- หน้าแรก
- ระบบบันเทิงพลังบวก: ผมแค่จะเป็นคนดีทำไมต้องกลัวผมด้วย
- บทที่ 23 - หลี่เฉวียน: ฉันก็เพิ่งเคยเจอแบบนี้ครั้งแรกเหมือนกันนะ!
บทที่ 23 - หลี่เฉวียน: ฉันก็เพิ่งเคยเจอแบบนี้ครั้งแรกเหมือนกันนะ!
บทที่ 23 - หลี่เฉวียน: ฉันก็เพิ่งเคยเจอแบบนี้ครั้งแรกเหมือนกันนะ!
บทที่ 23 - หลี่เฉวียน: ฉันก็เพิ่งเคยเจอแบบนี้ครั้งแรกเหมือนกันนะ!
ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะตามห้องเช่า อะพาร์ตเมนต์ หอพัก หรืออีกหลายแสนหลายหมื่นสถานที่ ผู้ชมหลายล้านคนต่างกำลังรับชมรายการ 'ราชาเพลงแห่งอนาคต' อยู่พร้อมหน้ากัน
การโปรโมตรายการทำออกมาได้ดีเยี่ยม แค่ลำพังฐานแฟนคลับของเจียงย่าวเฟิง หลินซิงฉู่ และโจวฮ่าว ก็แห่กันมาดูจนยอดวิวถล่มทลายแล้ว
กระแสตอบรับในช่วงแรกของรายการเรียกได้ว่าสอบผ่านฉลุย
ส่วนชาวเน็ตขาจรคนอื่นๆ ก็แค่กดเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ท่ามกลางดงรายการออดิชันเด็กฝึกหัดไอดอล การที่ผู้กำกับสวีจือยังคงแน่วแน่และยืนหยัดทำรายการประกวดนักร้องแบบสายเลือดแท้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
รายการวาไรตี้สายดนตรีแบบนี้ นอกจากการรอดูเพอร์ฟอร์แมนซ์ของผู้เข้าแข่งขันแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเสพเสียงเพลง
ถ้าได้ฟังเพลงเพราะๆ สักสองสามเพลงก็ถือว่าคุ้มค่าเน็ตแล้ว แต่ถึงจะไม่ได้ฟังก็ไม่เป็นไร ถ้ารายการมันกร่อยนักก็แค่กดปิด
ยังไงซะยุคนี้สมัยนี้ ทุกคนก็มีสื่อบันเทิงให้เลือกเสพจนล้นมืออยู่แล้ว
ทว่าทุกคนกลับต้องตกตะลึงอ้าปากค้างกับโชว์เปิดตัวรายการในค่ำคืนนี้
[นี่มันนักร้องระดับเทพจากสวรรค์ชั้นไหนเนี่ย เปิดรายการมาก็ทำเอาฉันร้องไห้เลย]
[ฉันดูรายการวาไรตี้เพื่อผ่อนคลายนะ ไม่ได้อยากมาร้องไห้สักหน่อย]
[เพลงกะลาสีนี่คุณภาพคับแก้วจริงๆ!]
[ฉันขอถอนคำพูดที่เคยด่าไว้ก่อนหน้านี้ รายการนี้มีของดีซ่อนอยู่แฮะ!]
[ลู่หรานคนนี้เป็นใครมาจากไหนเนี่ย?]
[เพลงนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบวกสุดๆ!]
