- หน้าแรก
- The Lord's Empire
- บทที่ 127 เส้นทางแห่งราชา
บทที่ 127 เส้นทางแห่งราชา
บทที่ 127 เส้นทางแห่งราชา
บทที่ 127 เส้นทางแห่งราชา
ภายในห้องที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามและหรูหรา อิ๋งซีนั่งอยู่บนโซฟาสีขาวพร้อมด้วยใบหน้าอันเยือกเย็น ในขณะที่เธอกล่าวว่า "ใครเป็นคนที่ได้รับมรดกของบรรพบุรุษ? ยังใช้เวลาหาเขานานเท่าไร เขาก็จะยิ่งทรงพลังมากยิ่งขึ้น และเมื่อเขาทรงพลังเกินที่จะควบคุม ตระกูลอิ๋งทั้งหมดก็จะต้องยอมจำนนต่อเขา"
ตรงกันข้ามกับเธอ อู๋ชิงเหนียนยกถ้วยกาแฟของเธอขึ้นและจิบมัน จากนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อยขึ้นบนใบหน้าของเธอในขณะที่เธอกล่าวว่า "แล้วเธอจะทำยังไง? เขาจะส่งผลกระทบต่อแผนการของเราเป็นอย่างมาก!"
อิ๋งซีแค่นเสียงเบาๆ "ตอนนี้ที่เขาได้รวบรวมโชคชะตาส่วนใหญ่ของจีน ผู้นำส่วนใหญ่ของสายเลือดหลักตระกูลอิ๋งต่างก็ต้องการทำให้เขาเป็นผู้สืบทอดตระกูลอิ๋ง และส่งต่อพลังทั้งหมดของตระกูลให้กับเขา ถ้าเขาเปิดเผยตัวเองเขาจะกลายเป็นผู้นำของตระกูลอิ๋ง ในขณะที่คนอื่นๆและฉันจะไม่มีโอกาสได้สืบทอดตระกูลอิ๋ง"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อู๋ชิงเหนียนก็ยิ้มในขณะที่เธอตอบว่า "เธอจำเป็นต้องเคลื่อนไหวก่อนที่เขาจะเผยตัว และเธอจำเป็นต้องพัฒนาความแข็งแกร่งของฝ่ายของเธอจนถึงจุดที่เธอสามารถยืนอยู่บนแผ่นดินได้อย่างมั่นคง เมื่อถึงเวลานั้น เธอจะมีพลังและอำนาจมากพอ แม้ว่าเธอจะไม่ต้องการยอมจำนนต่อเขา แต่อย่างน้อยเธอก็จะสามารถรักษาความเป็นอิสระของเธอไว้ได้"
เมื่อได้ยินคำพูดของอู๋ชิงเหนียน อิ๋งซีก็ขมวดคิ้วและกล่าวว่า "มันไม่ง่ายอย่างนั้น - แม้ว่าฉันจะมีทรัพยากรของสายเลือดของฉันมากที่สุด แต่ฉันก็ไม่ได้รับโชคชะตาแห่งมรดกมาเท่าไร ไม่เหมือนกับตระกูลอู๋ซึ่งได้รับโชคชะตาแห่งต้าฉินอันยิ่งใหญ่มาบ้างและมีศิลาสร้างเมืองระดับทอง ในแง่ของมรดก ฉันด้อยกว่าตระกูลอู๋"
"ฮ่าฮ่า!" อู๋ชิงเหนียนหัวเราะออกมาก่อนที่จะตอบ "แต่ในแง่ของทรัพยากร ตระกูลอู๋ไม่อาจเทียบกับเธอได้ เนื่องจากการข่มของตระกูลหลี่ ทรัพยากรทั้งหมดของตระกูลอู๋จึงไม่สามารถเทียบได้ถึงครึ่งหนึ่งของเธอด้วยซ้ำ และในตอนนี้ พวกเราได้ร่วมมือกันเพื่อที่จะทรงพลังมากยิ่งขึ้นในขณะที่เขายังไม่เปิดเผยตัวเอง"
