- หน้าแรก
- เมื่อผมขอศิษย์พี่หญิงบำเพ็ญคู่สองชั่วโมง ด้วยหินวิญญาณเพียงห้าสิบก้อน
- บทที่ 1 ศิษย์พี่ รีบดูคู่บำเพ็ญของท่านเร็วเข้า
บทที่ 1 ศิษย์พี่ รีบดูคู่บำเพ็ญของท่านเร็วเข้า
บทที่ 1 ศิษย์พี่ รีบดูคู่บำเพ็ญของท่านเร็วเข้า
บทที่ 1 ศิษย์พี่ รีบดูคู่บำเพ็ญของท่านเร็วเข้า
(เนื่องจากตัวเอกไม่มีจิตใจมุ่งมั่นในวิถีแห่งเต๋าขนาดนั้น ทางผู้แต่งจึงไม่ได้จัดหาคู่บำเพ็ญให้ เพื่อไม่ให้จิตใจแห่งเต๋าของเขาแตกสลาย หากไม่ชอบสไตล์นี้ สามารถเลื่อนผ่านได้เลย)
......
สำนักหยินหยางคือหนึ่งในขุมกำลังผู้ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ภายในสำนักมีนางฟ้าผู้เลอโฉมมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งเรื่องนี้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจและเสียงสาปแช่งให้กับเหล่าผู้ฝึกตนคนอื่นอย่างมาก
ทำไมการที่มีนางฟ้าผู้เลอโฉมจำนวนมากถึงถูกด่า?
ทุกอย่างเป็นเพราะแนวคิดการฝึกตนของสำนักหยินหยางคือ: หยินหยางประสาน สนับสนุนซึ่งกันและกัน ฝึกฝนร่วมกัน และทะลวงขั้นไปพร้อมกัน
พวกเขาเชื่อว่าหยินโดดเดี่ยวไม่อาจเติบโต หยางลำพังไม่อาจเกิด จึงสนับสนุนให้ศิษย์ในสำนักหาคู่บำเพ็ญเพื่อฝึกฝนร่วมกัน
การฝึกฝนร่วมกับคู่บำเพ็ญเดิมทีก็เป็นหนึ่งในวิถีแห่งเต๋านับหมื่นสาย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่ทว่า!
น้อยหน้านักที่จะได้ยินว่านางฟ้าคนไหนในสำนักหยินหยางจะมีคู่บำเพ็ญเพียงคนเดียวตลอดชีวิต
นี่ก็เป็นหนึ่งในวิถีการฝึกตนเช่นกัน คือการตามหาตัวตนที่แท้จริงและทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ เมื่อคู่บำเพ็ญไม่สามารถทะลวงขั้นไปพร้อมกับตนเองได้ หรือเมื่อเจอผู้ฝึกตนที่ถูกใจมากกว่า ก็ถึงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องแยกย้ายและต่างคนต่างไปหาคู่บำเพ็ญใหม่
มีคำกล่าวว่าในสำนักหยินหยาง เหล่านางฟ้าเปลี่ยนคู่บำเพ็ญบ่อยยิ่งกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียอีก
ลองคิดดูสิ นางฟ้าที่ปกติจะดูเย็นชาและสูงส่ง กลับใช้ชีวิตในสำนักหยินหยางอย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน จะไม่ให้ผู้คนเจ็บช้ำน้ำใจได้อย่างไร!
ที่สำคัญที่สุดคือ วิถีหยินหยางของสำนักหยินหยางสามารถสร้างผู้ที่โบยบินสู่ความเป็นเซียนได้จริง ทำให้เหล่านางฟ้าที่อายุขัยใกล้จะหมดลง ต่างพากันเลือกเข้าสำนักหยินหยางเพื่อเสี่ยงดวงครั้งสุดท้าย
ไม่อย่างนั้นคุณคิดว่าสำนักหยินหยางจะมีนางฟ้าผู้เลอโฉมมากมายมาจากไหน?
