- หน้าแรก
- The Lord's Empire
- บทที่ 4 กองกำลังทหาร
บทที่ 4 กองกำลังทหาร
บทที่ 4 กองกำลังทหาร
แปลไทย: KintarozSW.
ปรับสำนวน: TAEAHHH
บทที่ 4 : กองกำลังทหาร
สำหรับระดับของพวกเขานั้น หมู่บ้านปกติระดับเบื้องต้นมักจะอัญเชิญได้ชาวบ้านระดับ F ส่วนชาวบ้านระดับ E จะอัญเชิญมาได้หนึ่งคนต่อ 3 วัน ชาวบ้านระดับ D หนึ่งคนต่อ 12 วัน ชาวบ้านระดับ C หนึ่งคนต่อ 48 วัน ชาวบ้านระดับ B หนึ่งคนต่อ 192 วัน และชาวบ้านระดับ A หนึ่งคนต่อ 768 วัน ในขณะที่ชาวบ้านระดับ S นั้นไม่สามารถอัญเชิญออกมาได้ในหมู่บ้านปกติ
เพราะอย่างนี้ ทุกๆคนจึงจะเห็นได้ว่าชาวบ้านระดับสูงนั้นหายากขนาดไหน ถ้าต้องใช้เวลามากกว่าสองปีเพื่ออัญเชิญชาวบ้านระดับ A ออกมาหนึ่งคน มันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่หมู่บ้านปกติจะอัญเชิญชาวบ้านระดับ S หรือเหนือกว่านั้นออกมา
มันใช้เวลาค่อนข้างนานที่จะอัญเชิญชาวบ้านออกมาสำหรับหมู่บ้านปกติ เวลาจะลดลง 2/3 สำหรับหมู่บ้านระดับคราม และอีก 2/3 สำหรับหมู่บ้านระดับเงิน เป็นต้น
ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่จะถูกอัญเชิญมาในหมู่บ้านระดับตำนานคือระดับ F บางส่วนจะเป็นระดับ E และมีระดับ D อยู่ประปราย มีน้อยมากๆที่จะเป็นระดับ C ส่วนระดับที่สูงกว่านั้นต้องใช้เวลามากกว่า 2 วัน แต่เมื่อรวมกับค่าสถานะพิเศษของหมู่บ้านฉินและผลของสมญานามของหลี่ซื่อ หมู่บ้านฉินจึงมีโอกาส 25% ที่จะดึงดูดประชาการที่มีระดับสูงกว่า ดังนั้นมันจึงต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งวันสำหรับหมู่บ้านฉินเพื่ออัญเชิญชาวบ้านระดับสูงมา
จากคนที่ถูกอัญเชิญมาทั้งสิบสามคน มีระดับ C อยู่ 1 คน ,ระดับ D อยู่ 2 คน ,ระดับ E อยู่ 3 คน และระดับ F อยู่ 7 คน
หลังจากนั้น จ้าวฝูได้นำไป่ฉีและเด็กหนุ่มหกคนที่พอมีพลังต่อสู้มาที่แผ่นศิลาหินห้าก้อน แผ่นศิลาหินห้าก้อนคือแผ่นศิลาเปลี่ยนอาชีพ และแผ่นศิลาหินทั้งสี่อันนั้นก็สามารถใช้เพื่อเปลี่ยนอาชีพของคนๆหนึ่งได้
[ทหารฉิน]: ทหารระดับ E รายละเอียด: ทหารฉินที่กวาดผ่านและทำลายทั้งหกแว่นแคว้น ผล: ทหารทุกๆคนที่เปลี่ยนอาชีพจะได้รับเคล็ดวิชาการบ่มเพาะพลังขั้นพื้นฐาน [มนตราฉิน]
นี่คือคำอธิบายของทหารฉิน และอาชีพต่างๆก็มีดังนี้:
อันแรกคือทหารราบซึ่งสามารถเลือก [มือกระบี่], [นักดาบ] หรือ [พลหอก]
หลังจากเปลี่ยนอาชีพ พลทหารจะได้รับทักษะเฉพาะของอาชีพนั้นๆ ตัวอย่างเช่น [มือกระบี่] ได้รับสกิล [เคล็ดกระบี่พื้นฐาน] และโบนัสของอาชีพ STR + 2% และ CON + 2%
อันที่สองคือ ผู้ถือโล่ ซึ่งสามารถเลือก [ทหารโล่และกระบี่] หรือ [ทหารโล่และหอก] พวกเขาจะได้รับสกิล [โล่ป้องกัน] และ โบนัสของอาชีพ STR + 1% และ CON + 3%
อันที่สามคือ นักธนู ซึ่งสามารถเลือก [นักดาบธนู] หรือ [นักธนูดาบสั้น] พวกเขาจะได้รับสกิล [เคล็ดวิชาการยิงธนูพื้นฐาน] และโบนัสอาชีพ STR + 2% และ AGI + 2%
อันที่สี่คือทหารม้า ซึ่งสามารถเลือก [ทหารม้ากระบี่], [ทหารม้าดาบ] หรือ [ทหารม้าหอก] พวกเขาจะได้รับสกิล [ความชำนาญในการขี่ม้า] และโบนัสของอาชีพ STR + 2%, CON + 1% และ AGI + 1%
ส่วนอันที่ห้านั้นไม่ใช่อาชีพการต่อสู้ แต่เป็นแผ่นศิลาเปลี่ยนอาชีพบัณฑิต ซึ่งอนุญาตให้มีคนเปลี่ยนอาชีพไปเป็นบัณฑิตได้ 10 คน พวกเขาจะได้รับสกิล [ค้นคว้า] และโบนัสอาชีพ INT + 4%
