- หน้าแรก
- ภรรยาของผมคือราชินีวงการบันเทิง
- บทที่ 1604 - แอบแต่งเอาไว้แน่ๆ
บทที่ 1604 - แอบแต่งเอาไว้แน่ๆ
บทที่ 1604 - แอบแต่งเอาไว้แน่ๆ
หลังจากหลี่หรานสีไวโอลินเพลง '500 Miles' จบ เจียงอีเหรินก็เก็บสมาร์ตโฟนแล้วเดินกลับไปที่ห้องนั่งเล่น
เจียงอีเหรินมองแผนการของสวีชิงหย่าออกทะลุปรุโปร่ง
เมื่อก่อนสวีชิงหย่าไม่ใช่คนแบบนี้นี่นา แต่พอผ่านช่วงปีใหม่มา เจียงอีเหรินก็ค้นพบว่านอกจากตัวเองที่ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงแล้ว คนอื่นๆ รอบตัวต่างก็เปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย แม้แต่สวีชิงหย่าที่ไม่ค่อยจะทันคน ตอนนี้ก็เริ่มจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวกับเขาบ้างแล้ว
แค่ได้เล่นบทเมิ่งเท่อเจียวในภาพยนตร์เรื่อง 'Goodbye Mr. Loser' ยัยนี่ก็เหมือนคนสำเร็จวิชาสุดยอดคัมภีร์การแสดงมาอย่างนั้นแหละ ทำตัวน่าหมั่นไส้จริงๆ รอก่อนเถอะ ก่อนที่เธอจะส่งคลิปหลี่หรานสีไวโอลินให้จางโหย่วดู เธอจะตัดฉากที่มีสวีชิงหย่าออกให้เหี้ยนเลย
เจียงอีเหรินทิ้งตัวลงบนโซฟา เอื้อมมือไปโอบไหล่ของหลานหลานแล้วพูดว่า "เมื่อกี้ตอนที่น้าเดินเข้ามา ทำไมไม่เห็นได้ยินหนูเรียกน้าเลยล่ะจ๊ะ"
"ทำไมทำตัวเหมือนสามีเธอเลยล่ะเนี่ย"
หวังอวี๋หัวเราะร่วน "ก็แกเรียกแล้วไง แค่เสียงเบาไปหน่อย แถมเธอก็แวะมาหาบ่อยซะจนลูกสาวฉันเรียกจนเหนื่อยแล้วมั้ง"
พูดจบ หวังอวี๋ก็เปลี่ยนเรื่องถาม "นี่ สามีเธอไปท้าพนันกับพิธีกรคนนั้น เธอไม่กังวลบ้างเลยเหรอ นั่นมันจูบก้นลาเลยนะ"
"ในเมื่อจางโหย่วกล้าท้าพนัน ก็แสดงว่าเขามั่นใจในตัวเองระดับหนึ่งนั่นแหละ"
สำหรับเรื่องนี้
เจียงอีเหรินไม่ได้รู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อย
จากผลงานในตอนแรก ไม่เพียงแต่สามีของเธอจะไม่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับเวที 'เสียงต่างประเทศ' แต่เขายังดูสนุกไปกับมันด้วยซ้ำ แถมยังคว้าอันดับหนึ่งมาครองได้ตั้งแต่ตอนแรก เพราะฉะนั้นตอนที่สองก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก
ถ้าแพ้ขึ้นมาจริงๆ ก็แค่จูบก้นลานั่นแหละ
ยังไงซะสองเดือนนี้เธอก็บินไปต่างประเทศไม่ได้อยู่แล้ว กว่าจะไปได้ เรื่องพรรค์นี้ก็คงถูกลืมไปหมดแล้ว พอใกล้จะถึงสี่ทุ่ม การสอนของสวีชิงหย่าก็จบลง หลี่หรานเดินตามเธอออกมาจากห้องดนตรี
"กลับกันเถอะ"