เรื่องนี้ยิ่งชวนให้เจ็บใจมากขึ้นไปอีก ลองจินตนาการดูสิ เหล่านางฟ้าผู้เลอโฉมที่ในสายตาชาวโลกนั้นสูงส่งและแตะต้องไม่ได้ พอมาถึงสำนักหยินหยางแล้ว... ภาพเหล่านั้น!
ช่างเถอะ ไม่กล้าคิด ไม่กล้าคิดเลยจริงๆ!
เมื่อไม่นานมานี้ หลินชิงเหยา นางฟ้าผู้ได้ชื่อว่าเป็นสาวงามอันดับหนึ่งในขั้นก่อกำเนิดแห่งเมืองชิงโจว ก็ได้เข้าร่วมสำนักหยินหยางเช่นกัน
ในชั่วพริบตา เสียงคร่ำครวญดังระงมไปทั่ว ผู้ฝึกตนไม่รู้กี่รายที่จิตใจแห่งเต๋าต้องแตกสลาย นั่นคือตัวตนระดับขั้นก่อกำเนิดเชียวนะ เป็นตัวตนที่สามารถทำลายเมืองให้สิ้นซากได้เพียงแค่ความคิดเดียว แต่ตอนนี้เธอกลับอยู่ในสำนักหยินหยาง... ช่างเถอะ ภาพนั้นมันบาดใจเกินไป ไม่กล้าคิดเลยจริงๆ
"โกหก ทั้งหมดมันคือเรื่องโกหกทั้งนั้น!" ภายในสำนักหยินหยาง หลี่ชวนบ่นด้วยความโกรธแค้น
เขาคือคนที่หลงเชื่อข่าวลือ ยอมมอบสมบัติเวทและโอสถทั้งหมดให้สำนักหยินหยางเพื่อเข้ามาเสี่ยงดวงครั้งสุดท้าย แต่ผ่านมาเกือบปีแล้ว เขาพยายามหาคู่บำเพ็ญแต่กลับไม่ได้เลยสักคน
เขาลองไปหาทั้งศิษย์พี่หญิงและศิษย์น้องหญิงหลายคน แต่คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นช่างบาดใจเหลือเกิน
"ศิษย์น้อง ไม่ใช่ว่าศิษย์พี่จะว่าเจ้าหรอกนะ แต่คนเราต้องรู้จักประมาณตน เจ้าเป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณระดับสาม กล้าดียังไงมาขอข้าที่เป็นขั้นรวบรวมลมปราณระดับสี่ฝึกฝนร่วมกัน?"
"ศิษย์พี่ แม้ข้าจะมีขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่ง แต่ข้าอายุแค่ 22 เองนะ ส่วนท่านอายุตั้ง 49 แล้วแต่ยังอยู่แค่ระดับสาม! แถมดูรูปร่างหน้าตาของท่านสิ ผอมแห้งผิวหนังเหี่ยวหย่น ถ้าท่านไม่บอกว่าอายุ 49 ข้าคงนึกว่า 79 ไปแล้ว!"
"ศิษย์พี่ ท่านอย่ามาปรากฏตัวต่อหน้าข้าเลย ทุกครั้งที่เห็นหน้าท่าน จิตใจแห่งเต๋าของข้ามันจะสั่นคลอน ถ้าท่านกอดข้าเพื่อฝึกฝนร่วมกัน ข้าจะไปฝึกต่อได้อย่างไร"
หลี่ชวนเคยคิดที่จะลดตัวลงไปหาศิษย์น้องหญิงที่ยังไม่เข้าสู่ขั้นรวบรวมลมปราณด้วยซ้ำ
"ศิษย์พี่ ไม่ใช่ว่าศิษย์น้องไม่อยากนะ แต่ศิษย์พี่ที่ดูแลบอกมาว่า ร่างกายของท่านทรุดโทรมอย่างหนักและเหลืออายุขัยอีกไม่มากแล้ว หากศิษย์น้องมอบครั้งแรกให้กับท่าน มันก็เป็นเพียงการเสียเปล่าเท่านั้น ศิษย์พี่ดูแลยังบอกอีกว่า ถ้าท่านมาวุ่นวายกับพวกเราอีก จะจับท่านไปขัง ศิษย์พี่รีบไปเถอะ..."