จำนวนบัณฑิตถูกจำกัดไว้อย่างมากที่ 10 คน และพวกเขาจะเป็นตัวการในการค้นคว้าทุกๆประเภท อย่างเช่นการเกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิต ,การเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยในการควบคุมสัตว์ป่าที่ดุร้าย ,หมักสุรา ซึ่งจะช่วยในการทำไวน์ชั้นดี
แน่นอนว่าบัณฑิตระดับสูงกว่านั้นย่อมดีกว่า ดังนั้นจ้าวฝูจึงไม่ได้มีแผนที่จะเปลี่ยนอาชีพของใครให้เป็นบัณฑิตในวันนี้ เนื่องจากหมู่บ้านเพิ่งก่อตั้งขึ้น เขาสามารถเปลี่ยนอาชีพฟรีได้เพียง 50 ครั้ง หลังจากเปลี่ยนอาชีพครบ 50 ครั้ง เขาจะสามารถเปลี่ยนอาชีพได้โดยการจ่ายเงินเหรียญทองแดงจำนวนหนึ่ง
จ้าวฝูเปลี่ยนชาวบ้านหกคนที่เขานำมาเป็นทหารราบ จ้าวฝูนั้นนับถือไป่ฉีมาก ดังนั้นเขาจึงหันมาถามว่า "ไป่ฉี ท่านต้องการเปลี่ยนเป็นอาชีพอะไร? ท่านสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองเลย"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไป่ฉีจึงพยักหน้า เนื่องจากขุนพลสามารถเลือกอาชีพได้ 2 อาชีพ เขาเลยเลือกทหารม้าและทหารราบ
จ้าวฝูยังได้เลือกทหารราบ เขาไม่ชอบใช้กระบี่หรือหอกดังนั้นเขาจึงเลือกดาบและได้รับ [เคล็ดวิชาดาบพื้นฐาน] รวมทั้ง [มนตราฉิน] มันเป็นไปได้ที่จะฝึกปรือโดยใช้เคล็ดวิชาการบ่มเพาะพลัง และการบ่มเพาะพลังในปัจจุบันของเขาเป็นเพียงขั้นที่ 0 เท่านั้น ซึ่งเขาสามารถเพิ่มมันได้ด้วยการบ่มเพาะพลังเท่านั้น
การบ่มเพาะพลังนั้นแบ่งออกเป็นเก้าขั้นและแต่ละขั้นแบ่งออกเป็นเก้าระดับ ทุกครั้งที่ผ่านหนึ่งระดับ เขาหรือเธอจะได้รับค่าสถานะทั้งหมด +1 แต้ม
เฉพาะการมีหมู่บ้านระดับตำนานเท่านั้นที่จะทำให้คนผู้นั้นได้รับเคล็ดวิชาการบ่มเพาะพลังที่สอดคล้องกันและมีอาชีพทางทหารที่ครอบคลุมเช่นนี้
ถ้าเป็นหมู่บ้านปกติ พวกเขาจะสามารถเปลี่ยนได้แค่ [ทหารอาสา] ระดับ F ในตอนเริ่มต้น และจะต้องหาเคล็ดวิชาการบ่มเพาะพลังมาด้วยตัวเอง
มีเมล็ดข้าวสาลีในสำนักงานหมู่บ้าน เครื่องมือการเกษตรอย่างง่าย เครื่องเหล็ก และอาวุธในโรงหลอม เสื้อผ้าในร้านตัดเย็บ และยาพื้นฐานในร้านขายยา จ้าวฝูแบ่งหน้าที่โดยให้ผู้หญิงไปเก็บผลไม้ป่าและผลเบอร์รี่ทั้งหลาย ในขณะที่พวกผู้ชายให้ไปตัดไม้และสร้างบ้านและรั้ว หลังจากลงหลักปักฐานกันแล้ว พวกเขาก็สามารถเริ่มทำการแผ้วถางป่าเพื่อทำการเกษตรกันได้
ในตอนนั้นเอง เมื่อหลี่ซือเห็นว่าจ้าวฝูกำลังจะไปตัดไม้ด้วย เขาก็รีบร้องเรียกออกมาอย่างรวดเร็วว่า "นายเหนือหัว! โปรดพักเถอะ; พวกเราจะยอมให้นายเหนือหัวทำงานหนักแบบนั้นได้อย่างไร "
ทุกคนได้ยินเรื่องนี้และรู้สึกกังวลมากว่าจ้าวฝูจะทำให้ตัวเองเหนื่อย
เมื่อจ้าวฝูเห็นเรื่องนี้ ในที่สุดหัวใจอันเย็นชาของเขาก็เริ่มผ่อนคลายลง และเขาได้ยิ้มออกมาเล็กน้อยในขณะที่พูดว่า "ไม่ต้องเป็นห่วงข้า แค่คิดว่าข้าเป็นเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวของพวกเจ้าก็พอแล้ว"
เมื่อหลี่ซือได้ยินเช่นนี้ท่าทางของเขาก็อึดอัด จ้าวฝูเป็นผู้สืบทอดของจักรวรรดิฉินและวันหนึ่งเขาจะกลายเป็นจักรพรรดิ ทุกคนจะปฏิบัติกับเขาราวกับเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร? นั่นเป็นการหมิ่นประมาท อย่างไรก็ตามในขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง จ้าวฝูก็พูดตัดหน้าเขา "เอาล่ะ เดี๋ยวมันจะสายเอานะ เราไปตัดไม้เถอะ!"
