- หน้าแรก
- เปิดสูตรโกงโลกเกม เมื่อผมได้ครอบครองต้นไม้แห่งชีวิต
- บทที่ 10: อย่างน้อยก็ต้องมีเนื้อเรื่องเปิดตัวให้ผู้เล่นบ้างสิ ใช่ไหมล่ะ?
บทที่ 10: อย่างน้อยก็ต้องมีเนื้อเรื่องเปิดตัวให้ผู้เล่นบ้างสิ ใช่ไหมล่ะ?
บทที่ 10: อย่างน้อยก็ต้องมีเนื้อเรื่องเปิดตัวให้ผู้เล่นบ้างสิ ใช่ไหมล่ะ?
จำนวนผู้เล่นที่มานั้นน้อยกว่าที่ฮอร์นประเมินไว้เสียอีก
ฮอร์นลองคิดทบทวนดู ผู้เล่นส่วนใหญ่น่าจะแห่ไปหาคาเรนกันหมด อาชีพพาลาดินนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าดรูอิดเลย แถมยังมีลู่ทางในการพัฒนาที่ดีกว่า และทำเลที่ตั้งก็ถือว่ายอดเยี่ยมสุดๆ
เมืองของคาเรนตั้งอยู่ใกล้กับเขตแดนริมชายฝั่งของสองมณฑล ซึ่งแทบจะไม่นับว่าเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างลอร์ดแวมไพร์ทั้งสองฝ่ายเลยด้วยซ้ำ
เนื่องจากราตรีสีชาดไม่สามารถแผ่ปกคลุมไปถึงบริเวณนั้นได้ เนโล ลิแมน ลอร์ดแห่งดินแดนลิแมนจึงคร้านที่จะไปใส่ใจดูแลพื้นที่ตรงนั้นมาโดยตลอด
ในเมื่อคาเรนเป็นหนึ่งในผู้ข้ามแดนรุ่นแรกๆ ที่มาถึงก่อนฮอร์นถึงสองปี เขาก็น่าจะได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเริ่มต้นมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วเช่นกัน
จากที่คาเรนเคยเล่าให้ฟัง โครงสร้างพื้นฐานของเมืองไลออนฮาร์ทนั้นได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างดี และลอร์ดในพื้นที่ก็ยังถูกเขา 'ขัดเกลาจิตใจ' จนรู้แจ้งเห็นจริงอีกด้วย ถ้าฮอร์นเป็นผู้เล่น เขาก็คงเลือกเล่นพาลาดินเหมือนกันนั่นแหละ
เรื่องนี้ทำให้ฮอร์นยังคงคลางแคลงใจในคำบอกเล่าของคาเรนอยู่บ้าง ลอร์ดแวมไพร์สามารถถูก 'ขัดเกลาจิตใจ' ได้จริงๆ น่ะเหรอ? นี่นายหล่อลากไส้ขนาดไหนกันเนี่ย?
ตกลงว่านี่มันพาลาดินหรือซักคิวบัสแสงศักดิ์สิทธิ์กันแน่?
ช่างเถอะ อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเลย เอาตัวให้รอดก็พอแล้ว
จำนวนผู้เล่นทางฝั่งเขาน่าจะเยอะกว่าหมู่บ้านมิโนทอร์ของคาลมันอยู่นิดหน่อย คงจะรั้งอันดับสองของอาชีพที่มีคนเล่นเยอะที่สุดล่ะมั้ง
"มีคนมาสองร้อยกว่าคนก็ถือว่ายังอยู่ในความคาดหมาย ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติเถอะ เฟรเซอร์ ปู่จำที่ฉันบอกได้หมดแล้วใช่ไหม?"
"ไอ้หนู เอ็งถามข้าเป็นร้อยรอบแล้วนะเว้ย ข้าเพิ่งจะอายุสามร้อยปีเอง ยังไม่หลงๆ ลืมๆ หรอกน่า จำได้สิ ก็แค่ยืนอยู่ข้างๆ ห้ามพูด ห้ามเปลี่ยนสีหน้า ทำตัวเป็นฉากหลังแค่นั้นใช่ไหมล่ะ?"
