เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - โครงเค้าอาวุธเวท

บทที่ 11 - โครงเค้าอาวุธเวท

บทที่ 11 - โครงเค้าอาวุธเวท


บทที่ 11 - โครงเค้าอาวุธเวท

ดึกสงัดเงียบสงัด

เปลวไฟสีเหลืองอ่อนจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวแผ่วเบาในสายลม พลางสาดส่องห้องทำหนังสัตว์ขนาดเล็กให้สว่างไสวพอประมาณ

เฉินผิงใช้ปิ่นปักผมเขี่ยไส้ตะเกียงอีกครั้ง เพื่อให้แสงสว่างเพิ่มมากขึ้น

จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาเริ่มทำงาน

ทำหนังยันต์

ตลอดระยะเวลาสามวันที่ร่ำเรียนมา เฉินผิงไม่เคยเปิดเผยทักษะการชำแหละอันยอดเยี่ยมของตนเลย เขาวางตัวต่ำต้อยเพื่อรีดเค้นความรู้จากปรมาจารย์ฉีให้ได้มากที่สุด

ดังนั้นทักษะการทำหนังยันต์จึงยังไม่ปรากฏขึ้นบนหน้าต่างสถานะ

หรือก็คือ ยังไม่เข้าสู่ขั้นเริ่มต้น

เวลานี้เมื่อทำใจให้สงบลง หยิบหนังสำเร็จรูปที่ซื้อมาขึ้นมาแผ่นหนึ่ง สังเกตความหนา ลวดลาย แนวเส้นเอ็น และตำแหน่งของเส้นเอ็นแข็งบนหนังสำเร็จรูปอย่างละเอียด

จากนั้นจึงใช้ทักษะการชำแหละ กรีดไปตามรอยแยกที่สังเกตเห็นได้ยากระหว่างชั้นลวดลายอย่างช้าๆ อาศัยสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้ทำลายลวดลายและเส้นเอ็นแม้แต่น้อย

เมื่อลากมีดจนสุด หนังแผ่นบางๆ ก็ถูกเฉือนออกมา

เฉินผิงหยิบแผ่นบางนั้นขึ้นมา ตรวจสอบอย่างละเอียด จากนั้นก็เปลี่ยนเครื่องมือ เริ่มเกี่ยวเส้นเอ็นแข็งขึ้นมาอย่างช้าๆ แล้วดึงขึ้นเบาๆ

อาจเป็นเพราะใช้ทักษะการชำแหละทำงานนี้เป็นครั้งแรก จึงเผลอทำให้จุดเล็กๆ จุดหนึ่งฉีกขาดเป็นรอยแหว่งโดยไม่ระวัง

เรื่องนี้ทำให้เฉินผิงรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย

แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ เขาถือมีดซ่อมแซมรอยแหว่งนั้นต่อไป

หลังจากซ่อมแซมเสร็จ ก็ตรวจสอบความหนาบางของหนังอย่างละเอียดอีกครั้ง กระบวนการนี้ยากที่จะสังเกตเห็นด้วยตาเปล่า

แต่เนื่องจากมีทักษะการชำแหละ เฉินผิงจึงมีความอ่อนไหวต่อเนื้อหนังมาแต่กำเนิด ทำให้งานนี้ง่ายขึ้นมาก

ในที่สุด หนังยันต์แผ่นหนึ่งก็ทำสำเร็จ

เขามองไปที่หน้าต่างสถานะด้วยความตื่นเต้น

ผลปรากฏว่า น่าเสียดายยิ่งนัก!!