เจียงอีเหรินลุกขึ้นยืนแล้วรับลูกชายคนโตมาจากมือของหวังอวี๋
เจ้าหนูจอมซน พอมีพี่สาวอยู่ด้วยก็ทำตัวว่าง่ายขึ้นมาทันที ถ้าไม่มีเสี่ยวจื่อซานอยู่ด้วยคงรับมือยากน่าดู ไม่ใช่แค่ลูกชายคนโตนะ ลูกชายคนเล็กก็เหมือนกัน ทุกคืนป้าหวงต้องอุ้มกล่อมจนหลับถึงจะวางลงบนเตียงได้
"ขอหนูดูตอนนี้ให้จบก่อนได้ไหมคะ"
เสี่ยวจื่อซานเอ่ยปากต่อรอง
"งั้นลูกก็ค่อยๆ ดูไปละกัน คืนนี้นอนค้างบ้านพี่ชิงหย่าไปเลยก็ได้ จะได้นอนเป็นเพื่อนพี่เขา"
เจียงอีเหรินตอบกลับไป
"งั้นไม่เอาดีกว่าค่ะ"
เสี่ยวจื่อซานรีบกระโดดลงจากโซฟาทันที "กระดูกพี่ชิงหย่าใหญ่จะตายไป นอนเบียดแล้วเจ็บไปทั้งตัว ไม่สบายตัวเอาซะเลย"
"จางจื่อซาน เธอทำฉันโกรธแล้วนะ"
สวีชิงหย่าแหวขึ้นมาด้วยความโมโห
"โอเคๆ ความจริงหนูก็อยากนอนกับพี่นะ แต่หลี่หรานไม่กล้านอนคนเดียวนี่นา ไม่เชื่อลองถามหลี่หรานดูสิ"
พูดจบ เสี่ยวจื่อซานก็ชี้ไปที่หลี่หรานซึ่งกำลังเดินตามหลังเจียงอีเหรินลงบันไดไป พอเห็นว่าทั้งคู่เดินลงไปแล้ว เธอก็รีบตะโกนไล่หลังว่า "รอด้วยสิ" ก่อนจะวิ่งตึงตังตามลงไปติดๆ
หลังจากเจียงอีเหรินอุ้มลูกชายและพาลูกสาวกับลูกศิษย์เดินจากไป สวีชิงหย่าก็เดินตามลงมา ทันทีที่เดินผ่านสระน้ำเทียมของตัวเอง เธอก็เห็นแมวตัวน้อยของหลี่หรานกำลังเดินป้วนเปี้ยนอยู่ริมสระอีกแล้ว เธอตั้งใจจะดุสักสองสามคำ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าหลี่หรานหวงแมวตัวนี้สุดๆ เธอก็เลยต้องกลืนคำด่าลงคอไป
ตั้งแต่เจ้าแมวตัวนี้ตามหลี่หรานมาบ่อยๆ ปลาทองในสระของเธอก็ร่อยหรอลงไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว เมื่อก่อนตอนที่เดินมาดู ปลาทองยังว่ายกันเป็นฝูงใหญ่ แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดเลยว่ามันบางตาลงไปเยอะ
เห็นแก่ว่าเป็นลูกศิษย์ของพี่ชายกำมะลอนะเนี่ย ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็ เธอคงเอาเครื่องดักสัตว์มาวางไว้รอบสระแล้ว พอได้ยินหลี่หรานที่เดินออกนอกประตูรั้วไปแล้วหันมาโบกมือพร้อมกับพูดว่า "พี่ชิงหย่า บ๊ายบายค่ะ" สวีชิงหย่าก็ส่งยิ้มตอบกลับไป "บ๊ายบายจ้ะ กลับไปรีบนอนนะ"
"ไม่ต้องไปเสียดายปลาทองพวกนั้นหรอกน่า ก่อนที่พี่ชายเธอจะบินไปเมืองนอก เขายังเปรยๆ อยู่เลยว่าวันหลังจะซื้อลูกปลาคาร์ฟมาปล่อยลงในสระให้เธอช่วยเลี้ยงไว้ รอเขากลับมาตกปลา"
เสียงหัวเราะของเจียงอีเหรินลอยตามลมมา
"..."