ช่องแชตสดบนแพลตฟอร์มจวี๋จื่อวิดีโอลุกเป็นไฟ คอมเมนต์หลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
อันที่จริงเพลง 'กะลาสี' ไม่ได้มีเทคนิคการร้องที่ซับซ้อนอะไรมากมาย จุดเด่นของมันอยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกอันแสนเรียบง่ายและจริงใจต่างหาก
และอารมณ์เหล่านั้นก็ถูกถ่ายทอดผ่านเสียงร้องของลู่หราน ส่งตรงทะลวงเข้าไปในหัวใจของผู้ชมทุกคน
นี่แหละคือสิ่งที่ผู้กำกับสวีจือวาดฝันเอาไว้
เธอเป็นคนทำรายการวาไรตี้ มีหรือที่เธอจะไม่รู้ว่าผู้ชมยุคนี้เอือมระอากับรายการประกวดร้องเพลงแค่ไหน
แผนเดิมของเธอคือการงัดเอาไม้ตายที่เจ๋งที่สุดมาวางไว้เป็นโชว์ประเดิมรายการตอนแรก เพื่อตรึงสายตาผู้ชมทั้งหมดให้อยู่หมัด
ตอนแรกเธอก็ไม่ได้คาดหวังกับแผนนี้เท่าไหร่นัก เพราะโชว์ที่เข้าขั้นสมบูรณ์แบบมันหาไม่ได้ง่ายๆ
โชคดีที่สวรรค์ส่งลู่หรานมาโปรด
เมื่อนำไปเทียบกับโชว์ของคนอื่นๆ ที่เน้นแต่ความอลังการและเล่นใหญ่เกินเบอร์ โชว์ของลู่หรานกลับดูเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุด
แต่นั่นเป็นเพียงแค่เปลือกนอก
ความรู้สึกต่างหากคืออาวุธที่ทะลวงใจผู้คนได้ดีที่สุด
มันทำให้แผนการของเธอบรรลุผลได้อย่างงดงาม
ขอแค่สร้างความประทับใจแรกให้ผู้ชมรู้สึกว่ารายการนี้มีดี แค่นั้นก็เกินพอแล้ว
เหมือนเวลาออกไปลุยโลกกว้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกล้าก้าวขาออกไปก่อน
ถ้ารายการอยากมีกระแส ก็ต้องดึงคนมาดูให้ได้ก่อน
ต่อให้โดนด่า ก็ต้องให้คนดูดูจบแล้วค่อยด่า
ถ้าไม่มีคนดูเลย นั่นแหละถึงจะเรียกว่าพังพินาศของจริง
รายการวาไรตี้ที่ออนแอร์แบบเงียบๆ แล้วก็ตัดจบไปแบบเงียบๆ มีให้เห็นถมเถไป
ผลลัพธ์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหมากตาของสวีจือเดินมาถูกทาง
ผู้ชมทุกคนถูกสะกดด้วยมนต์ขลังจากบทเพลงของลู่หราน และจดจำชื่อของเขาได้อย่างขึ้นใจ
ลู่หราน นักศึกษามหาวิทยาลัยเมืองฉิน!
[ต้องผ่านเข้ารอบให้ได้นะ!]
[พี่ชายสุดหล่อคนนี้ถ้าได้เข้าไปอยู่ทีมเดียวกับพี่เจียงย่าวเฟิงของฉันล่ะก็ ต้องเป็นทีมที่แกร่งทะลุปรอทแน่ๆ!]
[พี่เจียงรีบดึงตัวเขาเข้าทีมเร็วเข้า!]
หน้าจอคอมเมนต์ของจวี๋จื่อวิดีโอถูกแฟนคลับของเจียงย่าวเฟิงกระหน่ำพิมพ์ข้อความอวยเมนของตัวเองรัวๆ
ส่วนผู้ชมทั่วไปหลายคนก็ขี้เกียจจะพิมพ์โต้ตอบ หรือไม่ก็กดปิดช่องคอมเมนต์หนีความวุ่นวายไปเลย
ก็แหงล่ะ การต้องมานั่งทนดูแฟนคลับปั่นกระแสมันน่ารำคาญจะตายไป
[ถ้าตัดสินจากเพลงนี้ เมนเทอร์ทั้งสามคนก็ดูจะเหมาะกับลู่หรานหมดเลยนะ]
[ถ้าพูดถึงเรื่องกระแสความนิยม ถึงจะไม่อยากยอมรับก็เถอะ แต่เจียงย่าวเฟิงยืนหนึ่งจริงๆ]
[เดาใจลู่หรานไม่ออกเลยว่าจะเลือกใคร งานนี้เมนเทอร์ทั้งสามคนต้องแย่งตัวเขากันอุตลุดแน่!]