ยังไม่เข้าสู่ขั้นเริ่มต้น

‘ไม่ง่ายเลยจริงๆ ข้ามีทักษะการชำแหละที่เข้าขั้นเทพขนาดนี้ ยังไม่สามารถเข้าสู่ขั้นเริ่มต้นได้ในครั้งแรก ลองคิดดูสิว่าสำหรับผู้ฝึกตนคนอื่นๆ มันจะยากลำบากเพียงใด’

‘มิน่าล่ะ ผู้คนมากมายถึงได้บอกว่าข้าวชามนี้มันกลืนยาก’

แม้ว้าครั้งนี้จะยังไม่เข้าสู่ขั้นเริ่มต้น แต่เฉินผิงก็ได้รับประโยชน์ไม่น้อย

เขาสรุปข้อบกพร่องของหนังยันต์ที่เสียแผ่นแรกไว้ดังนี้:

หนึ่ง ควบคุมน้ำหนักมือและความเร็วได้ไม่ดี

การใช้ทักษะการชำแหละทำหนังยันต์ครั้งแรก ตอนดึงเส้นเอ็นแข็งกะน้ำหนักมือและความเร็วไม่ดี ทำให้หนังบางส่วนเสียหาย

เรื่องนี้สามารถฝึกฝนจนเกิดความชำนาญได้

สอง มุ่งเน้นความแม่นยำมากเกินไป จนเสียเรื่องใหญ่

ตอนที่กรีดใช้ความเร็วช้าเกินไป กลับทำให้ความเรียบเนียนลดลง

ควรทำตามสัญชาตญาณให้มากกว่านี้

สาม การซ่อมแซมรอยบุ๋มยังไม่ดีเท่าที่ควร

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับระดับพลังของข้าเอง กระบวนการนี้ต้องผสานเนื้อเยื่อที่เติมลงไปให้เข้ากับหนังเดิมโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ซึ่งต้องอาศัยการอัดฉีดพลังวิญญาณ

แต่ระดับพลังของข้าในตอนนี้ยังไม่พอ

หากทำไม่ได้จริงๆ ก็ต้องหาวิธีอื่น คือการทำให้หนังยันต์บางลง โดยขัดเกลาให้มีความหนาเท่ากับจุดที่ต่ำที่สุดของรอยบุ๋ม

นี่คือปัญหาหลักสามประการ

ในเมื่อหาแนวทางแก้ไขพบแล้ว ก็แค่ฝึกฝนต่อไป

เฉินผิงหยิบหนังสำเร็จรูปขึ้นมา เริ่มทำหนังยันต์ครั้งที่สอง

จากนั้นก็ครั้งที่สาม...

ครั้งที่สี่...

จนกระทั่งทำหนังยันต์แผ่นที่ห้าเสร็จสิ้น ความรู้สึกประหลาดใจระคนยินดีก็มาเยือนในที่สุด

[ทักษะ: ชำแหละ (ผู้เชี่ยวชาญ): 234/1000, หนังยันต์ (ขั้นเริ่มต้น): 1/1000, ทำอาหาร (เชี่ยวชาญ): 162/1000]

‘ไม่เลวเลย ในที่สุดทักษะการทำหนังยันต์ก็เข้าสู่ขั้นเริ่มต้นแล้ว เรียนมาสามวัน ซ้ำยังตั้งใจฝึกฝนอย่างเต็มที่ถึงห้าครั้ง ถึงจะก้าวข้ามขีดจำกัดมาได้’

‘นี่มัน... จิตวิญญาณแห่งช่างฝีมือใช่หรือไม่?’

เฉินผิงเก็บงำความยินดี เขี่ยไส้ตะเกียง แล้วหยิบหนังสำเร็จรูปมาฝึกฝนต่อ

หลังจากนี้ก็ง่ายแล้ว

ขอเพียงแค่ฝึกฝนซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถพัฒนาฝีมือให้ก้าวหน้าขึ้นได้เรื่อยๆ ในกระบวนการนี้

หลังจากเข้าสู่ขั้นเริ่มต้น เมื่อเฉินผิงลงมือทำอีกครั้ง ทุกครั้งที่จรดมีดลงไป เขาสามารถสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับบางอย่างที่คอยชี้แนะเขาอยู่

เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ดูเหมือนว่าเขาจะรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ และตระหนักถึงทิศทางในการแก้ไข

นี่เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนตอนที่ยังไม่เข้าสู่ขั้นเริ่มต้น

‘แผ่นนี้ไม่ผ่าน มุมซ้ายบนบางไปหน่อย ไม่สม่ำเสมอ’

เฉินผิงส่ายหน้า แล้วโยนหนังยันต์ที่ทำเสียทิ้งไป

ดำเนินการแผ่นต่อไป

‘แผ่นนี้ยังขาดอีกนิด ลวดลายตรงนี้ แม้ข้าจะรู้ว่าต้องแก้ไขอย่างไรเพื่อให้เห็นชัดเจน แต่ยังกะน้ำหนักมือได้ไม่ดีที่สุด’

ดำเนินการแผ่นต่อไป

‘แผ่นนี้หนาไปหน่อย ไม่โปร่งแสงพอ ความหนาบางยังไม่พอดี’

‘...’