สวีชิงหย่าได้แต่กลอกตาบน
เห็นสระน้ำเทียมของเธอเป็นบ่อเลี้ยงปลาไปแล้วเหรอเนี่ย ยิ่งไปกว่านั้น เธอเป็นถึงนักร้องหญิงระดับแถวหน้าเชียวนะ ไม่รับงานเพื่อมานั่งเลี้ยงปลาให้เขาเนี่ยนะ ฝันไปเถอะ อยากเลี้ยงนักใช่ไหม เดี๋ยวอีกสองสามวันเธอจะไปกวาดซื้อมาสักหลายสิบตัวแล้วโยนทิ้งไว้ในสระนี่แหละ
ถ้าเอาใจพี่ชายกำมะลอคนนี้ให้พอใจได้ พอเขากลับมาเห็นว่า 'น้องรอง' คนนี้ตั้งใจสอนหลี่หรานเป็นอย่างดี แถมยังอุตส่าห์ซื้อปลามาเลี้ยงเตรียมไว้ให้เขาตกปลาอีก ถ้าเขาอารมณ์ดีขึ้นมา อาจจะยอมแต่งเพลงภาษาอังกฤษให้เธอสักเพลงก็เป็นได้
พอนึกถึงเพลง '500 Miles' สวีชิงหย่าก็อิจฉาจนตาร้อนผ่าว ถ้าเธอได้ร้องเพลงนี้ล่ะก็ รับรองได้เลยว่าเธอจะได้ก้าวขึ้นเป็นนักร้องหญิงระดับซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของวงการอย่างแน่นอน คุณภาพเพลงมันคับแก้วขนาดนั้น ยืมคำพูดของผู้จัดการหวังอวี๋มาพูดเลยก็คือ เพลงนี้มันคือเพลงคันทรีโฟล์กแห่งยุคที่ก้าวข้ามกาลเวลา ไม่ว่าคนยุคนี้หรือยุคหน้าได้ฟัง ก็ย่อมตกหลุมรักเพลงนี้อย่างแน่นอน
สวีชิงหย่ารู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของพี่ชายกำมะลอคนนี้มาตั้งนานแล้ว
เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอเพิ่งรู้จากผู้จัดการส่วนตัวว่าพี่ชายของเธอคว้าอันดับหนึ่งในรายการ 'เสียงต่างประเทศ' ซีซันสองตอนแรกมาครองได้สำเร็จ แต่พอได้มาฟังเพลง '500 Miles' กับหูตัวเอง เธอก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวด้วยความทึ่ง
สำหรับแฟนเพลงทั่วไป อาจจะแค่รู้สึกว่าเพลงนี้มันเพราะจับใจ
แต่ในฐานะนักร้อง เธอรู้ดีว่าเพลงนี้มันไม่ได้แค่ 'เพราะ' ธรรมดา แต่มันคือผลงานระดับขึ้นหิ้งที่จะได้รับการขับขานไปอีกครึ่งศตวรรษ ถ้าบอกว่าพี่ชายของเธอแต่งเพลงนี้ขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ หลังจากจับฉลากได้โจทย์เพลงคันทรีโฟล์กในรายการ 'เสียงต่างประเทศ' ล่ะก็ ถ้าเป็นเพลงภาษาจีน สวีชิงหย่าคงจะพอเชื่ออยู่บ้าง แต่สำหรับเพลงภาษาอังกฤษเพลงนี้ ให้ตายเธอก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเขาแต่งมันขึ้นมาในเวลาอันสั้น
ดังนั้นเธอจึงตั้งข้อสงสัยอย่างจริงจัง
พี่ชายของเธอคนนี้ ไม่ได้มีแค่เพลงภาษาจีนระดับปรมาจารย์เก็บซ่อนไว้ในคลังเท่านั้น แต่คงจะมีเพลงภาษาอังกฤษระดับตำนานซุกซ่อนไว้อีกเพียบแน่ๆ
