- หน้าแรก
- The Lord's Empire
- บทที่ 226 อาชีพนักฆ่า
บทที่ 226 อาชีพนักฆ่า
บทที่ 226 อาชีพนักฆ่า
บทที่ 226 อาชีพนักฆ่า
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา จ้าวฝูได้นำกองกำลังของเขามายังเนินเขาและมองไปยังเมืองจากระยะไกล เนื่องจากเมืองนี้ไม่ได้เป็นหมู่บ้านแล้วและได้สร้างการป้องกันขึ้นมา จ้าวฝูจึงไม่สามารถเคลื่อนพลได้อย่างบุ่มบ่าม ไม่อย่างนั้นพวกเขาอาจถูกเปิดเผยได้
ในเวลานี้ มีนักฆ่ามนุษย์หนูหลายตัวที่กำลังสวมใส่ชุดคลุมสีดำได้ก้มหัวของพวกมันในขณะที่พวกมันคุกเข่าลงครึ่งหนึ่งและรายงานด้วยความเคารพ "ฝ่าบาท พวกเราได้จับเชลยมาและทำให้เขายอมจำนนแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จ้าวฝูก็หันไปกล่าวเบาๆ "พาเขามา!"
"ขอรับ!" มนุษย์หนูตอบ ต่อจากนั้นพวกมันก็นำพาชายวัยกลางที่ดูต่ำช้าอยู่บ้างเขามา เขาเต็มไปด้วยเลือดและดูน่ากลัวมาก หลังจากถูกพาตัวเข้ามา เขาได้คุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้าน
เมื่อเขาเห็นกองทัพขนาดใหญ่หลังจากถูกจับตัวมา เขาก็รู้ว่าเมืองกำลังเจอกับอันตรายร้ายแรง เขารู้ว่าเมืองจะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน เนื่องจากเขาเห็นทหารทุกคนมีกลิ่นอายที่ทรงพลังและยังมีอุปกรณ์ระดับเงิน
อย่างน้อยต้องมีทหาร 20,000 คน ในขณะที่เมืองของเขามีชาวเมืองเพียงแค่ประมาณ 30,000 คน ซึ่งเป็นทหารแค่ 5,000 คน พวกเขาต้องแพ้อย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าจะแพ้อย่างไรก็เท่านั้น
ดังนั้นเขาจึงเลือกยอมจำนนเพราะเขาต้องการรักษาชีวิตของตัวเองไว้
"เจ้าชื่ออะไร?" เสียงที่ยังหนุ่มยังแน่นแต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจถามขึ้นมาในทันใด
ชายวัยกลางคนตอบอย่างนอบน้อม "นายท่าน ข้าชื่อเหอเจี้ยน"
สายตาของจ้าวฝูจดจ้องอยู่ที่ชายวัยกลางคนในขณะที่เขาพูด "บอกข้าถึงทุกสิ่งที่เจ้ารู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับทหาร ชาวเมือง และผู้นำของเมือง ข้าต้องการรายละเอียดทั้งหมด!"