หลี่ซือไม่กล้าพูดอะไร แต่ความเคารพต่อจ้าวฝูนั้นกลับเพิ่มขึ้น
หลังจากทำงานไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็สร้างบ้านไม้ขึ้นมาได้สองสามหลัง และรั้วอย่างง่ายๆ ความจงรักภักดีของผู้อยู่อาศัย 13 รายเพิ่มขึ้น 10 จุด พร้อมกับพาให้การสนับสนุนด้านประชากรเพิ่มขึ้นมาถึง 80 จุด
ในเวลากลางคืน ไป่ฉีได้ไปล่ากวางป่าและกระต่ายมาสองสามตัว ทุกคนนั่งรอบกองไฟขนาดใหญ่ด้วยกัน ทำให้มันดูมีชีวิตชีวามาก อย่างไรก็ตาม จ้าวฝูนั้นเคยชินกับการอยู่คนเดียวและไม่กล้าร่วมด้วย ดังนั้นเขาจึงอยู่แต่ในบ้าน
โดยปกติการฆ่าสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ในโลกจุติสวรรค์จะไม่ส่งผลให้ดรอปเหรียญทองแดงเพียงเล็กน้อย ในเวลาเดียวกันชาวบ้านหรือทหารที่ฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จะเพิ่มประสบการณ์ของหมู่บ้านซึ่งช่วยให้ระดับหมู่บ้านเพิ่มขึ้น
ในเวลานั้นเอง หลี่ซือได้เดินเข้ามาพร้อมกับจานไม้ที่มีเนื้อกวางปรุงสุกอย่างระมัดระวังและกล่าวว่า "ฝ่าบาท โปรดกินเถิด"
จ้าวฝูพยักหน้า หลังจากทำงานหนักมา เขารู้สึกหิวมาก เขาหยิบตะเกียบไม้ที่พวกเขาทำขึ้นมาและลิ้มรสมันหนึ่งชิ้น และพบว่ามันสดและอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ
เขากำลังจะกินต่อ แต่เมื่อเขาเห็นหลี่ซือยืนอย่างสุภาพอยู่ด้านข้าง เพื่อเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของเขา เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา “หลี่ซือ ท่านไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่กับข้าหรอก ท่านสามารถออกไปข้างนอกได้ ข้างนอกนั้นดูมีชีวิตชีวากว่ามาก”
หลี่ซือยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า "มันดีกว่าที่ข้าจะอยู่กับท่าน!"
จ้าวฝูรู้สึกอบอุ่นเล็กน้อยอยู่ภายในใจของเขาและไม่ได้พูดอะไรออกมา เขายังคงกินเนื้อกวางต่อเมื่อไป่ฉีเดินเข้ามาและยืนอยู่เคียงข้างเขา
"ความคิดของท่านเกี่ยวกับอนาคตของฉินคืออะไร?" จ้าวฝูที่กำลังกินเนื้อกวางอยู่ถามขึ้นมาอย่างฉับพลัน
หลี่ซือเป็นสมุหนายกของจักรวรรดิและไป่ฉีเป็นแม่ทัพที่เลื่องชื่อ ความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับยุทธวิธีของพวกเขามีมากกว่าจ้าวฝู ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยความหยิ่งผยองและขอความเห็นอย่างจริงใจแทน
ในตอนนี้ทั้ง โลกทั้งใบเป็นกระดานหมากอันวุ่นวาย แต่มันก็ไม่มีอะไรที่แน่นอน ทั้งชีวิต ความตาย วีรบุรุษ นักบุญ และตัวละครอันน่าพรั่นพรึงก็ไม่มีอะไรที่แน่นอน มันไม่แน่นอนทั้งใครเป็นผู้เล่นหรือตัวหมาก มันไม่มีสิ่งใดที่แน่นอน หากพวกเขาไม่ได้เตรียมตัวและล้มเหลวต่อการก้าวไปในแต่ละก้าว สิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่ก็มีแค่ความล้มเหลวและความตายเท่านั้น
ติดตามข่าวสารได้ที่: The Lord's Empire - นิยายแปล