- หน้าแรก
- The Lord's Empire
- บทที่ 234 นิกายดาบ
บทที่ 234 นิกายดาบ
บทที่ 234 นิกายดาบ
บทที่ 234 นิกายดาบ
หลังจากกลับมาที่ร้านอาหาร จ้าวฝูก็เริ่มทำตามคำแนะนำของจางเฮง สิ่งที่จางเฮงแนะนำมานั้นค่อนข้างครอบคลุมอยู่แล้ว ดังนั้นจ้าวฝูจึงไม่ต้องเปลี่ยนอะไรมาก
วันนี้เขาจะเริ่มต้นด้วยการจัดตั้งฝ่ายของเก้อเนี่ย วันเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และวันต่อมา เก้อเนี่ยก็มีกำหนดที่จะต้องต่อสู้ เมื่อได้ยินว่าปีศาจดาบผู้โด่งดังกำลังจะต่อสู้ หลายๆคนจึงมาที่สังเวียนจนเต็มความจุ - ความนิยมของเก้อเนี่ยนั้นแทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก
ในเวลานี้ เก้อเนี่ยกำลังจะต้องสู้กับคนที่อยู่ในระยะ 1-9 และอยู่ห่างจากการทะลวงระยะที่ 2 เพียงก้าวเดียว เขาได้ท้าทายเก้อเนี่ยเนื่องจากเขาไม่สามารถยอมรับได้ว่าคนที่อยู่ในระยะที่ 1-0 จะสามารถเข้าสู่ระดับนักสู้เหรียญตราทองคำได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเขาจะอยู่ในขั้นระยะที่ 1-9 เขาก็ยังคงเป็นเพียงนักสู้เหรียญตราเงิน
การต่อสู้เริ่มต้นในไม่ช้า!
ผู้ท้าชิงกวัดแกว่งขวานศึกเล่มโตของเขาและพุ่งเข้าใส่เก้อเนี่ยด้วยความดุดัน ในทันทีที่เขามาถึงตรงหน้าเก้อเนี่ย เขาก็ได้ฟาดขวานศึกลงมาด้วยความรุนแรงที่พอจะแยกภูเขาออกจากกันได้
เก้อเนี่ยก้าวไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว และหลบหลีกขวานศึกพร้อมกับตวัดดาบของเขาขึ้น รัศมีดาบพุ่งขึ้นมาและบังคับให้ผู้ท้าชิงต้องถอยร่นกลับไป
ผู้ท้าชิงเริ่มโมโห และเขาได้จับขวานศึกของตนไว้แน่นและเหวี่ยงมัน บังเกิดขึ้นเป็นสายลมชรรโชกแรงในขณะที่มันพุ่งเข้าใส่เก้อเนี่ย เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เก้อเนี่ยก็ไม่ได้พยายามพุ่งเข้าชน เนื่องจากการบ่มเพาะของเขาต่ำกว่าผู้ท้าชิงมาก และเขาก็ทำได้เพียงแค่มองหาโอกาสในการฆ่าผู้ท้าชิงด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ปัง! ปัง! ปัง!
ทั้งสองเริ่มปะทะกันอย่างรุนแรง และผู้ชมก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนใหญ่ได้ตะโกนออกมา ส่งผลให้สังเวียนดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง
ทันใดนั้นเองผู้ท้าชิงก็ตะโกนออกมาเสียงดัง ดูราวกับเสือที่ดุร้ายในขณะที่เขาทะยานขึ้นสู่อากาศและเหวี่ยงขวานศึกลงมาใส่เก้อเนี่ยอย่างรุนแรง
ตู้ม!!
เก้อเนี่ยพลิกร่างของเขาในทันใด และหลบขวานศึกในขณะที่มันปะทะเข้ากับพื้นดิน ก่อให้เกิดหลุมกว้าง 3 เมตร ในเวลานั้น ดาบของเก้อเนี่ยได้แทงขึ้นไปด้านบน ก่อให้เกิดประกายแสงอันเย็นวาบในขณะที่มันทะลวงผ่านลำคอของผู้ท้าชิงในพริบตา
เลือดสาดกระเซ็นออกมาจากลำคอของผู้ท้าชิง และเขาได้กระตุกอยู่สองสามครั้งก่อนที่จะล้มลงกับพื้นและตาย สังเวียนระเบิดเสียงคำรามออกมาอีกครั้งและเสียงโห่ร้อยได้ดังกึกก้องในขณะที่ผู้คนมากมายพากันตะโกนออกมา "ปีศาจดาบ! ปีศาจดาบ! ปีศาจดาบ!"