‘ความเหนียวของแผ่นนี้ยังด้อยไปหน่อย ความสามารถในการรองรับกฎเกณฑ์แห่งมรรคาสวรรค์ของยันต์คงไม่เพียงพอแน่’

‘...’

เฉินผิงทำหนังสำเร็จรูปเสียไปเรื่อยๆ ค้นพบปัญหาอย่างแม่นยำอย่างต่อเนื่อง และปั่นค่าความชำนาญซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วนเวียนอยู่เช่นนี้

จนกระทั่งหนังยันต์ที่ค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจแผ่นหนึ่งวางอยู่ตรงหน้า เขาพิจารณาดูครู่หนึ่งด้วยความปลาบปลื้มใจ

‘แผ่นนี้ใช้ได้เลย ถือว่าเป็นแผ่นที่ทำสำเร็จที่สุดในคืนนี้แล้ว’

เฉินผิงวางหนังยันต์ลง เรียกหน้าต่างสถานะออกมา มองดูค่าประสบการณ์ของหนังยันต์:

หนังยันต์ (ขั้นเริ่มต้น): 312/1000

เพิ่มขึ้นมาสามร้อยกว่าแต้ม

ไม่เลวเลย

เฉินผิงเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง... ไม่น่าเชื่อว่าฟ้าสว่างแล้ว นี่เขาปั่นทักษะโต้รุ่งไปโดยไม่รู้ตัวเลยหรือเนี่ย...

การโต้รุ่งครั้งล่าสุด ก็คือตอนเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วเล่นเกมโต้รุ่งกับเพื่อนร่วมชั้น

ให้ความรู้สึกราวกับผ่านไปเนิ่นนานชั่วกัปชั่วกัลป์

แต่ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็เป็นผู้ฝึกตนระดับเลี่ยนชี่ การโต้รุ่งสักคืนนานๆ ครั้งก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าเท่าใดนัก

เขามองดูผลงาน

คืนเดียวหั่นหนังสำเร็จรูปเสียไปสิบหกแผ่น

ทำหนังยันต์ที่ใช้ไม่ได้ออกมาอีกยี่สิบหกแผ่น

อัตราความสำเร็จไม่สูงเลยแฮะ

ต้องปั่นค่าความชำนาญให้สูงขึ้นกว่านี้เสียแล้ว

...

ลับมีดให้คม ย่อมไม่เสียงานตัดฟืน

เครื่องมือทำหนังยันต์ที่เฉินผิงใช้อยู่ตอนนี้ยังเป็นของที่แจกให้ตอนไปเป็นลูกศิษย์ที่บ้านปรมาจารย์ฉี เวลาใช้รู้สึกว่ายังไม่ค่อยเข้ามือเท่าไหร่

จึงตัดสินใจว่าจะซื้อชุดที่ดีกว่านี้ให้ตัวเองสักชุด

เขาเดินดูของในตลาดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องมือแห่งหนึ่ง

สินค้าในร้านมีละลานตาตาไปหมด ลำพังแค่เครื่องมือทำหนังยันต์ก็มีหลากหลายรูปแบบ

เฉินผิงคิดว่าในเมื่อจะซื้อทั้งที ก็ต้องซื้อชุดที่ดีไปเลย ท้ายที่สุดแล้วของที่ใช้ประโยชน์ได้ตลอดชีพ ซื้อไปย่อมไม่ขาดทุน

เขาเลือกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้ไปที่ชุดหนึ่งแล้วถามเถ้าแก่

“ชุดนี้ก็ขายด้วยหรือ? ทำไมดูแปลกๆ?”

