- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดในอวกาศ: เพื่อนร่วมทีมของผมสเปกเทพทุกคน!
- บทที่ 23 เจียงสือ นายตกลงจะคบกับฉันไหม?
บทที่ 23 เจียงสือ นายตกลงจะคบกับฉันไหม?
บทที่ 23 เจียงสือ นายตกลงจะคบกับฉันไหม?
เจียงสือแยกเขี้ยวพลางลูบเอวตัวเอง เขามองกัวหว่านซิงที่กำลังทำหน้าบึ้งตึงพลางถอยหลังไปครึ่งก้าว แล้วรีบพูดแก้เก้อว่า:
“หว่านซิง อย่าเพิ่งโกรธกันนะ มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดกันดีกว่า!”
“ฉันแค่ต้องการจะยืนยันให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้โดนมนตร์สะกดอะไรใช่ไหม? อยู่ดี ๆ ก็ทำแบบนั้น มันน่ากลัวนะ”
“โธ่... เจ้านายที่รักของผมครับ คุณน่ะหุบปากไปเลยจะดีกว่านะ” เสี่ยวไอ้อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมออกมา
เจียงสือตั้งท่าจะเถียงกลับ แต่กัวหว่านซิงก็โพล่งถามขึ้นมาเสียก่อน “เจียงสือ นายจงใจกวนประสาทฉันใช่ไหม?”
เมื่อเจอคำถามนี้ เจียงสือถึงกับมึนตึ้บ ในใจเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “จงใจ? ฉันจงใจอะไร? ฉันต่างหากที่อยากจะถามว่าเธอจงใจแกล้งอะไรฉันหรือเปล่า!”
เขาไม่เชื่อหรอกว่าคนที่เพิ่งรู้จักกันเพียงวันเดียวจะมาทำเรื่องกอดจูบกันแบบนี้ได้
เรื่องรักแรกพบเขาไม่เคยเจอ แต่เรื่องที่จู่ ๆ ก็มาเรียกค่าสินสอดเก้าแสนเก้าหมื่นน่ะเขาเจอมาแล้ว...
ประสบการณ์ที่แสนเลวร้ายในอดีตทำให้เจียงสือไม่กล้าคิดไปในทางนั้นเลย
ดังนั้น เมื่อตัดความเป็นไปได้อื่นทิ้งไป ความจริงเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่คือเธอต้องถูกมนตร์สะกดแน่ ๆ นี่คือคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดและเป็นเพียงหนึ่งเดียว
เพราะถ้าไม่ถามให้ชัดเจน เขาจะสบายใจได้อย่างไร?
ไม่มีทางเด็ดขาด!
“นาย...”
กัวหว่านซิงมองท่าทางไม่ประสีประสาของเจียงสือแล้วรู้สึกหมั่นไส้จนอยากจะบีบคอเขาให้ตายคามือ
แต่เธอคิดไม่ถึงเลยว่าในใจของเจียงสือได้จัดลำดับการกระทำของเธอเมื่อครู่ว่าเป็นการ ‘เสียสติจากสัตว์ประหลาด’ ไปแล้ว
เมื่อเห็นสีหน้าของกัวหว่านซิงเริ่มดูแปลกไปเรื่อย ๆ เจียงสือก็ใจกระตุกวูบ แอบคิดในใจว่า : ไม่จริงน่า? หรือว่าจะโดนของเข้าจริง ๆ? ทำไมสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนั้น...
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา เขาก็รีบหันหลังก้าวไปที่หน้าต่างกระจกของประตูห้องโดยสารด้านนอกทันที
เขาวางท่าทางจริงจัง แนบหน้ากับกระจก มองซ้ายมองขวา สำรวจทั้งด้านบนและด้านล่าง เพื่อพยายามมองหาสิ่งมีชีวิตที่อาจเกาะอยู่ข้างยานเหมือนอย่างแมงกะพรุนวิญญาณปรารถนา
แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่นา……
เขามองอยู่พักใหญ่ ด้านนอกนอกจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินครามดวงนั้นแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดลอยคว้างอยู่เลย
ผิวของยานอวกาศก็สะอาดสะอ้าน ไม่มีวัตถุต้องสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น
หรือว่ามันจะล่องหน? หรือแอบซ่อนอยู่ในที่ที่ไกลออกไป?