"ขอรับ... ขอรับ... ขอรับ..." เหอเจี้ยนพูดติดอ่างในขณะที่เขารีบตอบ เขารู้ว่านี่คือโอกาสของรอดชีวิตของเขา ดังนั้นเขาจึงเริ่มบอกเล่าถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารู้เกี่ยวกับเมือง
หลังจากฟังเหอเจี้ยนแล้ว จ้าวฝูก็เข้าใจเกี่ยวกับเมืองมากยิ่งขึ้น
ประการแรกเมืองนี้มีชื่อว่าเมืองศิลาสูง และเจ้าเมืองมีชื่อว่าเซียงเส่าเทียนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในระยะที่ 2 เมืองศิลาสูงมีชาวเมืองประมาณ 30,000 คน และมีทหารราวๆ 5,000 คน อุปกรณ์ส่วนใหญ่ของพวกเขาคืออุปกรณ์เหล็กระดับธรรมดา และพวกเขาก็มักจะกลุ่มสำรวจข้างนอกอยู่ 3 กลุ่ม
วัตถุประสงค์ของกลุ่มสำรวจคือการหาทรัพยากรและหมู่บ้านที่อยู่นอกอาณาเขต เมืองศิลาสูงได้กลืนกินหมู่บ้านที่อยู่รอบๆไป ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้มันพัฒนาได้เร็วกว่าเมืองส่วนใหญ่
มันมีกลุ่มสำรวจกลุ่มหนึ่งที่ได้เข้าสู่ดินแดนของต้าฉิน และแต่ละกลุ่มก็มีคนอยู่ประมาณ 300 คน มีเพียงแค่สองกลุ่มเท่านั้นที่กลับมาหลังจากเที่ยงวันถัดมา ดังนั้นพวกเขาจึงมีทหารแค่ 600 คน
ถัดไปคือการลาดตระเวนป้องกัน มีส่วนหนึ่งที่เปิดเผย ส่วนหนึ่งที่ซ่อนเร้น และอีกส่วนหนึ่งที่คอยเฝ้าระวัง โดยรวมแล้วการป้องการของพวกเขาเยี่ยมยอดมาก และจ้าวฝูก็ประหลาดใจกับเจ้าเมืองคนนี้อยู่พอตัว
จ้าวฝูถามเกี่ยวกับทหารทั่วไป เช่นการฝึกฝนและการบ่มเพาะ นอกจากนี้เขายังพบว่าถ้าไม่มีเหตุฉุกเฉิน พวกเขาจะไม่ป้องกันที่กำแพงเมืองเลย
เหอเจี้ยนบอกทุกสิ่งที่อย่างที่เขารู้แก่จ้าวฝูด้วยความเชื่อฟัง หลังจากเขาได้ยินว่าค่ายทหารอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง จ้าวฝูก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
เขาสั่งให้คนพาเหอเจี้ยนออกไปและเริ่มพูดคุยกับแม่ทัพและผู้บังคับบัญชาของเขาเพื่อเตรียมเคลื่อนไหวในคืนนี้
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ และในไม่ช้าก็ถึงเที่ยงคืน มันเริ่มมีฝนโปรยปราย ทำให้อากาศเย็นขึ้นเล็กน้อยและส่งผลให้เมฆเข้าปกคลุมแสงจากดวงดาวและพระจันทร์ ดังนั้นมันจึงมืดมาก และเสียงจากฝนก็กลบเสียงอื่นๆไว้
นี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเคลื่อนไหวมากที่สุด
ภายในป่าใกล้กับเมืองศิลาสูง มีทหาร 30 คนประจำการอยู่ที่นั่น บ้างก็อยู่บนต้นไม้ บ้างก็ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า และบ้างก็อยู่หลังหินก้อนใหญ่ พวกเขามองไปรอบๆอย่างระแวดระวังและจะสังเกตทุกซุ่มเสียงหรือการเคลื่อนไหวในพุ่มหญ้า
อย่างไรก็ตาม คืนนี้กลับมืดมิดเป็นอย่างยิ่ง และยังมีฝนตก ซึ่งทำให้มันง่ายสำหรับพวกเขาที่จะลดความระวังลงและพลาดบางสิ่งไป
การฟังจังหวะของสายฝนโปรยปรายและมองไปรอบๆในความมืดมิดทำให้พวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นอะไรที่ผิดปกติและยืนเฝ้ายามกันต่อไปโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามาหา
ทันใดนั้นเองสายลมลูกหนึ่งได้พัดพามาพร้อมกับที่มีร่างในชุดคลุมร่างหนึ่งได้ปรากฏขึ้นด้านหลังทหารที่ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า ทหารคนนั้นตกใจมาก และในขณะที่เขากำลังจะตะโกนออกมานั้น ปากของเขาก็ถูกปิด และใบมีดอันเย็นเฉียบได้กรีดลำคอของเขา เลือดสาดกระเซ็นออกมาในขณะที่ใบหน้าของเขายังคงหวาดกลัวอยู่
