วร่างกายในพริบตา ดูไปแล้วก็ไม่ได้ต่างจากเมื่อก่อนเลย

เพียงแต่เย่ อู๋เชวียรู้ดีว่า พลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายยามนี้ไม่ใช่พลังวิญญาณแบบเดิมอีกต่อไป!

มันช่างทรงพลัง ยิ่งใหญ่ โอ่อ่า อีกทั้งยังแฝงไว้ด้วยเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่รุนแรงถึงขีดสุด!

“คง นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”

เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ของพลังวิญญาณสีทองจางๆ นี้ เย่ อู๋เชวียก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา

“เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย! การควบแน่นรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้สำเร็จ ข้อดีอย่างแรกก็คือนับจากนี้ไป พลังที่เจ้าฝึกฝนจะไม่ใช่พลังวิญญาณธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็น ‘ปราณรบวิถีศักดิ์สิทธิ์’ ที่ได้มาจากรากฐานวิถีศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง!”

เสียงของ ‘คง’ ในยามนี้ก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาเช่นกัน เขาพูดต่อทันทีโดยไม่รอให้เย่ อู๋เชวียถาม “ปราณรบวิถีศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินที่มีคุณภาพสูงส่งยิ่งนัก มันมีความหนาแน่นมากกว่าพลังวิญญาณทั่วไปสิบเท่า ควบแน่นมากกว่าสิบเท่า และพลังทำลายล้างก็รุนแรงกว่าสิบเท่าเช่นกัน! หรือก็คือ นับจากนี้เป็นต้นไป เจ้าผู้ซึ่งฝึกฝนปราณรบวิถีศักดิ์สิทธิ์จะมีความสามารถที่จะต่อสู้ข้ามระดับและเอาชนะผู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้!”

‘ต่อสู้ข้ามระดับ? เอาชนะผู้ที่แข็งแกร่งกว่าน่ะหรือ?’

ดวงตาที่สุกสกาวของเย่ อู๋เชวียสว่างขึ้นเรื่อยๆ ตามคำอธิบายของ ‘คง’ เมื่อสัมผัสได้ถึงปราณโลหิตสีแดงปนทองและปราณรบวิถีศักดิ์สิทธิ์ภายในร่างกาย หัวใจของเขาก็ร้อนรุ่มไปด้วยความตื่นเต้น

มุมปากมีรอยยิ้ม ในส่วนลึกของดวงตาที่เรียบเฉยคู่นั้น มีประกายแห่งความคมกล้าที่น่าเกรงขามซ่อนอยู่โดยไม่เผยออกมา!

‘ท่านลุงฟู่ หยกมังกรโลหิตที่ท่านทิ้งไว้ให้ข้า ข้าจะปกป้องมันไว้ให้ดีที่สุด มู่หรงเทียน ข้าจะใช้เจ้าเป็นบันไดก้าวแรกในการกลับมาเจิดจรัสอีกครั้งของข้า เย่ อู๋เชวีย!’

เสียงพึมพำต่ำๆ ราวกับเสียงฟ้าร้อง แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างหาที่สุดไม่ได้

......ท้องฟ้ากว้างไกล ดวงตะวันลอยเด่น

“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว”

ที่หน้าเรือนพักของศิษย์ตระกูลมู่หรง มีร่างเจ็ดแปดร่างกำลังมุ่งหน้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมีชายหญิงคู่หนึ่งเดินนำหน้า

ชายคนนั้นมีรูปร่างกำยำ ที่แก้มซ้ายมีรอยบากที่น่ากลัว ซึ่งก็คือมู่หรงไห่ ส่วนเด็กสาวคนนั้นสวมชุดกระโปรงไหมสีแดงรัดรูปที่ขับเน้นส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวนของนางได้อย่างยอดเยี่ยม เพียงแต่ใบหน้าสวยๆ ของนางยามนี้กลับดูดุร้าย ในดวงตาสวยคู่หนึ่งฉายแววแห่งความโกรธแค้นและความอัปยศ นอกจากมู่หรงปิงหลานแล้วจะเป็นใครไปได้อีก

ส่วนผู้ที่ติดตามคนทั้งสองมาก็คือผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์หลายคนของตระกูลมู่หรง แม้พวกเขาจะกำลังเดินอยู่ แต่สายตาส่วนใหญ่กลับจดจ้องไปที่รูปร่างอันงดงามของมู่หรงปิงหลานด้วยความหลงใหลที่ไม่ได้ปิดบัง

“ปิงหลาน เจ้าก็ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไปได้ แค่สั่งสอนขยะอู๋เชวียนั่น ทำไมต้องให้พวกเรามากันเยอะขนาดนี้ด้วย”

“นั่นสิ ข้าใช้มือเดียวก็สยบมันได้แล้ว”

“ขยะอู๋เชวียนั่นช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง ถึงกับกล้าท้าประลองกับพี่เทียน รนหาที่ตายแท้ๆ”

มู่หรงปิงหลานที่กำลังเดินอยู่เมื่อได้ยินเสียงพูดจากด้านหลัง นางก็ไม่ได้ตอบคำถาม แต่เพียงพูดออกมาสั้นๆ ว่า “ครั้งนี้รบกวนทุกคนแล้ว หลังจากนี้ปิงหลานจะต้องมีของตอบแทนแน่นอนขอรับ”