แม้ว่าเหล่านางฟ้าจะเปลี่ยนคู่บำเพ็ญบ่อยกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่มันก็ไม่มีโอกาสมาถึงเขาเลยแม้แต่น้อย ช่างบาดใจจริงๆ
ก็แค่เขาใช้เคล็ดวิชาลับออกไปเสี่ยงชีวิตบ่อยครั้ง จนทำให้ร่างกายย่ำแย่และอายุขัยสั้นลง หน้าตาก็เลยดูแก่กว่าวัยไปหน่อย ถึงกับต้องรังเกียจกันขนาดนี้เลยหรือ?
ความจริงแล้ว!!
ปกติทุกคนก็ไม่ค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้ากันอยู่แล้ว เสื้อผ้าอาภรณ์วิเศษชุดหนึ่งใส่กันหลายปีก็เป็นเรื่องปกติ ใส่กันเป็นพันปีก็ยังมี ดังนั้นข่าวลือภายนอกที่ว่าเหล่านางฟ้าสำนักหยินหยางเปลี่ยนคู่บำเพ็ญบ่อยกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่กลับไม่พูดเลยว่าพวกนางไม่ค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน...
"เฮ้อ เสียชื่อผู้ทะลุมิติหมดเลย!" หลี่ชวนถอนหายใจยาว
คนอื่นที่ทะลุมิติมาต่างก็เก่งกาจเหนือใคร แต่เขากลับกลายเป็นคนแก่อายุ 49 ที่สภาพเหมือนตาแก่คนหนึ่ง ถึงขนาดมีศิษย์น้องที่เพิ่งเข้าสำนักมาเรียกเขาว่าคุณตา จนเขาเกือบจะร้องไห้ออกมาตรงนั้น
สมัยนี้ ชีวิตของผู้ทะลุมิติก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ
หลี่ชวนพิงเสาตรงระเบียงทางเดินพลางถอนหายใจ แล้วเขาก็เห็นคู่รักที่ดูราวกับกิ่งทองใบหยกเดินผ่านมา ชายหนุ่มหน้าตาดีโดดเด่น ซึ่งตอนนี้เขามองเห็นคนแบบนี้แล้วรู้สึกรำคาญ จึงเหลือบมองเพียงแค่แวบเดียว
ส่วนหญิงสาวคนนั้น กลับเป็นถึงหนึ่งในสิบสาวงามอันดับต้นๆ ของขั้นรวบรวมลมปราณ ฉู่เมิ่งโยว ผู้มีระดับการฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณระดับสิบ
ใบหน้าของเธองดงามราวกับภาพวาด ดวงตาสดใสเป็นประกาย ผิวขาวเนียนดุจหยกไร้ตำหนิ รูปร่างเพรียวบาง เอวบางราวกับกิ่งหลิวต้องลม เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีขาว เนื้อผ้าบางเบาราวกับขนนก ประหนึ่งถักทอมาจากปุยเมฆบนท้องฟ้า กลิ่นอายรอบกายดูสูงส่งราวกับเซียน สะอาดสะอ้านจนไม่เหมือนมนุษย์เดินดิน
หลี่ชวนเคยเห็นฉู่เมิ่งโยวจากที่ไกลๆ มาก่อน ในตอนนั้นเขาก็รู้สึกทึ่งในความงามของเธออย่างมาก คืนนั้น เขาคุยเรื่องของฉู่เมิ่งโยวกับสหายอีกห้าคนอยู่นานมาก ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะได้เห็นเธอในระยะใกล้ขนาดนี้
เมื่อเห็นฉู่เมิ่งโยวเดินเกี่ยวก้อยกับชายหนุ่มด้วยท่าทางสนิทสนม หลี่ชวนก็เดาได้ทันทีว่าชายคนนั้นคือใคร เขาคือจ้าวปิ่งเชียน คู่บำเพ็ญของฉู่เมิ่งโยว ซึ่งเป็นบุคคลเด่นในหมู่ศิษย์ฝ่ายนอก และอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณระดับสิบเช่นเดียวกัน
ทั้งคู่เดินจูงมือกันไป ทำให้หลี่ชวนนึกถึงคู่รักในรั้วมหาวิทยาลัยจากชาติที่แล้ว พวกเขารักกันอย่างลึกซึ้งและมีความรู้สึกที่บริสุทธิ์ ช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน
ริมฝีปากนุ่มของฉู่เมิ่งโยวขยับเพียงเล็กน้อย เสียงอันไพเราะก็น่าฟังนั้นก็มุดเข้าสู่หูของหลี่ชวนทันที "โอสถสร้างรากฐานช่างแพงเหลือเกิน ต้องใช้ถึง 5,000 หินวิญญาณ! ข้ายังขาดอีกตั้ง 2,000 กว่าก้อน ไม่รู้ว่าต้องสะสมไปถึงปีไหนชาติไหน!"