การกระทำที่ปุบปับของเขาทำเอากัวหว่านซิงที่กำลังยืนงอนอยู่ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
“เจียงสือ?”
เธอเดินเข้าไปหาด้วยความสงสัย “นายทำอะไรอยู่น่ะ?”
เจียงสือไม่ได้หันกลับมา เขายังคงจดจ่ออยู่กับการสำรวจพลางตอบว่า:
“ก็คือว่า ฉันเห็นเธอทำตัวแปลกไปเรื่อย ๆ เหมือนคนเสียสติ ฉันเลยลองเช็กดูว่าแถวนี้มีสัตว์ประหลาดอย่างแมงกะพรุนวิญญาณปรารถนาแอบซ่อนอยู่หรือเปล่าน่ะสิ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นงานเป็นการอย่างที่สุด
“???”
ครั้งนี้กลายเป็นกัวหว่านซิงที่เป็นฝ่ายมึนตึ้บเสียเอง
ฉันแปลกไป? เสียสติ? สัตว์ประหลาด... สมองของกัวหว่านซิงประมวลผลคำพูดของเจียงสืออย่างรวดเร็ว
ไม่กี่วินาทีต่อมา เธอก็เริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเจียงสือถึงมีท่าทีแบบนี้
ที่แท้……
เจียงสือก็คิดมาตลอดว่าเธอถูกสัตว์ประหลาดอวกาศควบคุม จนทำให้พฤติกรรมผิดเพี้ยนไป!
ปฏิกิริยาและคำถามเมื่อครู่ไม่ได้เป็นเพราะเขาแกล้งโง่หรือตั้งใจจะกวนประสาทเธอ แต่เป็นเพราะพวกเขาสื่อสารกันคนละเรื่องต่างหาก
คำพูดที่ออกมามันเลยดูผิดที่ผิดทางไปหมด....
แล้วแบบนี้ เธอจะโกรธไปเพื่ออะไรล่ะ?
ยิ่งคิดกัวหว่านซิงก็ยิ่งรู้สึกว่าใบหน้าที่เพิ่งจะหายร้อนกลับมาอุณหภูมิพุ่งสูงอีกครั้ง
เธอรู้สึกอับอายกับการกระทำของตัวเองเมื่อกี้เหลือเกิน!
แต่เธอก็แอบชื่นชมตัวเองในใจที่รวบรวมความกล้าทำลงไปได้ ทั้งที่ปกติไม่ใช่คนแบบนั้นเลย
เฮ้อ... ใจเย็นไว้กัวหว่านซิง!
เธอกลั้นหายใจลึก ๆ สองสามครั้งเพื่อสงบสติอารมณ์
รอยแดงบนใบหน้าจางลงเล็กน้อย แต่แววตากลับดูซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม
“เจียงสือ”
“นายคิดจริง ๆ เหรอว่าที่ฉันทำแบบนั้นเมื่อกี้ เป็นเพราะถูกสัตว์ประหลาดควบคุม?”
เจียงสือหันกลับมา เมื่อแน่ใจว่าด้านนอกไม่มีอะไรผิดปกติเขาก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมื่อได้ยินคำถามของกัวหว่านซิง เขาก็พยักหน้าอย่างเป็นเรื่องธรรมดา “อื้อ ไม่อย่างนั้นจะเป็นเพราะอะไรล่ะ?”
เขาใช้นิ้วลูบคางพลางทำท่าทางครุ่นคิด “หรือเธอจะบอกว่า เธอชอบฉันขึ้นมาจริง ๆ?”
“แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน? พวกเราเพิ่งรู้จักกันแค่วันเดียวเองนะ เรื่องรักแรกพบน่ะสุดท้ายมันก็มีแค่ในนิทานหลอกเด็กเท่านั้นแหละ”
เขาพูดออกมาเป็นฉาก ๆ โดยไม่สังเกตเห็นเลยว่าแววตาของกัวหว่านซิงที่อยู่ตรงข้ามเริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด
กัวหว่านซิงเม้มริมฝีปาก เธออยากจะค้านออกไป แต่คำพูดกลับติดอยู่ที่ลำคอ เธอได้แต่พึมพำเบา ๆ ว่า : แล้วถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะ.....
“เจียงสือ นายเคยถูกผู้หญิงทำร้ายจิตใจมางั้นเหรอ?”
เจียงสือชะงักไป เขาไม่คิดว่าเธอจะถามเรื่องนี้
เขาเกาหัวพลางเล่าออกมาอย่างไม่ได้ปิดบังอะไร : “ทำร้ายเหรอ? ก็ไม่เชิงนะ เรียกว่าถูกหลอกลวงน่าจะตรงกว่า”
“หลอกลวง?” ความอยากรู้อยากเห็นของกัวหว่านซิงถูกกระตุ้นขึ้นมาทันที
แม้จะรู้ว่าการถามเรื่องส่วนตัวมันไม่ค่อยดีนัก แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะถามต่อ “ถูกหลอกยังไงเหรอคะ?”
“เธออยากรู้เหรอ? บอกให้ฟังก็ได้นะ ไม่ได้เสียหายอะไร”
เจียงสือเบะปากเล็กน้อย ยังไงเสียกว่าจะถึงเวลาออกไปนอกยานก็ยังเหลือเวลาอยู่ คุยกันหน่อยก็คงไม่เป็นไร
“คือมีผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเล่นเกมด้วยกันบ่อย ๆ ความสัมพันธ์ของพวกเราน่ะดีมากเลยล่ะ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เธอก็บอกว่าชอบฉันและอยากนัดเจอกันตัวจริง”
“ตอนนั้นฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เห็นว่าคุยกันในเกมถูกคอ ลองนัดเจอกันดูก็คงไม่เสียหาย เลยตอบตกลงไป”
กัวหว่านซิงตั้งใจฟังเงียบ ๆ และส่งสัญญาณให้เขาเล่าต่อ
“ผลปรากฏว่าพอเจอตัวจริงเข้า เฮ้... ทายซิว่าเป็นยังไง?” เจียงสือยิ้มขื่นออกมาครั้งหนึ่ง
“นัดเจอตัวจริงแล้ว ผู้หญิงคนนั้นหน้าตาไม่ตรงปกเหรอคะ?”
“เปล่าหรอก สวยกว่าที่ฉันจินตนาการไว้เยอะเลยล่ะ”
“ตอนนั้นฉันแอบดีใจนะ คิดว่าตัวเองโชคดีมาก จากนั้นพวกเราก็ไปออกเดทตามปกติ กินข้าว ดูหนัง เดินเที่ยวห้าง”
“แต่การหลอกลวงมันก็เริ่มขึ้นตั้งแต่นั่นแหละ”
“เธอเอาแต่หาเรื่องให้ฉันซื้อของให้สารพัด สั่งนั่นสั่งนี่ ขายฝันให้ฉันไปวัน ๆ……”
“ประเด็นคือฉันดันหลงเชื่อจริง ๆ ซะด้วยสิ แต่ผลสุดท้ายเป็นยังไงล่ะ? ท้ายที่สุดพวกเราก็ได้แค่จับมือกันครั้งเดียวเท่านั้นเอง”
“พอฉันเริ่มรู้ตัว เธอก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเลย!”
“.......”
“เรื่องมันยังไม่จบแค่นั้นนะ ก่อนที่พวกเราจะข้ามมิติมาที่นี่ ยัยนั่นโทรมาหาฉันด้วย บ้าจริง ๆ เลย……”
เจียงสืออดไม่ได้ที่จะสบถออกมา “เธอร้องไห้ฟูมฟายอยู่ในสาย บอกว่าแค่จับมือกันตอนนั้นน่ะทำให้เธอท้องได้...”
