- หน้าแรก
- สกิลเอาตัวรอดขั้นเทพ พลิกวิกฤตในยุคโบราณ
- บทที่ 12 - ข้าขายฝีมือ เรือนร่าง
บทที่ 12 - ข้าขายฝีมือ เรือนร่าง
บทที่ 12 - ข้าขายฝีมือ เรือนร่าง
บทที่ 12 - ข้าขายฝีมือ ไม่ขายเรือนร่าง
การทำธุรกิจแบบนี้น่าสนใจดีแฮะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าร้านหรงอีฟางร้านนี้จะรอดไหม
เฉินซีผลักประตูแล้วก้าวเดินเข้าไป
ขนาดของร้านก็พอใช้ได้ กะด้วยสายตาน่าจะประมาณห้าหกสิบตารางเมตร แต่จะเอาไปเทียบกับร้านสองชั้นสุดหรูร้านนั้นก็คงไม่ได้ แค่โถงรับรองห้องเดียวของร้านนั้นก็ใหญ่กว่าร้านนี้แล้ว
พอมองไปที่เคาน์เตอร์ ก็เห็นม้วนผ้าจัดวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ บนกำแพงมีหนังกระต่าย หนังแบดเจอร์ และหนังของสัตว์เล็กๆ ชนิดอื่นแขวนอยู่
แม้ประเภทของเสื้อกันหนาวจะไม่ได้มีให้เลือกเยอะนัก แต่ดูจากเนื้อผ้าแล้วหนาเตอะเลยทีเดียว
ดูออกเลยว่าเถ้าแก่เนี้ยไม่ใช่พวกมือสมัครเล่น เธอเน้นที่คุณภาพสินค้าเป็นหลัก ไม่เช่นนั้นการเปิดร้านอยู่ด้านหลังร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปสุดหรูแบบนี้ คงไม่มีแม้แต่น้ำแกงให้ซดเป็นแน่
เวลานี้ภายในร้านไม่มีลูกค้าเลย
เฉินซีก็ไม่รีบร้อน เขาเดินดูรอบๆ พลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ฝีมือการตัดเย็บของร้านนี้เหนือกว่าร้านข้างหน้าตั้งเยอะ
ขณะที่เฉินซีกำลังเลือกเสื้อผ้าอยู่นั้น เสียงประตูด้านหลังก็ดังเอี๊ยดขึ้น ตามด้วยร่างของผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา
ในอ้อมแขนของหญิงสาวมีฟืนหอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าในร้านมีลูกค้า เธอก็รีบเอาฟืนไปวางไว้ข้างเตาผิงทันที
เธอเดินมาหยุดตรงหน้าเฉินซี ใช้มือลูบผมอย่างเขินอาย "ลูกค้ารอนานแล้วสิเจ้าคะ พอดีเมื่อครู่นี้ข้าเพิ่งไปทำธุระมา หากต้อนรับขาดตกบกพร่องประการใด ต้องขออภัยด้วย"
หืม? ผู้หญิงเหรอ?
เฉินซีชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะมีเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ผุดขึ้นมาในหัว
ธรรมเนียมของยุคสมัยนี้ เขายังคงจำได้ดี
ผู้หญิงในยุคนี้หัวโบราณมาก โดยเฉพาะในตัวอำเภอแบบนี้ ลูกสาวบ้านรวยแทบจะไม่ออกจากเรือนเลยด้วยซ้ำ
ส่วนลูกสาวชาวบ้านธรรมดาก็พยายามหลีกเลี่ยงการออกไปพบปะผู้คนให้มากที่สุด
ยิ่งเป็นผู้หญิงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาแบบนี้ด้วยแล้ว
มาเปิดร้านเนี่ยนะ? ทำธุรกิจเนี่ยนะ?
เฉินซีพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าอย่างละเอียด อายุน่าจะราวๆ ยี่สิบปี ผิวพรรณขาวผ่อง เครื่องหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา คิ้วตาคมคายราวกับภาพวาด
เธอสวมเสื้อกันหนาวลายดอกไม้ตัวหนาเตอะ ปิดบังเรือนร่างอันเย้ายวนไว้จนมิดชิด ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงมั่นใจนักว่าเรือนร่างของเธอเย้ายวนน่ะหรือ
ก็หน้าอกหน้าใจที่นูนเด่นดันเสื้อกันหนาวลายดอกไม้ออกมาจนแทบจะปริซะขนาดนั้น ดูมีน้ำมีนวลสุดๆ จิ๊ๆๆ!
ยิ่งไปกว่านั้น ผมยาวสีดำขลับที่เกล้าขึ้นสูง เก็บปอยผมเรียบแปล้ไม่มีหลุดลุ่ย
บุคลิกดูทะมัดทะแมงและสง่างามสุดๆ
ถ้าเป็นในโลกยุคหลัง แค่จับเธอใส่ชุดพนักงานออฟฟิศ ใส่รองเท้าส้นสูงสักหน่อย ก็กลายเป็นแม่พิมพ์ของท่านประธานบริษัทสาวสุดสวยได้สบายๆ!
เฉินซีเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะรู้ตัวว่าการจ้องมองผู้อื่นแบบนี้มันเสียมารยาท จึงยกมือขึ้นเกาหัวแก้เก้อ "ไม่รีบ ไม่รีบ ข้ามาเลือกเสื้อกันหนาวสักสองสามตัว"
ระหว่างที่เฉินซีกำลังมองสำรวจหญิงสาว หญิงสาวเองก็กำลังแอบประเมินเฉินซีอยู่เช่นกัน รูปร่างสูงโปร่ง ยืนหลังตรงแหน่ว
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลัก มุมปากมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆ ให้ความรู้สึกแบบหล่อร้ายๆ ในสายตาของหญิงสาว
มองทะลุเสื้อคลุมฟางท่อนบนเข้าไป ยังพอมองเห็นผิวสีแทนบ่มแดดดูสุขภาพดีอยู่รำไร
แค่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็แผ่กลิ่นอายที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวออกมาแล้ว
เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อนนะ
อากาศหนาวขนาดนี้ เขากลับสวมชุดคลุมฟางเนี่ยนะ?
หญิงสาวก้มมองลงไปด้านล่างอย่างแปลกใจ แล้วก็แทบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่
มีหนังกวางโง่ผืนใหญ่พันรอบเอวไว้ราวกับกระโปรงผู้หญิง ส่วนด้านล่างสวมรองเท้าฟางหนาเตอะ นิ้วก้อยเท้ายังโผล่ทะลุออกมารับลมเย็นๆ อยู่เลย
"พรืดดดดด—"
หญิงสาวเห็นรองเท้าฟางคู่นั้นก็ทนไม่ไหวจนหลุดขำออกมา ในที่สุดภาพลักษณ์อันหล่อเหลาของเฉินซีก็พังทลายลงเพราะการแต่งกายชุดนี้
"ขอโทษเจ้าค่ะ ขอโทษที"
หญิงสาวก้มหน้าลงจนแก้มแดงปลั่ง สายตาเหลือบไปเห็นรองเท้าฟางคู่นั้นอีกครั้ง ก็รีบหันหน้าหนี ไหล่สองข้างสั่นระริก
เฉินซีก้มมองตามสายตาของหญิงสาว ภาพตรงหน้าทำเอาเขาหน้ามืดไปชั่วขณะ ตอนวิ่งมาคงวิ่งเร็วไปหน่อย เลยไม่ทันสังเกตว่ารองเท้าฟางขาดทะลุเสียแล้ว
นิ้วก้อยเท้าพยายามจะหดกลับเข้าไป แต่ดันติดอยู่กับเส้นฟาง
หดเท่าไหร่ก็หดไม่เข้า นิ้วก้อยเท้าหัวดื้อยังคงโผล่ออกมาท้าลมหนาวอยู่อย่างนั้น ดูน่าขันสิ้นดี
เฉินซีเห็นว่านิ้วก้อยเท้าไม่ยอมหดกลับไป ก็ได้แต่เม้มปาก ในที่สุดก็เลิกสนใจปัญหานี้
อย่าไปใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนั้นเลย มันก็แค่ลมหนาวนิดหน่อยเท่านั้น!