เรียวคิ้วงามของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ท่าทางนั้นชวนให้ผู้คนรู้สึกสงสารจับใจ
จากนั้นก็ได้ยินจ้าวปิ่งเชียนกล่าวว่า "ศิษย์น้องเมิ่งโยวเจ้าไม่ต้องกังวลไป ที่ข้ายังมีอีก 1,000 หินวิญญาณ เดี๋ยวข้าเอาของไปจำนำเพิ่มอีกหน่อย หามาให้เจ้าครบ 5,000 ก้อนได้ไม่มีปัญหาแน่นอน"
ฉู่เมิ่งโยวส่ายหน้าแล้วยิ้ม "ศิษย์พี่ก็น่าจะรู้ กฎของสำนักระบุไว้ว่า การรับบุญคุณจากผู้อื่นจะทำให้เกิดพันธะในใจ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อจิตใจแห่งเต๋า เป็นเรื่องที่สั่งห้ามอย่างเด็ดขาด"
"หากถูกจับได้ อย่างเบาก็ถูกตัดสวัสดิการต่างๆ อย่างหนักก็ถูกขับออกจากสำนัก ศิษย์พี่กำลังจะทำร้ายข้าหรือ?"
จ้าวปิ่งเชียนรีบอธิบาย "ศิษย์น้องพูดอะไรอย่างนั้น ศิษย์พี่จะทำร้ายเจ้าได้อย่างไร เอาอย่างนี้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ศิษย์พี่ให้เจ้าขอยืมก็ได้"
สายลมพัดผ่านเบาๆ ทำให้เส้นผมยาวสลวยของฉู่เมิ่งโยวปลิวไสว ยิ่งส่งเสริมให้เธอดูสูงส่งราวกับเซียน เธอม้มริมฝีปากแล้วกล่าวเบาๆ "ยืม... นั่นก็ถือเป็นบุญคุณอย่างหนึ่งนะ"
มุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยนั้นทำให้ใจสั่นไหว หัวใจของหลี่ชวนเต้นรัวอย่างแรงให้เข้ากับบรรยากาศ
"เหอะ ไร้มารยาท" ทั้งสองเพิ่งเดินมาถึงตรงหน้าหลี่ชวน เมื่อจ้าวปิ่งเชียนเห็นหลี่ชวนจ้องมองฉู่เมิ่งโยวตาไม่กะพริบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
จากนั้นเขาก็ตำหนิหลี่ชวนว่า "เห็นศิษย์พี่ศิษย์น้องไม่ทำความเคารพไม่พอ ยังมองศิษย์พี่หญิงด้วยสายตาหยาบโลน คนอย่างเจ้าเข้ามาอยู่ในสำนักหยินหยางของเราได้อย่างไร?"