และแล้วก็เป็นไปตามคาด โจวฮ่าวชิงจังหวะเอ่ยปากชวนลู่หรานเข้าทีม ตามติดมาด้วยหลินซิงฉู่
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนอ้าปากค้างก็คือ เจียงย่าวเฟิงกลับปฏิเสธที่จะเลือกเขา
"ลู่หราน ขอโทษด้วยนะ แต่ผมไม่มีความคิดที่จะชวนคุณมาร่วมทีมเลย"
พอประโยคนี้หลุดออกมา กล้องก็แพนไปเก็บภาพสีหน้าของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ในห้องพักทันที
สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกตะลึง
จากนั้นภาพก็ตัดไปที่คลิปสัมภาษณ์เดี่ยวของเฟ่ยหลิงอวิ๋น
เฟ่ยหลิงอวิ๋นนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ด้วยท่าทีหยิ่งยโสก่อนจะตอบคำถาม "ผมว่าสิ่งที่อาจารย์เจียงย่าวเฟิงพูดก็มีเหตุผลนะ การที่เขาไม่ถูกเลือกก็เป็นเรื่องปกติ"
ภาพตัดสลับไปยังคลิปสัมภาษณ์ของผู้เข้าแข่งขันอีกคน
"พระเจ้าช่วย ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย ขนาดลู่หรานยังไม่เลือกอีกเหรอ ผมว่าลู่หรานโคตรเก่งเลยนะบอกให้"
"อาจารย์เจียงย่าวเฟิงคงมีเกณฑ์การตัดสินในใจอยู่แล้วล่ะ สิ่งที่เขาพูดมันก็มีเหตุผลของเขานั่นแหละ"
ทีมงานตั้งคำถามสัมภาษณ์ว่าผู้เข้าแข่งขันคิดเห็นอย่างไรกับการที่เจียงย่าวเฟิงปฏิเสธลู่หราน
แต่ละคนก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันไป ส่วนจะพูดออกมาจากใจจริงหรือแค่สร้างภาพก็ไม่มีใครรู้ได้
ตัดภาพมาที่บ้านของหลี่เฉวียน
เจิ้งอวิ๋นหยาพ่นควันบุหรี่พลางสบถ "ไอ้แซ่เจียงนี่มันไม่ใช่คนดีเลย เพลงกะลาสีออกจะเพราะขนาดนั้น มันกล้าวิจารณ์ว่าไม่ดีได้ยังไงวะ"
เหลยเหล่ยพยายามพูดไกล่เกลี่ย "นายก็ทำงานในวงการนี้มาตั้งนานแล้ว ยังไม่เข้าใจกลไกของรายการประกวดอีกเหรอ เห็นได้ชัดว่าเจียงย่าวเฟิงไม่คิดจะรับลู่หรานเข้าทีมตั้งแต่แรกแล้ว ก็เลยต้องหาข้ออ้างมาปัดตกไง"
ตอนนี้อารมณ์ของทุกคนเริ่มกลับมาคงที่แล้ว เรียกได้ว่าค่ำคืนนี้ทุกคนในห้องได้กลายเป็นแฟนคลับของลู่หรานไปโดยปริยาย
และในเมื่อกลายเป็นแฟนคลับไปแล้ว ย่อมไม่มีใครทนฟังคนอื่นมาวิจารณ์เพลงที่ตัวเองชอบแบบเสียๆ หายๆ ได้หรอก
เหลยเหล่ยหันไปมองหลี่เฉวียนพลางถาม "พี่เฉวียน พี่เส้นสายเยอะ พอจะรู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องนี้ไหม"
หลี่เฉวียนสูดควันบุหรี่เข้าปอด สีหน้ายังคงนิ่งเฉย "ฉันให้เพื่อนที่สถานีโทรทัศน์แอบส่งรายชื่อลูกทีมมาให้ดูแล้ว ลูกทีมของเจียงย่าวเฟิงทั้งสิบหกคนน่ะ ฉันลองไปสืบดูแล้ว พบว่าบริษัทต้นสังกัดของเด็กพวกนั้นล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเจียงย่าวเฟิงทั้งนั้น"
วงการบันเทิงมันก็คือยุทธภพที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนซ่อนเงื่อนดีๆ นี่เอง
เจียงย่าวเฟิงก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในวงการนี้เหมือนกัน เวลาจะไปออกรายการหรือรับงานแสดง ก็ต้องพึ่งพาเส้นสายจากบริษัทอื่นๆ ด้วยกันทั้งนั้น
ทุกคนต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกัน
ข้อมูลบางอย่างคนนอกอาจจะหาไม่ได้ แต่คนในวงการอย่างหลี่เฉวียนแค่สาวไส้สืบเบาะแสไปเรื่อยๆ ก็เจอต้นตอได้ไม่ยาก
ทุกคนไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับข้อมูลนี้เลยสักนิด
มันเป็นเรื่องปกติสากลของรายการประกวดร้องเพลงไปแล้ว
คิดอยากจะเข้าทีมเจียงย่าวเฟิง คิดอยากจะเกาะกระแสเจียงย่าวเฟิงดัง คิดว่าของพวกนี้มันได้มาฟรีๆ หรือไง?
ล้อเล่นน่า!