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่คาดคิดอย่างสิ้นเชิงก็ทำให้พวกเขาตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นเก้อเนี่ยยืนอยู่เหนือศพของผู้ท้าชิงและค่อยๆถอดชุดคลุมสีดำของเขาออก เผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาและเย็นชาของเขา
สังเวียนตกลงสู่ความเงียบงัน และเวลาดูเหมือนจะหยุดเดินในขณะที่ทุกๆคนจ้องมองด้วยสายตาที่เบิกกว้าง ไม่มีใครคาดคิดว่าเก้อเนี่ยจะเปิดเผยหน้าตาของตนเอง
ทุกคนสงสัยอยู่เสมอว่าปีศาจดาบหน้าตาเป็นเช่นไร แต่ความสงสัยของพวกเขาก็ไม่เคยได้รับการเปิดเผย นี่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก และไม่มีใครรู้ว่าใครทำปฏิกิริยาเช่นไร
หลังจากเปิดเผยหน้าตา เก้อเนี่ยก็ออกไปจากสังเวียน ต่อจากนั้น เรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างร้อนแรงที่สุดในนครแห่งการต่อสู้
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆเก้อเนี่ยจึงเปิดเผยหน้าตาของเขา
อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายก็ตระหนักได้ถึงเจตนาเบื้องหลังของเรื่องนี้ - สำหรับพวกเขา มันเป็นการประกาศว่ามีคู่แข่งที่ทรงพลังอีกคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้น
ตามที่คาดไว้ ไม่นานหลังจากนั้น ปีศาจดาบก็ได้สร้างฝ่ายของตัวเองขึ้นมาซึ่งมีชื่อว่านิกายดาบ!
นิกายดาบเป็นฝ่ายที่คัดเลือกเฉพาะหัวกะทิผู้ใช้ดาบเท่านั้น ทุกคนที่เข้าร่วมกับนิกายดาบจะได้รับคำแนะนำเป็นรายบุคคลในเรื่องของทักษะดาบจากปีศาจดาบ ซึ่งทำให้หลายคนสนใจ เคล็ดวิชาดาบดุจเทพเจ้าของปีศาจดาบยังคงชัดแจ้งอยู่ในจิตใจของพวกเขา
หลายๆคนที่ใช้ดาบได้ตัดสินใจที่จะไปยังนิกายดาบเพื่อเข้าร่วมการทดสอบ หากได้รับการคาดเลือกและได้รับคำแนะนำเป็นการส่วนตัวจากปีศาจดาบ ทักษะดาบของพวกเขาย่อมพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหรือผู้อยู่อาศัยในโลกใบนี้ที่เชี่ยวชาญในการใช้ดาบต่างถูกยอมรับ เก้อเนี่ยต้องการให้ฝ่ายของเขาเต็มไปด้วยหัวกะทิ และไม่ต้องการคนไร้ประโยชน์แม้แต่คนเดียว
ในตอนนี้พวกเขายอมรับคนแค่ 500 คนเท่านั้น แต่ความแข็งแกร่งในการต่อสู้โดยรวมกลับเทียบเท่ากับฝ่ายที่มีคน 2,000 - 3,000 คนเลยทีเดียว
นิกายดาบจะเชื่อมโยงกับอุดมการณ์ของเก้อเนี่ยและพัฒนาขึ้นตามความประสงค์ของเขา จ้าวฝูจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถึงอย่างไรก็ตาม เขาก็เชื่อว่าเก้อเนี่ยจะสามารถนำพาเกียรติและชื่อเสียงมาสู่นิกายดาบได้
จ้าวฝูยังมองยาโลหิตเทพเจ้าระยะที่ 2 ให้กับเก้อเนี่ย นี่คือสิ่งที่เขาได้รับมาจากการกลั่นซากศพของเซียงเส่าเทียน จ้าวฝูอบกเก้อเนี่ยเกี่ยวกับผลของมันและให้เป็นการตัดสินใจของเก้อเนี่ยเมื่อเขาต้องการจะใช้มันเพื่อเพิ่มการบ่มเพาะของเขา
ในเวลาเดียวกัน จ้าวฝูก็ได้ทิ้งเงินเป็นจำนวนมากไว้ให้กับเก้อเนี่ย เพราะจ้าวฝูได้สั่งให้ฝ่ายต่างๆของต้าฉินไม่เข้าไปยิ่งเกี่ยวกับนิกายดาบ นี่ทำให้นิกายดาบสามารถเข้าร่วมกับนครแห่งการต่อสู้และกลายเป็นส่วนหนึ่งของมันได้อย่างไม่มีปัญหา
หลังจากจัดการกับเรื่องเหล่านี้แล้ว จ้าวฝูก็สามารถพักผ่อนได้อย่างสบายใจ เขาบอกกับเก้อเนี่ยว่าให้อยู่ที่นครแห่งการต่อสู้และไม่ต้องกลับไปที่เมืองต้าฉินเว้นเสียแต่ว่าจะมีเรื่องด่วนอะไร
ภายในโถงนคร ชายชราที่มีผมสั้นสีเงินและมีกลิ่นอายอันทรงพลังและเข้มแข็งได้ฟังรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาและเผยรอยยิ้มอันลึกลับบนใบหน้าของเขา
..................... ..