ภายในสำนักหยินหยาง ไม่นับลำดับอาวุโสตามก่อนหลังที่เข้าสำนัก แต่ดูที่ความสามารถเป็นหลัก
ดังนั้นแม้หลี่ชวนจะมีสภาพแก่ชราและดูอายุไม่น้อย แต่จ้าวปิ่งเชียนก็ยังแทนตัวเองว่าศิษย์พี่อย่างเต็มภาคภูมิ
อีกทั้งสำนักหยินหยางยังเน้นเรื่องจิตใจที่บริสุทธิ์ ไร้ความหยาบโลน
ต่อให้คู่บำเพ็ญของเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโสมายืนเปลือยกายอยู่ตรงหน้า สายตาที่มองไปก็ควรจะมีเพียงความชื่นชมและสรรเสริญ ไม่ใช่การหลบเลี่ยงหรือคิดลึกไปไกลกว่านั้น
ดังนั้นการที่จ้าวปิ่งเชียนบอกว่าหลี่ชวนมีสายตาหยาบโลน จึงถือเป็นการดูถูกอย่างรุนแรงในสำนักหยินหยาง
ขณะที่จ้าวปิ่งเชียนตั้งท่าจะลงมือสั่งสอนหลี่ชวน ฉู่เมิ่งโยวก็เอ่ยขึ้นว่า "ศิษย์พี่จะไปถือสาอะไรกับศิษย์น้องคนนี้ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเขาเพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นาน การฝึกฝนจิตใจย่อมยังไม่เพียงพอ อยู่ในสำนักไปอีกหลายๆ ปีเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง"
"ตรงกันข้ามกับศิษย์พี่ ท่านเองก็อยู่ในสำนักมาหลายปีแล้ว ทำไมยังโกรธเคืองกับเรื่องแค่นี้อีก การฝึกฝนจิตใจของท่านเองก็ยังต้องฝึกเพิ่มนะ"
จากทัศนคติของฉู่เมิ่งโยวเพียงอย่างเดียว ก็เห็นได้ชัดว่าการฝึกฝนจิตใจของทั้งคู่มีช่องว่างที่ต่างกันจริงๆ
น้ำเสียงของฉู่เมิ่งโยวนั้นอ่อนโยน มีทั้งความรับผิดชอบและสง่างามในฐานะศิษย์พี่หญิง จ้าวปิ่งเชียนจึงรู้สึกละอายใจทันที "ศิษย์น้องสั่งสอนได้ถูกต้องแล้ว"
หลี่ชวนมองฉู่เมิ่งโยวด้วยความซาบซึ้งใจ หากจ้าวปิ่งเชียนลงมือจริงๆ เขาคงต้องฝืนสู้ตายอีกครั้ง
ไม่ใช่ว่าชีวิตนี้สู้ไม่ได้ แต่การต้องมาสู้ตายเพียงเพราะแค่มองคู่บำเพ็ญของคนอื่นแวบเดียวนั้น มันดูไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ฉู่เมิ่งโยวพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม แล้วเดินจากไปพร้อมกับจ้าวปิ่งเชียน
หัวใจของหลี่ชวนเต้นรัวอย่างไม่รักดีอีกครั้ง ช่างงดงามเหลือเกิน
เมื่อเห็นทั้งคู่เดินไกลออกไป หลี่ชวนอดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมา "ได้ยินว่าก่อนเข้าสำนัก ฉู่เมิ่งโยวเป็นถึงองค์หญิงของอาณาจักรผู้ฝึกตนขนาดเล็ก ได้รับความรักจากพระบิดาอย่างมาก ฐานะสูงส่งเหนือใคร กิริยาท่าทางและจิตใจช่างแตกต่างจากคนอื่นจริงๆ"
"คนอื่น" ที่เขาพูดถึง ก็ย่อมเป็นพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องหญิงที่ปฏิเสธเขามาโดยตลอดนั่นแหละ แต่ละคนเอาแต่พูดจาถากถางให้เจ็บใจจนน่าโมโห
หลังจากทั้งสองเดินลับตาไป หลี่ชวนก็พิงเสาแล้วเหม่อลอยต่อ
เขาไม่ได้ฝึกฝนมานานแล้ว อย่างไรเสียก็เป็นคนที่ใกล้ตาย จะฝึกไปเพื่ออะไร
สู้มานั่งมองสาวงามยังดีกว่า ได้ยินว่าการมองสาวงามจะทำให้อายุยืน ไม่แน่ว่าถ้ามองบ่อยๆ อาจจะอยู่ต่อได้อีกสักสองวัน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เสียงอันไพเราะสายหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหูหลี่ชวน "ศิษย์น้องกำลังคิดอะไรอยู่หรือ ถึงได้ดูเหม่อลอยขนาดนี้?"