มีคนตั้งกี่คนที่ต่อคิวอยากเข้าทีมจนแทบจะเหยียบกันตายแต่ก็ยังเข้าไม่ได้
ถ้าปั้นศิลปินให้ดังเปรี้ยงขึ้นมาได้สักคน เม็ดเงินที่จะไหลเข้ากระเป๋ามันมหาศาลขนาดไหน
ผลกำไรในอนาคตมันหอมหวานพอที่จะทำให้ค่ายเพลงของเด็กพวกนี้ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อล็อบบี้ให้ได้เข้ารอบ
ในช่องแชตสดของจวี๋จื่อวิดีโอ
หลังจากเจียงย่าวเฟิงวิจารณ์จบ ทิศทางของคอมเมนต์ก็พลิกกลับตาลปัตรทันที
[สามีฉันพูดถูก เพลงนี้มันก็แค่เพลงธรรมดาๆ นั่นแหละ!]
[ท่วงทำนองมันเรียบๆ น่าเบื่อจะตาย สู้เพลง 'เพอร์เฟกต์' ของพี่เจียงย่าวเฟิงก็ไม่ได้ นั่นน่ะดนตรีระดับข้ามยุคของจริง]
[พี่เจียงของฉันนี่สุดยอดไปเลย มีความรู้เรื่องดนตรีแน่นมาก!]
ชาวเน็ตขาจรหลายคนถึงกับกุมขมับ
นี่มันอะไรกันเนี่ย?
ออกตัววิจารณ์กันแบบนี้เลยเหรอ?
[เอาจริงดิ? เพลงทำนองเพราะเนื้อหากินใจขนาดนี้ แต่พอออกจากปากเจียงย่าวเฟิงกลับมีแต่ข้อติเนี่ยนะ?]
[ฉันล่ะยอมใจเลย เปิดรายการมาก็เล่นบทนางมารร้ายใส่กันเลยเหรอ!]
[ถามจริง เจียงย่าวเฟิงมีเพลงฮิตติดหูสักกี่เพลงเชียว?]
คนดูที่เลือดร้อนเริ่มทนไม่ไหว สาดคีย์บอร์ดด่ากราดลงในช่องคอมเมนต์
แล้วสงครามน้ำลายระหว่างคนดูกับแฟนคลับของเจียงย่าวเฟิงก็บังเกิด
ในโทรทัศน์ การตัดสินใจของลู่หรานยังคงดำเนินต่อไป
เขาเลือกหลินซิงฉู่แบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา ทำเอาคนดูโล่งอกไปตามๆ กัน
ในสายตาของคนทั่วไป หลินซิงฉู่คือนักร้องตัวแม่ที่ทั้งสวยและมีของ ไม่เหมือนกับพวกดาราขายหน้าตาอย่างเจียงย่าวเฟิง
การที่ลู่หรานได้ไปอยู่ทีมหลินซิงฉู่ถือว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
จังหวะนั้นเอง โจวฮ่าวก็ยิ้มแหยๆ ออกมาอย่างจนใจ
ทำเอาคนดูหลุดขำกันเป็นแถว
[ระหว่างตาลุงวัยกลางคนกับพี่สาวคนสวย หมาที่ไหนก็รู้ว่าจะต้องเลือกใคร]
[พี่โจวฮ่าวแพ้ราบคาบก็งานนี้แหละ พี่เสียเปรียบตรงที่เกิดมาเป็นผู้ชายนี่แหละ]
[ลู่หรานไปยืนข้างหลินซิงฉู่แล้วดูเคมีเข้ากันสุดๆ ขืนไปยืนข้างพี่มันคงดูพิลึกพิลั่นน่าดู]
ติดอยู่อย่างเดียวก็ตรงประโยคปิดท้ายของลู่หรานที่มันดันเปี่ยมไปด้วยพลังบวกซะเหลือเกิน
เขาประกาศกร้าวว่าจะใช้เสียงดนตรีส่งต่อพลังบวก และใช้บทเพลงสาดแสงสว่างเจิดจ้าให้แก่สังคม
[เพื่อลู่หรานแล้ว ฉันจะตามดูรายการนี้ให้จบเลยคอยดู!]
[จัดมาเลยพ่อหนุ่ม ฉันจะคอยดูว่านายจะมอบพลังบวกได้ขนาดไหน]
[พี่ชาย วงการบันเทิงมันไม่เหมาะกับพี่หรอกนะ ที่นี่มันมีแต่เรื่องเน่าเฟะทั้งนั้น!]