“สหายนักพรตช่างตาแหลมคม ชุดนี้คือตัวอย่าง เป็นตัวอย่างของอาวุธเวทระดับหนึ่งขั้นกลาง สหายนักพรตซื้อไปใช้เองใช่หรือไม่? เครื่องมือทำหนังสัตว์ที่เป็นอาวุธเวทระดับหนึ่งขั้นกลางสักชุด สามารถเพิ่มอัตราความสำเร็จในการทำหนังยันต์ได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพของหนังยันต์ได้ด้วย คุ้มค่าอย่างแน่นอน” เถ้าแก่รีบเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น

อาวุธเวทระดับหนึ่งขั้นกลางหรือ?

นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินผิงได้เข้าใกล้แนวคิดของอาวุธเวทระดับหนึ่งขั้นกลางมากขนาดนี้ เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

อาวุธเวทระดับหนึ่งขั้นกลาง ผนวกกับ ทักษะการทำหนังสัตว์อันยอดเยี่ยม

แบบนี้ข้าไม่โบยบินขึ้นสวรรค์ไปเลยหรือ?

“ท่านก็บอกเองว่าเป็นแค่ตัวอย่าง แล้วจะขายอย่างไรหรือ?” เฉินผิงมีสีหน้าราบเรียบไร้ระลอกคลื่น

“ขอเพียงสหายนักพรตถูกใจ วางเงินมัดจำไว้ ทางร้านสามารถเป็นตัวแทนไปประมูลมาให้สหายนักพรตได้ ร้านของเราทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ ปลอดภัยและเชื่อถือได้ จะไม่มีการคดโกงใดๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ร้านของเรามีประสบการณ์เป็นตัวแทนประมูลมาหลายปี มั่นใจได้เลยว่าจะประมูลได้ในราคาที่เหมาะสมกว่าสหายนักพรตไปประมูลเองแน่นอน” เถ้าแก่ยิ้มอย่างมืออาชีพ อาจเป็นเพราะกลัวเฉินผิงลังเล จึงร่ายยาวถึงข้อดีของร้านตัวเองเป็นชุด

รูปแบบนี้... ไม่เลวเลยทีเดียว

อย่างน้อยก็ไม่ต้องออกหน้าเอง

เฉินผิงตื่นเต้นอยู่ในใจเล็กๆ

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยทั่วไปราคาประมาณเท่าใดหรือ?”

“ปกติก็ประมาณสิบสามก้อนหินวิญญาณระดับกลางขึ้นไปลงมานิดหน่อย ทางร้านสามารถกำหนดเพดานราคาได้ หากเกินราคาเพดานแล้ว ร้านเราจะหยุดประมูลทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ว่าจ้างต้องสูญเสียเงินเปล่าประโยชน์” เถ้าแก่อธิบายต่อ

เฉินผิง: ...

ด่วนสรุปเกินไปแล้ว

นี่มันใช่ปัญหาเรื่องกำหนดเพดานราคาหรือไม่เล่า?

นี่มัน...

‘ข้าเพิ่งจะเริ่มทำหนังยันต์ ยังไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือแพงขนาดนี้ ไม่เกี่ยวว่ายากจนหรือไม่ยากจนหรอกนะ’

‘ตอนนี้ซื้อเครื่องมือดีๆ แบบนี้ไปก็ไม่ปลอดภัย คนไม่มีความผิด แต่ครอบครองของมีค่าคือความผิด ต้องรอให้ระดับพลังของข้าสูงกว่านี้ก่อน นี่ไม่เกี่ยวว่ายากจนหรือไม่ยากจนหรอกนะ’ เฉินผิงหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองเป็นชุด

เขาเดินดูของต่ออีกครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ถูกใจชุดเครื่องมืออีกชุดหนึ่ง

เครื่องมือทั้งชุดครบครัน ซ้ำยังดูเปล่งประกายคล้ายอาวุธเวททุกชิ้น ทำให้เฉินผิงชอบจนวางไม่ลง

“แล้วชุดนี้ล่ะ?”