อิ๋งซีพยักหน้า ในตอนนี้ เธอทำได้เพียงแค่ยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองเพื่อแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ในขณะนั้นเอง อู๋ชิงเหนียนก็คิดบางสิ่ง และการแสดงออกของเธอก็เริ่มจริงจังขึ้นมาในขณะที่เธอกล่าวว่า "สิ่งสำคัญคือพวกเราไม่รู้ว่าเขาจะเผยตัวเมื่อไหร่ ตระกูลอิ๋งต้องพยายามหาเขาอย่างสุดความสามารถ และพวกเขาจะต้องมอบทรัพยากรทั้งหมดให้กับเขา ฉันคิดว่าเขายังไม่มีวิธีการป้องกันตัวเอง ดังนั้นเขาจึงลังเลที่จะเข้าร่วมกับตระกูลอิ๋ง อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เขาจะต้องเผยตัวออกมาเพื่อรับทรัพยากรเหล่านั้นแน่นอน"
"แน่นอน เธอได้ยินเสียงคำรามของมังกรอันสะกดข่มนั่นใช่ไหม? ทุกๆคนที่ได้รับมรดกเช่นนั้นย่อมไม่ใช่คนที่เดินบนเส้นทางแห่งราชาผู้เมตตา และคนแบบเขาย่อมต้องเป็นคนที่ไร้ความปรานี ถ้าเขาเผยตัว มันจะต้องเป็นประโยชน์ต่อตระกูลอิ๋ง แต่จะเป็นอันตรายต่อตำแหน่งของเธอ"
"เขาเป็นคนที่มาจากตระกูลประกอบและน่าจะต้องมีความบาดหมางกับตระกูลอิ๋ง ดังนั้นตระกูลอิ๋งจะต้องทำทุกอย่างเพื่อกำจัดความบาดหมางนั้นไป วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการตบแต่งคนจากตระกูลหลักให้กับเขา ในสายเลือดของตระกูลอิ๋งทั้งหมด จากสถานะ สายเลือด รูปลักษณ์ และพรสวรรค์ ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นเธอ"
เมื่อได้ยินคำพูดของอู๋ชิงเหนียน ใบหน้าของอิ๋งซีก็เปลี่ยนเป็นไม่น่าดู สิ่งที่อู๋ชิงเหนียนกล่าวเป็นเรื่องจริง นี่คือสิ่งที่ตระกูลใหญ่มักกระทำกัน ถ้าคนๆนั้นปรากฏตัว เธอจะต้องกลายเป็นเครื่องมือของตระกูลเพื่อนำเขาให้มาใกล้ชิดกับตระกูลอิ๋ง อย่างไรก็ตาม อิ๋งซีไม่ต้องการแต่งงานกับคนที่เธอไม่รู้จักหรือไม่ชอบ
อย่างไรก็ตาม เธอก็ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง - เธอไม่อาจต่อต้านตระกูลอิ๋งได้ เนื่องจากเธอเกิดในตระกูลอิ๋ง และทุกๆสิ่งของเธอก็มาจากตระกูลอิ๋ง เธอรู้สึกถึงคลื่นแห่งความอ่อนแอ ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ เธอก้มศีรษะลงและมองดูสับสน
เมื่อเห็นเช่นนี้ อู๋ชิงเหนียนก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจ เธอเข้าใจถึงความยากลำบากในการเกิดมาในตระกูลใหญ่ แต่เธอก็อยากเปลี่ยนสถานการณ์ของอิ๋งซี
เมื่อเห็นเพื่อนของเธอเป็นเช่นนี้ อู๋ชิงเหนียนก็เข้ามานั่งข้างอิ๋งซี และโอบอิ๋งซีไว้ เธอยิ้มในขณะที่ปลอบด้วยคำพูดว่า "ไม่เป็นไร น้องซี มันไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิด ในฐานะสหายของเธอ ฉันจะต้องช่วยเธออย่างแน่นอน!"
เมื่อได้ยินคำพูดของอู๋ชิงเหนียน อิ๋งซ๊ก็รู้สึกประทับใจมาก และเธอก็มองไปที่อู๋ชิงเหนียนด้วยความซาบซึ้งในขณะที่เธอกล่าวว่า "ขอบคุณนะชิงเหนียน!"