ตอนที่แข่งรายการ 'เสียงพิเศษ' ซีซันสองในประเทศ เขาก็ควักเพลงภาษาจีนระดับไม้ตายออกมาใช้ พอตอนนี้บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปแข่งรายการ 'เสียงต่างประเทศ' เขาก็อัญเชิญเพลงภาษาอังกฤษระดับเทพออกมาโชว์อีก
เมื่อเดินกลับขึ้นมาที่ชั้นสอง เสี่ยวหลานหลานยังคงนั่งดูการ์ตูนอยู่ โดยมีหวังอวี๋ผู้จัดการส่วนตัวของเธอนั่งเป็นเพื่อน สวีชิงหย่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม "พี่ว่าพี่ชายฉันเขาแอบซุ่มแต่งเพลงภาษาอังกฤษระดับเทพเอาไว้หรือเปล่า"
"ไม่รู้สิ"
หวังอวี๋ส่ายหน้าปฏิเสธ
ขนาดเจียงอีเหรินยังงัดความลับนี้ออกมาไม่ได้ แล้วคนนอกอย่างพวกเธอจะไปรู้ได้ยังไง
จางโหย่วนั้นฉลาดเป็นกรด เงินทองที่หามาได้ส่วนใหญ่เขาก็ยกให้เจียงอีเหรินเป็นคนดูแลจัดการ แต่เรื่องข้อมูลเกี่ยวกับเพลงใหม่ๆ เขากลับปิดเงียบไม่ยอมแพร่งพรายให้เจียงอีเหรินรู้เลยแม้แต่น้อย คงเป็นเพราะจางโหย่วรู้ดีว่ามูลค่าของเพลงพวกนี้ มันมีค่ามหาศาลยิ่งกว่าเงินทองที่เขาหามาได้เสียอีก
และมันก็เป็นความจริง
ถ้าเขายังซุกซ่อนเพลงเพราะๆ ไว้อีกหลายสิบเพลง และมีสักสองสามเพลงที่คุณภาพระดับเดียวกับ '500 Miles' มูลค่าของมันย่อมประเมินค่าไม่ได้ เพลงดีๆ เพลงหนึ่งอาจจะขายได้ไม่ถึงห้าสิบล้าน แต่ถ้าอยู่ในมือของคนที่บริหารจัดการเป็น เพลงนั้นอาจจะสร้างมูลค่าได้เกินร้อยล้านหรือมากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือเพลง '500 Miles' นี่แหละ
แค่เพลงๆ เดียว ก็สามารถดันให้นักร้องหน้าใหม่ไร้ชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุแตกได้สบายๆ
"เมื่อก่อนฉันเคยคิดนะว่า ถ้าจ้งเซี่ยเดบิวต์อย่างมากก็คงเป็นได้แค่นักร้องระดับกลางๆ แต่ตอนนี้ฉันเริ่มมั่นใจแล้วล่ะว่า ถ้าพี่ชายฉันตั้งใจปั้นจริงๆ เขาคงดันเด็กคนนั่นให้เป็นนักร้องหญิงระดับอินเตอร์ได้ไม่ยากเลย"
สวีชิงหย่าพูดด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความอิจฉา
เมื่อก่อนเธอคิดว่าจ้งเซี่ยเป็นคนดวงดี แต่ตอนนี้... คงไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวแล้วล่ะที่อิจฉา น่าจะมีนักร้องหญิงอีกค่อนวงการที่แอบอิจฉาตาร้อนอยู่เงียบๆ
"เอาอย่างนี้ไหมล่ะ"
หวังอวี๋หันไปมองสวีชิงหย่าแล้วหยั่งเชิงดู "เดี๋ยวฉันลองไปคุยให้ เธอสนใจจะย้ายค่ายมาอยู่ในการดูแลของพี่ชายเธอไหมล่ะ"
"งั้นก็ต้องดูว่าพี่ชายฉันเขาอยากจะอ้าแขนรับฉันหรือเปล่าน่ะสิ ขืนพุ่งเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า ดีไม่ดีอาจจะโดนถีบกระเด็นออกมาไกลกว่าเดิมอีก"
(จบแล้ว)