กระแสของ 'ราชาเพลงแห่งอนาคต' จุดติดภายในชั่วข้ามคืน
ผู้เข้าแข่งขันคนที่สองที่ก้าวขึ้นเวทีคือคนที่ร้องพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงสามรอบ
ภาพที่เขาพยายามร้องเพลงต่อทั้งที่ทำพลาดก็เรียกเสียงวิจารณ์จากคนดูได้ไม่น้อย
แต่ถ้าเอาไปเทียบกับโชว์ของลู่หรานก่อนหน้านี้ ก็ถือว่ายังห่างชั้นกันอยู่หลายขุม
ในขณะที่ผู้ชมหลายคนกำลังรู้สึกสงสารผู้เข้าแข่งขันคนนี้ กล้องก็ตัดภาพตามเขาเข้าไปในห้องพัก
ชายหนุ่มนั่งกุมขมับร้องไห้โฮ
แล้วทุกคนก็ได้เห็นภาพลู่หรานเดินเข้าไปใกล้ๆ ผู้เข้าแข่งขันคนนั้นแล้วเริ่มร้องเพลง 'กะลาสี' ให้ฟัง
วินาทีนั้นเอง ช่องคอมเมนต์ก็ระเบิดอีกรอบ
[ประสาทแดกหรือเปล่าเนี่ย!]
[มีใครเขาปลอบใจคนอื่นด้วยวิธีนี้บ้าง นายเห็นเขาร้องไห้ยังไม่พอใจอีกหรือไง?]
[ฉันล่ะยอมใจ ระบบความคิดของลู่หรานมันทำงานยังไงกันแน่?]
หลังจากที่ผู้เข้าแข่งขันคนนั้นหยุดร้องไห้ ลู่หรานก็เอ่ยประโยคเด็ดออกมา
"ชีวิตคนเรามีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว อย่างมากก็แค่เริ่มต้นใหม่"
พอประโยคนี้หลุดออกมา ผู้ชมหลายคนก็เริ่มนำมันไปขบคิดตาม
มันเป็นคำพูดที่แฝงไปด้วยปรัชญาชีวิตอันลึกซึ้ง
ตัดภาพมาที่บ้านของหลี่เฉวียน
เจิ้งอวิ๋นหยาหัวเราะร่วน "พี่เฉวียน พี่ขุดเจอเพชรเม็ดงามเข้าให้แล้วล่ะ"
เหลยเหล่ยถามด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ "ลู่หรานเขามีแฟนหรือยังเนี่ย"
หลี่เฉวียนได้ยินดังนั้นก็ตาขวางทันที "เหลยเหล่ย ฉันขอเตือนเธอไว้ก่อนนะ ห้ามไปวุ่นวายกับลู่หรานเด็ดขาด!"
เหลยเหล่ยยิ้มมุมปาก "ฉันไม่ได้ต้องการให้ลู่หรานเข้ามาในความรู้สึกฉันสักหน่อย"
"เข้ามาในร่างกายยิ่งไม่ได้ใหญ่!" หลี่เฉวียนสวนกลับเสียงแข็ง
เหลยเหล่ยเลิกแหย่ เธอแค่อยากจะพูดแซวเล่นไปอย่างนั้นเอง
หลังจากนั่งดูรายการจบ ทุกคนก็บรรลุสัจธรรมแล้วว่า
เส้นทางในวันข้างหน้าของลู่หรานจะต้องสว่างไสวชนิดที่ประเมินค่าไม่ได้แน่นอน
สำหรับสภาพแวดล้อมของวงการบันเทิงในปัจจุบัน ดาราแบบเขานี่แหละที่ไม่ควรมีข่าวฉาวหรือประวัติเสียๆ หายๆ หลุดออกมาเด็ดขาด
ทุกคนล้วนอยู่บริษัทเดียวกัน ยิ่งไม่มีใครอยากขัดขาหรือสร้างความเดือดร้อนให้ลู่หราน
ภาพยนตร์ 'ได้ยินเสียงของบ้าน' เพิ่งจะปิดกล้องไป อีกไม่นานก็คงได้ฤกษ์สตรีมมิงบนแพลตฟอร์มแล้ว พอดีเลย จะได้อาศัยเกาะกระแสความดังของลู่หรานโปรโมตหนังไปด้วย ซึ่งมันก็เป็นผลดีกับทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้
เจิ้งอวิ๋นหยาจิบเบียร์พลางถอนหายใจยาว "ในที่สุดบริษัทเราก็จะได้มีซูเปอร์สตาร์ตัวจริงประดับค่ายกับเขาสักที พี่เฉวียน พี่จับลู่หรานสมัครแอ็กเคานต์เวยป๋อหรือยัง กระแสมาแรงขนาดนี้ต้องรีบกอบโกยยอดฟอลโลว์ให้ไวเลยนะ"
หลี่เฉวียนสะดุ้งเฮือก ก่อนจะลุกลี้ลุกลนคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาลู่หรานทันที
ฉิบหายแล้ว!
เพิ่งเคยเจอสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก ไม่มีประสบการณ์เลยโว้ย!
[จบแล้ว]