"จำได้ก็ดีแล้ว คราวนี้ตาพวกเราต้องออกโรงบ้างล่ะ"
ฮอร์นก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วกระแอมไอเบาๆ
อันที่จริง ผู้เล่นหลายคนก็สังเกตเห็นเอ็นพีซีสองคนบนเวทีมาสักพักแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาไม่ได้วิ่งเพ่นพ่านไปทั่ว
ทุกคนกำลังรอให้เอ็นพีซีเริ่มพูดหลังจากที่ผู้เล่นมารวมตัวกันครบแล้ว
สำหรับ 'เกม' แบบนี้ที่ไม่มีการแสดงค่าความชำนาญและตีมอนสเตอร์ก็ไม่ได้เลเวล พวกเขาก็ต้องหาวิธีเล่นที่ถูกต้องให้เจอ
ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็คงไม่ต่างอะไรกับแมลงวันที่บินชนนั่นชนนี่ไปทั่วแบบไร้ทิศทาง
"ทุกคน โปรดอยู่ในความสงบ!"
เมื่อได้ยินเสียงประกาศจากบนเวที ฝูงชนก็เงียบกริบลงในทันตา
ฮอร์นตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ:
"ข้าขอแจ้งข่าวร้ายให้ทุกท่านทราบด้วยความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง พวกท่านคือดรูอิดกลุ่มสุดท้ายที่เราสามารถตามหาจนพบ เราเสียใจจริงๆ ที่ไม่อาจช่วยเหลือสหายของพวกท่านไว้ได้"
พูดจบ เขาก็ค้อมตัวลงครึ่งหนึ่งพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นคลอเบ้า
เฟรเซอร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังเยื้องไปครึ่งก้าว ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการกลั้นรอยยิ้มที่แทบจะผุดขึ้นมาบนใบหน้า ในสายตาของคนนอก สีหน้าของเขาดูโศกเศร้า... และบิดเบี้ยวเสียยิ่งกว่าฮอร์น ราวกับกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัส
ทุกคนเห็นเอ็นพีซีที่ชื่อ "ฮอร์น ผู้ใหญ่บ้านหุบเขามรกต" เป็นคนพูด ตามมาด้วย "เฟรเซอร์ ผู้อาวุโสดรูอิด"
"มาแล้วๆ เนื้อเรื่องมาแล้ว!"
"ดูเหมือนประวัติภูมิหลังของพวกเราจะเป็นดรูอิดผู้รอดชีวิตสินะ?"
"ชู่ว เบาๆ หน่อย เอ็นพีซีพวกนี้ดูฉลาดเอาเรื่อง อย่าทำเสียเรื่องล่ะ"
ฮอร์นแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินและพูดต่อไป:
"โชคยังดี หลังจากฝ่าฟันความยากลำบากมานับไม่ถ้วน ในที่สุดเราก็ค้นพบดินแดนที่เหมาะสมสำหรับการฟื้นฟูเผ่าพันธุ์ดรูอิดอีกครั้ง ข้าได้ขนานนามที่แห่งนี้ว่า หุบเขามรกต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความหวังที่กำลังเบ่งบาน"
"แต่ในตอนนี้ ทุกท่าน เรากำลังเผชิญกับความยากลำบาก และต้องการความช่วยเหลือจากพวกท่าน"
"มาแล้วๆ เอ็นพีซีกำลังจะแจกเควสต์แล้ว"
"เราขาดแคลนที่พักอาศัย ขาดแคลนอาหาร ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเคยมี ต้องถูกสร้างขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ต้น"
"ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ เราจำต้องตัดสินใจในสิ่งที่ค่อนข้างจะลำบากใจยิ่งนัก"
ผู้เล่น: "ฉันสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเลยแฮะ" "ฉันก็เหมือนกัน" "ฉัน..."