“ปัดโธ่ ปิงหลาน ดูเจ้าพูดเข้าสิ”

“ในตระกูลมู่หรงนี้ ใครกล้าทำให้เจ้าขุ่นเคืองก็เหมือนทำให้พวกเราขุ่นเคืองนั่นแหละ”

“พวกเจ้าอย่าแย่งกันสิ เรื่องสั่งสอนเย่ อู๋เชวีย ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”

มู่หรงไห่หรี่ตาลงเล็กน้อย ปรายตามองมู่หรงปิงหลานที่อยู่ข้างกาย ภายในใจซ่อนแววแห่งความเร่าร้อนไว้ เขาหัวเราะออกมาเบาๆ แน่นอนว่าเขาเดาเจตนาและเหตุผลในการมาครั้งนี้ของมู่หรงปิงหลานออก ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่เขามาด้วยเช่นกัน

การสั่งสอนเย่ อู๋เชวีย เพื่อให้มู่หรงปิงหลานรู้สึกดีต่อเขาบ้าง สำหรับมู่หรงไห่แล้ว มันง่ายเกินไป

“ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ”

ร่างทั้งหมดหยุดลงที่หน้าห้องไม้ขนาดพอเหมาะห้องหนึ่ง มู่หรงปิงหลานมองไปยังอาคารหลังเล็กด้วยสายตาที่ดุดันยิ่งนัก มู่หรงไห่ที่อยู่ข้างกายหัวเราะลั่นแล้วก้าวไปข้างหน้าก้าวใหญ่ ศิษย์ตระกูลมู่หรงที่ยืนอยู่ด้านหลังมู่หรงปิงหลานเห็นดังนั้นจึงหยุดเท้าลงด้วยความเสียดาย

“เจ้าขยะ ออกมาได้แล้ว ข้ามู่หรงไห่รู้สึกเบื่อเลยอยากจะมาเล่นกับเจ้าสักหน่อย คราวนี้ข้าจะต่อให้เจ้าโดยไม่ใช้มือทั้งสองข้างเลยละกัน”

เสียงที่โอหังอย่างยิ่งดังออกมาจากปาก รอยบากที่แก้มซ้ายขยับเขยื้อนเล็กน้อย มู่หรงไห่ยืนกอดอก แต่ภายในใจกลับแอบระแวดระวังอยู่บ้าง แม้เย่ อู๋เชวียจะกลายเป็นขยะไปแล้ว แต่เท่าที่เขารู้มา ตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้ นอกจากในการประลองอย่างเป็นทางการแล้ว ศิษย์ตระกูลมู่หรงที่คิดจะมารังแกคนผู้นี้มีไม่น้อยเลย แต่กลับไม่มีใครทำสำเร็จเลยสักคนเดียว

“เอี๊ยด”

ประตูห้องไม้เปิดออก ร่างที่ดูโปร่งสบายร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ ซึ่งก็คือเย่ อู๋เชวีย มู่หรงไห่เพ่งมองอย่างละเอียด พลันรู้สึกว่าในยามนี้เย่ อู๋เชวียดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนเล็กน้อย

“ข้าก็นึกว่าหมาตัวไหนมันมาบ้าเห่าอยู่หน้าบ้านข้าแต่เช้า ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง หึๆ ในเมื่อหมาบ้ามันกำเริบ ข้าก็จะฝืนใจจัดการให้สักหน่อยละกัน”

คนยังไม่ทันก้าวพ้นประตู คำพูดที่โอหังกว่ามู่หรงไห่ถึงสามส่วนก็แผ่กระจายไปทั่วบริเวณทันที

เมื่อเห็นเย่ อู๋เชวียออกมา มู่หรงปิงหลานก็จ้องมองเย่ อู๋เชวียเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ฝ่ายหลังกลับเมินเฉยราวกับมองไม่เห็น

เมื่อได้ยินคำพูดของเย่ อู๋เชวีย สีหน้าของมู่หรงไห่ก็ปรากฏแววแห่งความโกรธแค้นแวบหนึ่ง แต่ก็ถูกกดข่มไว้ได้ทันท่วงที เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ขยะอู๋เชวีย หวังว่าความสามารถของเจ้าจะมีสักครึ่งหนึ่งของคำพูดที่เจ้าพ่นออกมานะ ไม่อย่างนั้นต่อให้ข้าต่อให้เจ้าโดยไม่ใช้มือทั้งสองข้าง เจ้าก็ยังเป็นแค่ขยะอยู่ดีนั่นแหละ”

เย่ อู๋เชวียเดินมาหยุดนิ่งที่ระยะสิบวาจากมู่หรงไห่ ดวงตาที่สุกสกาวของเขาสว่างจ้าอย่างยิ่ง เขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาแล้วกำเป็นหมัดแน่น จากนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างสบายอารมณ์ เพียงแต่ในเสียงหัวเราะนี้กลับแฝงไว้ด้วยความองอาจที่ปกปิดไม่อยู่!

“มู่หรงไห่ เจ้าเชื่อไหม ข้าใช้แค่สามหมัดก็บดขยี้เจ้าได้แล้ว!”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 3 - วิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้! สามหมัดบดขยี้มู่หรงไห่!

คัดลอกลิงก์แล้ว