หลังจากกลับมาที่เมืองต้าฉิน จ้าวฝูได้เริ่มจัดการกับบางเรื่องที่เขาหยุดไว้ รวมทั้งการตั้งฟาร์มปศุสัตว์ขึ้น เขาพักเรื่องนี้ไปด้วยหลายๆสิ่งในอดีต แต่ในที่สุดเขาก็มีเวลาแล้ว
จ้าวฝูขี่ดำน้อยและนำเทาน้อยกับขาวน้อยไปด้วยเพื่อใช้เวลากับพวกมันในขณะที่เขาเดินทางไปยังสถานที่ที่ตัดสินใจไว้
หลังจากมาถึงสถานที่แห่งนั้น จ้าวฝูก็พบว่ามันสวยงามเป็นอย่างยิ่ง พื้นดินราบเรียบ และสถานที่แห่งนี้ได้เต็มไปด้วยหญ้าเขียวชอุ่ม นอกจากนี้ยังมีดอกไม้สีขาวและลำห้วยเล็กๆ ท้องฟ้าดูเป็นสีฟ้าอย่างไม่น่าเชื่อ และเมื่อรวมกับทุ่งหญ้าและลำธาร ที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่ดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับฟาร์มปศุสัตว์
หลังจากตัดสินใจเลือกสถานที่แห่งนี้แล้ว จ้าวฝูได้บอกให้บัณฑิตบางคนมาที่นี่เพื่อสร้างช่องทางการเทเลพอร์ต อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะย้ายปศุสัตว์เข้ามา พวกเขาต้องสร้างรั้วไม้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกสัตว์วิ่งหนีไป
สำหรับคนที่จะมาดูแลที่แห่งนี้ จ้าวฝูได้ตัดสินใจให้ชาวเซียนเป่ยที่ยอมจำนนต่อเขามาดูแล พวกเขาเป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่คอยดูแลสัตว์และมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มากมาย ดังนั้นจ้าวฝูจึงตัดสินใจที่จะยกเรื่องนี้ให้พวกเขาจัดการ
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ พวกเขาต่างก็รู้สึกมีความสุขมาก เนื่องจากพวกเขาชอบการดำเนินชีวิตแบบนั้นและต่างรู้สึกยินดีที่จ้าวฝูปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับเป็นคนของตัวเอง
พวกเขาสามารถเลี้ยงวัวและแกะได้เป็นจำนวนมาก ณ ที่แห่งนี้ และนี่ก็คือปศุสัตว์ที่ไม่ได้แต่จะช่วยเลี้ยงดูต้าฉินเท่านั้น แต่ยังสามารถขายได้อีก อย่างไรก็ตาม จ้าวฝูรู้สึกว่าการใช้พวกมันเป็นวัตถุดิบในร้านอาหารของเขาจะทำให้ได้รับผลกำไรมากที่สุด
ในเวลาเดียวกัน รูปแบบธุรกิจของต้าฉินก็ยังได้มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ในตอนนี้ จ้าวฝูได้พยายามเปลี่ยนให้ต้าฉินเป็นชนชาติแห่งการค้าให้ได้มากที่สุดและหาเงินเป็นจำนวนมากในขณะที่พวกเขายังคงมีข้อได้เปรียบหลายๆอย่างที่ช่วยให้ต้าฉินพัฒนาได้
หลังจากจัดการกับเรื่องเหล่านี้แล้ว จ้าวฝูก็ได้กลับไปที่เมืองต้าฉินและดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่เขาต้องให้ความสนใจอีก ดังนั้นเขาจึงเริ่มเดินไปในเมืองต้าฉินจนกระทั่งเขามาถึงที่สำนักยกระดับต้าฉิน
หลังจากการบูรณะอยู่หลายครั้งหลายครา สำนักยกระดับต้าฉินก็ได้มีขนาดใหญ่โตขึ้นกว่าก่อนหลายเท่า และมีสภาพแวดล้อมภายในที่ดีขึ้นมา มันมีห้องเรียนหลายห้อง และมีอาจารย์มากกว่า 30 คน
คนเหล่านี้จะกลายเป็นเสาหลักของรัฐในอนาคต จ้าวฝูให้ความสำคัญกับเด็กเหล่านี้มาก ดังนั้นเขาจึงต้องไปดูด้วยตัวเอง