ในขณะที่ทหารคนนี้ถูกสังหาร ทหารอีก 7 คนก็ถูกลอบสังหารเช่นกัน ทหารที่เจนศึกบางคนรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ และขณะที่พวกเขากำลังจะตะโกนออกมานั้น ศัตรูก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอีก
ก่อนที่พวกเขาจะตะโกนออกมาได้ ลูกศรก็ได้ทะลวงหน้าอกของพวกเขา และสังหารพวกเขาในทันที
ในสถานการณ์เช่นนี้มันง่ายมากสำหรับนักฆ่าที่จะจัดการกับทหารยามพวกนี้ หลังจากจัดการกับกลุ่มทหารที่ซ่อนอยู่ กองกำลังของจ้าวฝูก็จัดการกับทหารลาดตระเวนที่อยู่ในพื้นที่โล่ง จากนั้นเขาก็สั่งให้หวังเจี้ยนนำนักลวงตาร้อยภูตผีจำนวน 300 คนไปยังด้านทิศตะวันตกของเมือง
หลังจากที่ทหารลาดตระเวนและทหารยามถูกจัดการแล้ว เรื่องต่างๆก็ง่ายขึ้นมากสำหรับจ้าวฝู
ภายใต้การปกคลุมของความมืดมิด หวังเจี้ยนและนักลวงตาร้อยภูตผีได้ลอบเข้าไปทางฝั่งทิศตะวันตกของเมือง นักลวงตาร้อยภูตผีชูไม้เท้าทรงเจดีย์ของพวกเขาขึ้น ซึ่งเป็นไม้ภูตผีที่เหมาะสมกับอาชีพของพวกเขา และไม้เท้าได้เปล่งแสงสีเทาจางๆออกมา ในไม่ช้า ระลอกพลังงานประหลาดก็เริ่มกระจายออกไป
"โลกภูตผีทมิฬ!" ในเวลานั้น นักลวงตาร้อยภูตผี 300 คนได้เอื้อนเอ่ยบทสวดอย่างเงียบๆภายในใจของพวกเขาในขณะที่พวกเขาร่ายเวทมนตร์และปักไม้เท้าลงบนพื้น
คลื่นพลังงานไร้รูปร่างได้พุ่งออกไปในพริบตา!
ร่องรอยพลังปรานภูตผีสีเทาพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินและแผ่กระจายไปทั่วทุกทิศทาง และปรานภูตผีได้ปกคลุมฝั่งทิศตะวันตกของเมืองศิลาสูงด้วยความรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง จากภายนอก มันดูราวกับว่าฝั่งทิศตะวันตกของเมืองศิลาสูงได้ถูกห้อมล้อมไปด้วยหมอกสีเทาซึ่งทำให้เกิดบรรยากาศอันน่าขนลุก คนที่กำลังนอนหลับอยู่ และแม้แต่ทหารที่ยืนเฝ้ายามอยู่บนกำแพงเมืองไม่ได้ตรวจพบเรื่องพวกนี้เลย ทั้งหมดที่พวกเขาเห็นคือหมอกก่อนที่ทุกสิ่งรอบตัวพวกเขาจะเลือนหายไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความมืดมิด และพวกเขาทุกคนต่างอยู่ในโลกอันมืดสนิทเพียงลำพัง
ทันใดนั้นดวงจันทร์ภูตผีสีเทาได้ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งมาพร้อมกับเสียงโหยหวนอันน่าสะพรึงกลัวของภูตผีที่ปีนขึ้นมาจากพื้นและพุ่งเข้าใส่ทหาร
ทหารใช้อาวุธของพวกเขาเพื่อโจมตีภูตผีด้วยความหวาดกลัว แต่พวกเขาพบว่าไม่ว่าพวกเขาจะโจมตีอย่างไร พวกเขาไม่สามารถโจมตีพวกมันได้ ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงแค่วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว อย่างไรก็ตามไม่ว่าพวกเขาจะวิ่งหนีไปแค่ไหน พวกเขาก็ไม่สามารถหลบหนีจากสถานที่นั้นได้
ภูตผีนับหมื่นได้หลั่งไหลเข้าหาทหารภายในโลกอันมืดมิดเรื่อยๆ และเกือบจะทำให้พวกเขาเป็นบ้าไป จากภายนอก คนอื่นๆคงจะเห็นเพียงแค่เหล่าทหารกำลังยืนบื้ออยู่กับที่พร้อมกับมีการแสดงออกที่น่าสะพรึงกลัวบนใบหน้าของพวกเขาในขณะที่พวกเขาตัวสั่นและหลั่งเหงื่อออกมา ราวกับว่าพวกเขากำลังผจญอยู่ในฝันร้าย