"ตามธรรมเนียมดั้งเดิม ที่ดิน ทรัพยากรแร่ธาตุ และสิ่งอื่นๆ จะยังคงเป็นสมบัติส่วนรวม ทว่าสิ่งต่างๆ เช่น ที่พักอาศัย อาหาร และการศึกษา ซึ่งแต่เดิมเคยให้บริการฟรี บัดนี้จะต้องมีค่าใช้จ่ายบางส่วน พวกเราต้องขออภัยทุกท่านจากใจจริง"
เมื่อพูดจบ ฮอร์นก็โค้งคำนับผู้เล่นอย่างลึกซึ้ง ยังไงซะนี่ก็คือจิตวิญญาณของนักแสดงมืออาชีพ
ฮอร์นไม่ได้พูดเล่นแต่อย่างใด ในชุมชนดรูอิดยุคก่อน สิ่งเหล่านี้ล้วนให้บริการฟรีจริงๆ ดูเหมือนจะเป็นสังคมอุดมคติที่ดรูอิดทุกคนต่างใช้จุดแข็งของตนเองเพื่อส่วนรวม
สถานการณ์เช่นนี้คงเป็นเรื่องที่จินตนาการไม่ออกเลยในสังคมมนุษย์ธรรมดา
ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับปรัชญาความเป็นกลางของดรูอิด ซึ่งเน้นย้ำถึงความสมดุลในทุกสรรพสิ่ง รวมถึงการให้และการรับ พวกเขาไม่ยอมรับผลประโยชน์จากผู้อื่นโดยไม่ตอบแทน และมักจะหาวิธีตอบแทนในรูปแบบอื่นเสมอ
ปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้เกิดสังคมนิยมอุดมคตินี้ขึ้นมาได้ก็คือตัวบุคคลนั่นเอง เมื่อผู้เล่นได้ดำดิ่งลงไปในวิถีแห่งดรูอิดอย่างลึกซึ้ง พวกเขาก็จะมองว่าความสมดุลคือสัญชาตญาณไปโดยปริยาย
แต่สำหรับตอนนี้ มันเป็นไปไม่ได้เลย ยังคงต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นของผู้เล่นเหล่านี้
ผู้เล่น: ??? เมื่อก่อนของพวกนี้มันแจกฟรีงั้นเหรอ???
"ลำดับต่อไป ข้าจะทำการเปิดร้านค้าชุมชนและรายชื่อเควสต์ในระบบ ราคาของสินค้าทุกชนิด เควสต์ต่างๆ และของรางวัลถูกระบุไว้ทั้งหมดแล้ว ขอให้พี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ทุกท่านโปรดตรวจสอบให้ละเอียดด้วย"
"ผู้ใดที่สนใจรับเควสต์ที่เกี่ยวข้อง โปรดมาหาข้าที่ศาลาว่าการซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลานกว้างแห่งนี้"
เมื่อพูดจบ ฮอร์นก็ไม่สนใจพวกผู้เล่นอีกต่อไป เขาพาเฟรเซอร์กระโดดลงจากเวที หันหลังกลับ และเดินตรงไปยังศาลาว่าการ ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหุบเขามรกต ณ ขณะนี้
เขาทิ้งให้กลุ่มผู้เล่นยืนจ้องมองหน้าต่างระบบของตัวเองด้วยความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
"นี่มันอะไรกันเนี่ย? ทำไมตอนกลางวันฉันต้องทำงานประจำ แล้วพอเลิกงานมาเล่นเกมก็ยังต้องมานั่งทำงานอีกวะ?"