หลี่ชวนสะดุ้งสุดตัว
พอได้สติมองดู ก็พบว่าเป็นฉู่เมิ่งโยวที่ย้อนกลับมา
"ศิษย์พี่... ศิษย์พี่ฉู่!"
ใบหน้าอันงดงามที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมทำให้ใจเขาแทบกระดอนออกมา
"ศิษย์น้องเห็นข้าแล้วดูลนลานขนาดนี้ หรือว่ากำลังคิดเรื่องของข้าอยู่ล่ะ?" รอยยิ้มของฉู่เมิ่งโยวสำยังคงเปี่ยมเสน่ห์ ราวกับเป็นดวงจันทร์ในใจของทุกคนที่ชวนให้ถวิลหาและยากจะลืมเลือน
"เปล่า เปล่า" หลี่ชวนรีบโบกมือพัลวัน
"ศิษย์น้องยิ่งแสดงออกเช่นนี้ ก็ยิ่งยืนยันว่ากำลังคิดเรื่องของศิษย์พี่อยู่จริงๆ ไหน ลองบอกมาซิว่าเจ้าคิดอะไรอยู่บ้าง?"
เมื่อเห็นความจริงจังในดวงตาอันใสซื่อของฉู่เมิ่งโยว หลี่ชวนถึงกับเหงื่อตก
ความไร้เดียงสานี่แหละที่รับมือยากที่สุด
เขาไม่กล้าบอกหรอกว่าเมื่อกี้ในหัวกำลังคิดเรื่องของเธออยู่
"ความจริงศิษย์น้องไม่ต้องกังวลหรอก ด้วยสภาพจิตใจของศิษย์น้อง เรื่องที่คิดก็คงไม่พ้นเรื่องพรรค์นั้นระหว่างชายหญิง เรื่องนี้มีหรือที่ศิษย์พี่จะเดาไม่ออก?"
หลี่ชวนไม่กล้าต่อความยาวสาวความยืด เขาไม่รู้ว่าการที่ฉู่เมิ่งโยวพูดจาเปิดเผยเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร
ว่ากันว่าใจของคนในราชวงศ์นั้นยากแท้หยั่งถึง ฉู่เมิ่งโยวเคยเป็นถึงองค์หญิง ตอนนี้หลี่ชวนได้สัมผัสถึงความรู้สึกที่ทำให้ใจคอไม่ดีนั้นแล้ว
ทว่าสิ่งที่หลี่ชวนคาดไม่ถึงอย่างที่สุดคือ คำพูดต่อมาของฉู่เมิ่งโยวนั้นสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นประดุจฟ้าผ่า
"ศิษย์น้องอยากจะสร้างวาสนาเซียนกับศิษย์พี่ใช่ไหม? ความจริงแล้วมันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้นะ" ฉู่เมิ่งโยวแย้มยิ้มหยาดเยิ้ม ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป
ส่วนหลี่ชวนนั้นทำหน้าเหลือเชื่อ คำพูดติดอ่างด้วยความตื่นเต้น "ศิษย์... ศิษย์พี่ พูดจริงหรือ??"
คนที่ไม่ได้ฝึกตนอาจไม่รู้ว่าการสร้างวาสนาเซียนคืออะไร
สรุปง่ายๆ คือ ความสัมพันธ์ระยะยาวเรียกว่าคู่บำเพ็ญ ส่วนความสัมพันธ์ระยะสั้นเรียกว่าการสร้างวาสนาเซียน