“ต้องบอกว่าสหายนักพรตตาถึงจริงๆ ชุดนี้ถือว่าของดีราคาถูกอย่างแท้จริง เครื่องมือชุดนี้ล้วนเป็นโครงเค้าอาวุธเวท แม้จะไม่ใช่อาวุธเวทเต็มตัว แต่ก็มีข้อดีของอาวุธเวทเช่นกัน ล้วนถูกตีขึ้นมาจากเหล็กนิลโดยผู้ฝึกตนระดับสูง เจอดูความเงางามนี้สิ เดี๋ยวข้าจะเคาะให้ฟังเสียงนะ... ติ๊ง... วิง...” เถ้าแก่โฆษณาสรรพคุณอย่างน้ำไหลไฟดับ

และในที่สุดภายใต้การเร่งเร้าของเฉินผิง เขาก็บอกราคาออกมา:

“หินวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อน”

เมื่อก่อนเฉินผิงไม่เคยสนใจของพวกนี้มาก่อน จึงไม่รู้เลยว่ามันจะแพงหูฉี่ขนาดนี้

หินวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อน เท่ากับหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งร้อยก้อน ตอนนี้เขามีหินวิญญาณให้ใช้จ่ายได้ทั้งหมดแค่ 172 ก้อนเอง

ต้องทำหนังยันต์กี่แผ่นถึงจะหาเงินคืนมาได้เนี่ย?

แต่ชุดนี้เขาชอบจริงๆ

พอเห็นชุดนี้แล้วก็ไม่อยากกลับไปใช้ชุดที่ปรมาจารย์ฉีแถมให้เลย

ราวกับฟ้ากับเหว

เฉินผิงส่ายหน้าแล้วกล่าว

“แพงไป นี่มันแค่โครงเค้าอาวุธเวท ไม่ใช่อาวุธเวทของจริงเสียหน่อย เครื่องมือครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ ปรมาจารย์ที่แท้จริงมีหรือจะชายตามอง? พูดกันตามตรง อาวุธเวทชุดนี้ของท่านก็ต้องรอคนที่ถูกตาต้องใจจริงๆ ถึงจะยอมซื้อ นอกจากข้าแล้ว คงไม่มีผู้ฝึกตนกี่คนที่ยินดีจะซื้อหรอกกระมัง?”

“ท่านดูด้ามมีดนี่สิ แม้แต่ลวดลายแกะสลักก็ไม่มี เห็นได้ชัดว่าลักไก่ลดทอนวัสดุ แถมยังไม่ใช่อาวุธเวทอีก มีเหตุผลใดถึงต้องแพงขนาดนี้?”

“พวกผู้ฝึกตนอย่างพวกเจ้านี่นะ ด้ามมีดไม่มีลวดลายแกะสลักจะเรียกว่าลดทอนวัสดุได้อย่างไร” เถ้าแก่หัวเราะ ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ก็เพราะไม่ใช่อาวุธเวทอย่างไรเล่าถึงขายแค่หินวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อน หากเป็นอาวุธเวทระดับหนึ่งขั้นต่ำล่ะก็ อย่างน้อยๆ ก็ต้องหินวิญญาณระดับกลางห้าก้อนขึ้นไป เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เห็นแก่ที่เจ้ามีความจริงใจ เจ้าว่ามาสิ ว่ามาว่าให้ราคาเท่าใด”

“หินวิญญาณระดับต่ำหกสิบก้อน”

“ไปๆๆ ออกไป ไม่ขายให้เจ้าแล้ว มีที่ไหนมาพูดจาล้อเล่นกันแบบนี้ โครงเค้าอาวุธเวทของข้าดีๆ จะไปขายถูกกว่าอาวุธธรรมดาของร้านอื่นได้อย่างไร?” เถ้าแก่หน้าดำคร่ำเครียด ไล่คนอย่างหมดความอดทน

เฉินผิงไม่ขยับ ยิ้มพลางกล่าวว่า

“การค้าขายก็แบบนี้แหละ เรียกราคามาเสียตั้งสูง ก็ต้องต่อราคากันตรงนี้ มีคนขายก็ต้องมีคนต่อ ท่านบอกราคาที่เต็มใจขายมาดีกว่า”

หยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวเสริมขึ้นอีกว่า

“ขอบอกไว้ก่อนนะ ข้างหน้ายังมีร้านขายเครื่องมืออีกหลายร้าน หากท่านให้ราคาไม่สมน้ำสมเนื้อ ข้าก็จะหันหลังกลับทันที”

มุมปากเถ้าแก่กระตุก

เขาถูกเฉินผิงพูดแทงใจดำเข้าให้แล้ว

เครื่องมือชุดนี้แม้จะเป็นของดี แต่ก็ขายยาก ต้องอาศัยคนที่ถูกตาต้องใจถึงจะยอมซื้อ

คนที่ซื้อเครื่องมือทำหนังยันต์โดยทั่วไปมีอยู่สองประเภท

ประเภทแรกคือปรมาจารย์

ประเภทที่สองคือผู้ฝึกตนที่อาศัยการทำหนังยันต์หาเช้ากินค่ำประทังชีวิตไปวันๆ

พวกแรกมองข้ามโครงเค้าอาวุธเวทไปเลย อย่างน้อยก็ต้องซื้อเครื่องมือที่เป็นอาวุธเวทระดับหนึ่งขั้นต่ำ

พวกหลังก็ไม่มีปัญญาซื้อ

ดังนั้นเครื่องมือชุดนี้ถึงจะดี แต่ก็ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เถ้าแก่คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น

“หินวิญญาณระดับต่ำเก้าสิบก้อน เฮ้อ ร้านข้ายอมขายขาดทุนให้เจ้าเลยนะเนี่ย ขาดทุนย่อยยับ ช่างเถอะ เก้าสิบก้อน ถือว่าคบหาเป็นเพื่อนกันก็แล้วกัน”

เฉินผิง: ...

มารดามันเถอะ

ท่านแสดงต่อไปเถอะ

หลังจากการต่อรองราคาอย่างดุเดือด ในที่สุดก็ตกลงซื้อขายกันได้ในราคาหินวิญญาณระดับต่ำเจ็ดสิบเก้าก้อน

ตกลงราคากันเสร็จเรียบร้อยก่อนจะจ่ายเงิน เฉินผิงก็หยิบชุดเครื่องมือที่ปรมาจารย์ฉีแถมให้ออกมา

“ตรงนี้มีเครื่องมือชั้นดีอยู่ชุดหนึ่ง ใช้ถนัดมือมาก จะเรียกว่าเป็นผลงานชิ้นเอกก็ไม่เกินจริง ทางร้านรับซื้อของเก่าหรือไม่?”

พอได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเถ้าแก่ก็เป็นประกาย

ร้านค้าส่วนใหญ่ที่นี่รับทั้งซื้อและขาย พวกเขาย่อมหวังให้มีลูกค้าเอาของมาขายถึงที่

แต่พอเห็นเครื่องมือในมือของเฉินผิง สีหน้าของเถ้าแก่ก็พังทลายลงทันที

“ของเจ้านี่...”

“ได้มาจาก... ฉีเจียงหลุนใช่หรือไม่?”

เฉินผิงคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมองปราดเดียวก็รู้ จึงตอบอย่างเก้อเขิน

“เป็นเช่นนั้นจริงๆ”

“เฮ้อ ไม่ปิดบังเจ้าหรอกนะ เครื่องมือพวกนี้ ต่อให้เจ้าโยนทิ้งไว้ข้างถนนยังไม่มีใครเอาเลย ร้านของข้ามักจะเจอสหายนักพรตเอาเครื่องมือชุดนี้มาเร่ขายอยู่เป็นประจำ” เถ้าแก่พูดอย่างหมดคำพูด

เฉินผิงยิ่งหมดคำพูดเข้าไปใหญ่

ฉีเจียงหลุนนี่มันจะงกเกินไปแล้ว

ตอนแรกยังบอกว่าล้ำค่ามากอยู่เลย

ดีมาก ข้าจำเจ้าไว้แล้ว!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 11 - โครงเค้าอาวุธเวท

คัดลอกลิงก์แล้ว