"นี่มันเรื่องอะไรกัน? เควสต์ที่มีให้ทำตอนนี้มีแค่การผลิตไม้กับหินเนี่ยนะ วัสดุหนึ่งชิ้นที่ได้มาตรฐานจะได้รับรางวัลแค่ 2 เหรียญทองแดงกับ 1 แต้มเอง แล้วฉันก็เพิ่งเช็กราคาของมา มันก็ดูสมเหตุสมผลดีนะ ถึงของจะมีให้เลือกไม่เยอะ แต่มันก็ถูกดี เนื้อวัวชั่งละ 20 เหรียญทองแดง แป้งสาลีชั่งละ 5 เหรียญทองแดงเอง"
แน่นอนว่าเนื้อวัวพวกนั้น ฮอร์นเป็นคนเสกมันขึ้นมาในช่วงข้ามคืนด้วยเวทเร่งการเจริญเติบโตของพืช ผลผลิตล็อตแรกจากต้นไม้เนื้อวัวห้าต้นให้เนื้อวัวมากถึงหนึ่งตันเต็มๆ และนี่ก็แค่ช่วงเริ่มต้นที่ต้นไม้เพิ่งจะโตเต็มวัยเท่านั้นนะ ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอีกในภายหลัง
วันเก็บเกี่ยวครั้งต่อไปคืออีกสามวันข้างหน้า เมื่อคำนวณจากระยะเวลาแล้ว มันก็เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคน 200 คนได้สบายๆ
ส่วนเควสต์ผลิตวัสดุที่เขาโพสต์ลงไป ต้นทุนของฮอร์นอยู่ที่ 1 เหรียญทองแดงต่อวัสดุหนึ่งชิ้น ระบบจะช่วยสมทบให้อีกหนึ่งเหรียญทองแดง และประเมินความยากของเควสต์ว่ามีค่าเท่ากับ 1 แต้มโดยอัตโนมัติ
ฮอร์นสามารถเก็บภาษีได้ 0.2 เหรียญทองแดง และ 0.1 แต้มจากเควสต์นี้
ความรู้สึกของการได้เป็นทั้งกรรมการและผู้เล่นในเวลาเดียวกันนี่มันช่างฟินจริงๆ
"การต้องใช้ 1,000 แต้มเพื่อแลกกับแต้มสถานะแค่ 1 แต้มในระบบนี่มันขูดเลือดขูดเนื้อกันชัดๆ"
"เฮ้ย ฉันเพิ่งรู้ว่าเราสามารถเอาแต้มที่ได้จากการทำเควสต์ผลิตวัสดุไปแลกเรียนเวทมนตร์ที่ศาลาว่าการได้ด้วยนะ พอเรียนเวทพวกนั้นแล้ว เราก็สามารถรับเควสต์อื่นๆ ได้ไง"
"อย่างเควสต์เร่งการเจริญเติบโตของต้นไม้ผลนี่ไง ต้องใช้เวท 'เร่งการเจริญเติบโตของพืช' เวทบทนี้ใช้แค่ 100 แต้มในการเรียน จากนั้นนายก็สามารถรับเควสต์เร่งการเจริญเติบโตของต้นไม้ผลได้ ในระหว่างทำเควสต์ มันจะมีหลอดความคืบหน้าการเจริญเติบโตอยู่ พอถึงเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะได้รับรางวัล 10 เหรียญทองแดงกับ 5 แต้มต่อต้น หรือไม่ก็ 100 เหรียญทองแดง (1 เหรียญเงิน) กับ 50 แต้มต่อที่ดินหนึ่งหมู่"
"เท่าที่ฉันดู การดูแลแปลงเกษตรก็คล้ายๆ กันนะ"
"อืมม ใช่เลย ส่วนเควสต์สร้างบ้านในหน้าที่สองนั่นยากขึ้นมาหน่อย เงื่อนไขคือต้องมีเวท 'สร้างกระท่อมไม้' กับ 'สร้างฐานรากหิน' อ้อ มีหมายเหตุเล็กๆ ในวงเล็บตอนท้ายด้วยนะ: หากท่านมีวิธีการก่อสร้างที่ยอดเยี่ยมกว่านี้ สามารถเสนอต่อผู้ใหญ่บ้านเพื่อรับรางวัลเพิ่มเติมได้"
"พอแกพูดแบบนี้ ฉันก็เพิ่งไปเจอกฎหมายสิทธิบัตรในระบบเข้าพอดี หุบเขามรกตส่งเสริมให้ผู้เล่นสร้างสรรค์และประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ด้วยนะเนี่ย ทำไมบรรยากาศมันดูแปลกๆ จังวะ?"
หลังจากปรึกษาหารือกัน ผู้เล่นทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่าการผลิตวัสดุและนำไปกองรวมกันในพื้นที่ที่กำหนด คือเควสต์เริ่มต้นเพื่อทำความคุ้นเคยกับระบบการเล่นและวิธีการร่ายเวทมนตร์
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงพากันไปต่อแถวเพื่อรับเควสต์ผลิตวัสดุจากฮอร์นและเฟรเซอร์
ทว่าผู้เล่นที่มีพรสวรรค์บางคนเพิ่งจะเริ่มทำงานไปได้แค่ครึ่งเดียว ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ของการควบคุมธาตุเข้าให้แล้ว