"อะแฮ่ม—"
"เสื้อกันหนาวตัวนี้ขายยังไง?"
เฉินซีชี้ไปที่เสื้อกันหนาวลายดอกไม้ที่พับวางอย่างเป็นระเบียบบนชั้นวาง ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่หญิงสาวใส่อยู่พอดี
เขาเห็นมันตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านแล้ว เสื้อตัวนี้ดูหนาที่สุด ถ้าภรรยาของเขาได้ใส่ คงจะอุ่นน่าดู
"อืม ลูกค้ารอสักครู่นะเจ้าคะ"
ในที่สุดหญิงสาวก็กลั้นขำได้สำเร็จ เมื่อเห็นเฉินซีต้องการซื้อเสื้อกันหนาว เธอก็รีบหยิบเสื้อลายดอกไม้ตัวนั้นออกมา ทาบไว้ที่หน้าอกตัวเองอย่างเอาใจใส่ เพื่อกะขนาดให้เขาดู
"ลูกค้าดูสิเจ้าคะว่าขนาดพอดีกับภรรยาของท่านหรือไม่?"
หญิงสาวคนนี้ทำธุรกิจเก่งมาก พอเห็นเขาเลือกเสื้อลายดอกไม้ ก็รู้ทันทีว่าต้องซื้อไปฝากภรรยาที่บ้านแน่ๆ
เฉินซีพิจารณาอย่างละเอียด ฝีเข็มเย็บได้สม่ำเสมอ เนื้อผ้าก็ให้มาแบบจัดเต็ม เทียบกับตัวที่พี่สะใภ้ใส่อยู่ ไม่รู้ว่าดีกว่ากี่สิบเท่า
เขาลองบีบดูที่ตัวเสื้อ สำลีที่ยัดอยู่ข้างในหนานุ่มมาก พอลองยกขึ้นชั่งน้ำหนักดู ก็รู้สึกเบาสบายมือสุดๆ
"ดีมาก ขนาดก็พอดีเลย"
เมื่อเห็นท่าทางการเลือกซื้อของเฉินซี แววตาของหญิงสาวก็ฉายแววแปลกใจ ผู้ชายตัวโตๆ แบบนี้กลับรู้เรื่องพวกนี้ด้วย รู้จักลองชั่งน้ำหนักสำลีข้างในและตรวจดูรอยเย็บด้วยแฮะ
"ถ้าเพิ่มกางเกงกันหนาวเข้าไปด้วย หนึ่งชุดราคาเท่าไหร่?"
ระหว่างที่เฉินซีตรวจสอบเสื้อลายดอกไม้ เขาก็หยิบกางเกงกันหนาวมาเลือกด้วย เนื้อผ้าและงานตัดเย็บเป็นที่น่าพอใจมาก
"ไม่ทราบว่าลูกค้าหาร้านเล็กๆ ของข้าเจอได้อย่างไรเจ้าคะ?"
"มีใครแนะนำมาหรือเปล่า?"
เฉินซีเห็นหญิงสาวไม่ยอมบอกราคา แถมยังถามว่ามีใครแนะนำมาหรือเปล่า เขาจึงตอบกลับไปทันทีโดยไม่ต้องคิด "ไม่มีใครแนะนำหรอก ข้าเดินหาเจอเอง"
เขาไม่อยากบอกว่าเป็นเสี่ยวอู่แนะนำมา ขืนพูดไปจะต่อราคาลำบาก คนยุคหลังเขามีสกิลที่เรียกว่า 'หลอกฟันลูกค้าคนกันเอง' อยู่นะ
คนอย่างเขา อุตส่าห์ทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณทั้งที จะให้มาโดนหลอกฟันง่ายๆ ได้ไง เสียหน้าแย่เลย?