เมื่อเห็นว่าอิ๋งซีฟื้นตัวแล้ว อู๋ชิงเหนียนก็ยิ้มอย่างชั่วร้ายและกล่าวว่า "งั้นเธอจะขอบคุณฉันยังไง?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อิ๋งซีก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและเริ่มคิดไปไกล
ทันใดนั้น อู๋ชิงเหนียนก็ดึงอิ๋งซีเข้ามา ริมฝีปากสีแดงของเธอกดลงบนริมฝีปากของอิ๋งซี ก่อนที่อิ๋งซีจะทันได้ตอบสนอง เธอก็ดันลิ้นเข้าไปในปากของอิ๋งซี ลิ้นของเธอพัวพันเข้ากับลิ้นของอิ๋งซี
ภายในการจู่โจมที่อุกอาจ อิ๋งซีไม่สามารถข่มอารมณ์ไว้ได้อีก และร่างกายของเธอก็เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆและการหายใจของเธอก็ถี่รัวยิ่งขึ้น อู๋ชิงเหนียนฉีกยิ้มอย่างชั่วร้ายและเริ่มเคล้นหน้าอกขนาดใหญ่ของอิ๋งซีอย่างช้าๆและเบามือ
เมื่อรู้สึกว่าส่วนที่อ่อนไหวของเธอถูกจู่โจม อิ๋งซีก็ได้สติกลับมาด้วยความตกใจ และเธอได้ผลักอู๋ชิงเหนียนออกไปด้วยใบหน้าอันแดงก่ำ พร้อมกับกล่าวว่า "พอแล้ว ชิงเหนียน หยุดล้อเล่นได้แล้ว"
อู๋ชิงเหนียนมองหน้าอันแดงก่ำของอิ๋งซีและหยุดลง จากนั้นเธอก็เริ่มหัวเราะ
เมื่อเห็ยเช่นนี้ อิ๋งซีก็ทั้งรู้สึกอายและหงุดหงิด และเธอก็ผลักอู๋ชิงเหนียนลงไป จากนั้นหญิงสาวทั้งสองคนก็เริ่มกอดปล้ำกัน
......
ไม่นานหลังจากนั้น อู๋ชิงเหนียนก็ออกจากห้องไป และมีบอดี้การ์ดสาวหลายคนตามหลังเธอใบ ใบหน้าของเธอไม่ได้ผ่อนคลายอีกต่อไปอย่างที่เคยเป็น และมันได้ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังในขณะที่เธอคิดกับตัวเอง ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้สืบทอดมรดกต้าฉินนั้นก็อันตรายมาก
แน่นอนว่าเมื่อเธอได้ยินเสียงคำรามของมังกรในครั้งแรก หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหวาดหวั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ว่าเธออยากจะช่วยอิ๋งซี แต่เธอจะสามารถต่อกรกับผู้สืบทอดแห่งต้าฉินได้จริงๆหรือ?
นี่เป็นครั้งแรกที่อู๋ชิงเหนียนรู้สึกไม่มั่นใจนัก แต่นี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ - ด้วยความแข็งแกร่งทางจิตใจของเธอ มีเพียงไม่กี่สิ่งเท่านั้นที่ส่งผลต่อเธอได้ แต่เสียงคำรามของมังกรนั่นทรงพลังและน่าหวาดกลัวเกินไป
อู๋ชิงเหนียนได้วางแผนที่จะไปยังห้องของจ้าวฝูเพื่อถามเขาว่าเขาคิดยังไงกับเรื่องนี้ แต่เธอก็ตระหนักได้ว่าเพราะจ้าวฝูเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลประกอบและสายเลือดของเขาก็ไม่บริสุทธิ์เอามากๆ ดังนั้นเขาก็คงไม่ได้ยินเสียงคำรามของมังกรแห่งโชคชะตา อย่างไรก็ตาม อู๋ชิงเหนียนก็ยังคงอยากคุยกับเขา เธอให้ความนับถือต่อเขา ดังนั้นเธอจึงอยากถามความเห็นของเขา - บางทีเขาอาจจะสามารถช่วยเธอได้
หลังจากมาถึงประตูห้องของจ้าวฝู ผู้คุ้มกันของเธอก็เคาะประตูอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง อู๋ชิงเหนียนเดาว่าจ้าวฝูน่าจะอยู่ในโลกจุติสวรรค์ และในขณะที่อยู่ในสภาวะนั้น คนผู้นั้นจะไม่อาจตื่นขึ้นมาได้ เฉพาะเมื่อมีการสั่นสะเทือนทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวในโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้นที่จะทำให้คนผู้นั้นได้รับการประกาศจากระบบในโลกจุติสวรรค์
ดังนั้นอู๋ชิงเหนียนจึงไม่ดื้อรั้นอีก และเธอได้จากไปด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ผู้คนจากตระกูลใหญ่ไม่ได้ใช้เวลาในโลกแห่งความเป็นจริงนัก และพวกเขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโลกจุติสวรรค์ ถ้าไม่ใช่เพราะผู้สืบทอดแห่งต้าฉิน คนส่วนใหญ่คงไม่เต็มใจที่จะออกมาจากโลกจุติสวรรค์