“เธอคิดดูสิว่ามันไร้สาระขนาดไหน?”
เมื่อกัวหว่านซิงฟังจบ ตอนแรกเธอรู้สึกอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่พอเห็นสีหน้าที่ทั้งโกรธ ทั้งแค้น ทั้งอัดอั้นตันใจของเจียงสือ เธอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เธอหลุดหัวเราะ “พรืด” ออกมาพลางรีบใช้มือปิดปากไว้ทันที
“เจียงสือ นายนี่ซื่อบื้อจริง ๆ เลยนะ……”
“ก็นั่นนะสิ!”
“พอนึกย้อนกลับไปตอนนี้ ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองตอนนั้นมันโง่เง่าสิ้นดี เพราะแบบนี้ฉันเลยรู้สึกรังเกียจพวกคนลวงโลก และไม่ค่อยอยากจะเชื่อคำพูดของผู้หญิงเท่าไหร่”
เจียงสือถอนหายใจยาวพลางแบมือออก
เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของกัวหว่านซิงก็จางหายไป เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงได้หัวทื่อขนาดนี้
“ถ้างั้นนาย……”
เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีทองจาง ๆ จ้องลึกเข้าไปในตาของเจียงสือ พลางถามเสียงเบาว่า
“เชื่อในสิ่งที่ฉันพูดไหมคะ?”
เจียงสืออึ้งไปกับคำถามนั้น เมื่อเห็นดวงตาที่จริงจังของเธอ สายตาของเขาก็เริ่มลอกแลก
“……ก็ต้องดูเป็นกรณีไปน่ะนะ”
“งั้นก็ได้ เจียงสือ นายฟังให้ดีนะ” กัวหว่านซิงดูเหมือนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้อย่างแน่วแน่
เธอก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างกันให้สั้นลง เธอพูดด้วยเสียงที่ไม่ดังนักแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ:
“ฉันชอบนาย”
สิ้นเสียงของเธอ ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของเจียงสือ
กัวหว่านซิงเอื้อมมือไปประคองใบหน้าของเขาไว้อย่างแผ่วเบา จากนั้นเธอก็เขย่งเท้าขึ้น หลับตาลง แล้วจุมพิตลงบนริมฝีปากของเขา
เจียงสือร่างกายแข็งทื่อไปอีกครั้ง เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ส่งผ่านมาจากริมฝีปาก ใจของเขาเริ่มสั่นคลอน...
ผ่านไปครู่หนึ่ง กัวหว่านซิงก็ถอยฉากออกมาเล็กน้อยพลางหอบหายใจเบา ๆ ใบหน้าของเธอแดงก่ำไปหมดแล้ว
เธอจ้องมองเจียงสือที่ยังอยู่ในสภาวะยืนแข็งเป็นหิน มุมปากของเธอยกยิ้มขึ้น: “คิดไม่ถึงล่ะสิ?”
“มะ... ไม่...”
เจียงสือมองดูใบหน้าของกัวหว่านซิงที่อยู่ตรงหน้าในระยะประชิด ใบหน้าที่ดูมีเสน่ห์กว่าปกติทำให้เขาลอบกลืนน้ำลายลงคอ หัวใจเต้นแรงแทบจะกระดอนออกมา
ยังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากพูดอะไร กัวหว่านซิงก็แววตาแน่วแน่ขึ้นอีกครั้ง เธอขยับเข้าไปใกล้เขามากกว่าเดิม
ครั้งนี้ แขนของเธอโอบรอบคอของเขา ดึงรั้งให้เขาเข้ามาใกล้ชิดยิ่งขึ้น
เนิ่นนานผ่านไป คนทั้งสองก็นั่งพิงผนังห้องโดยสารอยู่เคียงข้างกัน ไหล่แนบไหล่
กัวหว่านซิงเอียงหน้าไปมองเจียงสือด้วยสายตาที่เป็นประกาย ก่อนจะเอ่ยถามว่า: “เจียงสือ นายตกลงจะคบกับฉันไหม?”
(จบบท)