คิดจะเห็นเขาเป็นหมูตู้มาให้เชือดงั้นเรอะ? หลอกฟันลูกค้าคนรู้จัก? ฝันไปเถอะ
เฉินซีมองเล่ห์เหลี่ยมของเธอออกหมดแล้ว แถมยังแอบภูมิใจในความฉลาดของตัวเองอยู่ลึกๆ
"ลูกค้าพูดไม่จริงกระมังเจ้าคะ?"
หญิงสาวมองเฉินซีด้วยสายตามีเลศนัย ร้านนี้ซ่อนตัวซะมิดชิดขนาดนี้ ท่านหาเจอเองงั้นเหรอ? หลอกผีเถอะ
เฉินซีชะงักไปชั่วครู่ นี่กะจะฟันให้เลือดอาบเลยใช่ไหม?
อะไรเนี่ย? ตีให้ตายข้าก็ไม่ยอมรับหรอก จะกัดฟันยืนยันคำเดิม ใครจะทำไม ยังไงข้าก็ไม่ยอมเป็นหมูตู้ให้เจ้าเชือดหรอกนะ
"จริงสิ ข้าเดินหาเจอเองจริงๆ"
มุมปากของหญิงสาวยกขึ้นเล็กน้อย เห็นเขายืนกรานไม่ยอมรับก็แอบขำอยู่ในใจ
เธอพับเสื้อลายดอกไม้อย่างเป็นระเบียบ นำไปวางไว้บนชั้นวางสินค้า ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าเฉินซีตาไม่กระพริบ
"ในเมื่อไม่มีใครแนะนำมา เช่นนั้นก็ต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะลูกค้า"
หญิงสาวยื่นมือขาวเนียนออกมา แบมือขึ้น ริมฝีปากสีแดงสดขยับเอื้อนเอ่ยออกมาสองคำ "ไม่ขาย"
ความหมายชัดเจนมาก นอกจากจะไม่ขายให้แล้ว ยังทำมือเป็นเชิงไล่แขกอีกต่างหาก
เฉินซีถึงกับอ้าปากค้างกับปฏิกิริยาของหญิงสาว อะไรนะ? ไม่ขาย? หลอกฟันคนกันเองไม่ได้ ถึงกับไม่ยอมขายของให้เลยเรอะ
คำสามคำผุดขึ้นมาในหัวทันที
ร้านเถื่อน! นี่มันร้านเถื่อนชัดๆ!
ผู้หญิงตัวเล็กๆ กล้าเปิดร้านเถื่อนกลางวันแสกๆ เลยเชียว!
ถ้าเธอเปิดร้านเถื่อน งั้นไอ้เสี่ยวอู่ที่แนะนำเขามาที่นี่ล่ะ
เฉินซีหรี่ตาลง แอบด่าในใจว่าจิตใจมนุษย์ช่างยากแท้หยั่งถึง
เขาตัดสินใจลองเชิงดูสักหน่อย ถ้าเป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ งั้นเสี่ยวอู่ก็ต้องมีส่วนรู้เห็นด้วย
แถมยังเป็นปัญหาใหญ่เสียด้วย
"ปึ้ก—"
เขาวางพวงเงินสามพวงที่ได้จากการขายหนังกวางลงบนเคาน์เตอร์ ก้มหน้านิดๆ จ้องตากับหญิงสาวโดยไม่หลบสายตา
"เสนอราคามา"
"ไม่ขาย"
หญิงสาวเหลือบมองพวงเงินทั้งสามพวงบนเคาน์เตอร์ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอีกครั้ง
ทว่ามือที่ทำท่าไล่แขกเมื่อครู่กลับเปลี่ยนไป เธอกำหมัดแล้วชูนิ้วชี้เรียวงามชี้ลงไปด้านล่าง "เอาสิ่งนั้นมาแลกได้"
เฉินซีมองตามนิ้วของหญิงสาวลงไปที่ด้านล่างของตัวเอง ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาทันที "ขอโทษทีนะแม่นาง ข้าขายฝีมือ ไม่ขายเรือนร่าง!"
(จบแล้ว)