- หน้าแรก
- ฉันเกษียณจากเกมสยองขวัญ มาเป็นผู้ช่วยตัวประกอบ
- บทที่ 311 เทพธิดาผู้ประทานบุตรแด่จักรพรรดิผู้ไร้ทายาท 1
บทที่ 311 เทพธิดาผู้ประทานบุตรแด่จักรพรรดิผู้ไร้ทายาท 1
บทที่ 311 เทพธิดาผู้ประทานบุตรแด่จักรพรรดิผู้ไร้ทายาท 1
บทที่ 311 เทพธิดาผู้ประทานบุตรแด่จักรพรรดิผู้ไร้ทายาท 1
ยากจะวิจารณ์จริง ๆ
จู๋อินมองดูพล็อตภารกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทบจะอ่านหนังสือไม่ออก
เรื่องราวกล่าวถึงจักรพรรดิผู้เป็นตำนานผู้ยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานปีและรวบรวมแผ่นดินสี่แคว้นให้เป็นหนึ่งเดียว
หลังจากที่เขารวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นและมั่งคั่งทั่วหล้า เขากลับต้องเผชิญกับเรื่องน่าอับอายอย่างหนึ่ง นั่นคือเขาไร้ทายาท
สนมชายารวบรวมกันทั้งวังหลังกลับไม่มีลูกสักคน
ว่ากันว่าจักรพรรดิผู้นี้คือดาวจื่อเวยจุติลงมา เพื่อยุติความวุ่นวายร้อยปีในโลกมนุษย์โดยเฉพาะ
แม้จะไม่รู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ตรงไหน แต่สรุปก็คือราชวงศ์ของเขาไม่มีผู้สืบทอด
แบบนี้จะไปได้เรื่องหรือ?
ลูกเล่นสุดปั่นมาแล้ว
ในคืนวันไหว้พระจันทร์ จักรพรรดิฝันเห็นเทพธิดาลอยลงมาจากกลีบเมฆและพบปะกับเขา
ไม่นานนัก ชาวบ้านก็ได้ถวายสาวงามแก่ผิงซีโหว
ทันทีที่ผิงซีโหวเห็นสาวงามผู้นั้น ก็ตกตะลึงราวกับเห็นนางฟ้า คิดว่าโฉมงามระดับนี้ มีเพียงจักรพรรดิเท่านั้นที่คู่ควร จึงได้ถวายตัวนางแด่ฝ่าบาท
สาวงามผู้นั้น กลับเหมือนกับเทพธิดาในฝันของจักรพรรดิไม่มีผิดเพี้ยน!
เนื้อหาต่อจากนั้นโดยรวมก็คือการพบกันดั่งสายลมทองและน้ำค้างหยก จักรพรรดิผู้ห้าวหาญองอาจกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ เพียงแค่สถานะของคู่นี้ ก็สามารถก่อกำเนิดตำนานเล่าขานได้นับไม่ถ้วน
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องราวความรัก
เทพธิดาก็ไม่ได้มามีความรักกับฮ่องเต้
นางมาเพื่อมอบทายาทให้แก่จักรพรรดิผู้ไร้ทายาทต่างหาก
พงศาวดารในยุคหลังบันทึกไว้ว่า โอรสองค์โตของปฐมกษัตริย์ หรือก็คือจักรพรรดิไท่จง กำเนิดจากเทพธิดาบนสวรรค์ เกิดมาก็ไม่ธรรมดา
และหลังจากเทพธิดาให้กำเนิดจักรพรรดิไท่จงแล้ว ก็กลายเป็นแสงรุ้ง กลับคืนสู่สวรรค์
หลังจากจักรพรรดิไท่จงประสูติ คำสาปไร้ทายาทของปฐมกษัตริย์ก็ถูกทำลาย ในวังก็มีเชื้อพระวงศ์ถือกำเนิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
...
เปลี่ยนยุคสมัย คนรุ่นหลังมองดู "บันทึกประวัติศาสตร์" แบบนี้ ก็ได้แต่ยิ้มจาง ๆ คิดว่าคนโบราณเพื่อจะสร้างชาติกำเนิดที่ดูเจ๋งเป้งให้ตัวเอง เรื่องอะไรก็แต่งขึ้นมาได้ทั้งนั้น
รู้ ๆ กันอยู่น่า!
แต่ตอนนี้ปัญหามาแล้ว
ที่ที่จู๋อินมาเยือนไม่ใช่ยุคหลัง
แต่เป็นปีที่สามหลังจากที่ปฐมกษัตริย์ผู้นี้รวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น
สถานะของนาง คือสาวงามที่จะถูกนำไปถวายแก่ผู้มีอำนาจ
ฟังดูคุ้น ๆ ไหม?
จู๋อิน อ้อ ที่แท้ฉันก็คือเทพธิดาผู้ประทานบุตรให้ฮ่องเต้คนนั้นเองเหรอเนี่ย!
สมมติว่าเรื่องราวในพงศาวดารเป็นเรื่องจริง
จู๋อินเผยสีหน้าหนักใจเล็กน้อย เทพเซียนบนฟ้าในโลกของพวกคุณนี่ว่างกันจริง ๆ แฮะ
ทำไมเทพดาวจื่อเวยได้รับบัญชาสวรรค์ลงมาจุติ ยุติกลียุค สร้างผลงานยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ยังต้องแบกรับคำสาป "ไร้ทายาท" อีก?
ทำไมเทพธิดาผู้ยิ่งใหญ่ แค่โรคมีลูกยากเล็กน้อยแค่นี้ก็รักษาไม่หาย ยังต้องลงสนามด้วยตัวเอง คลอดลูกออกมาอีก?
แต่นางลองตรวจสอบร่างกายใหม่ที่เพิ่งได้รับมานี้แล้ว มั่นใจว่าร่างกายนี้ตั้งแต่ในจรดนอก ชัดเจนแจ่มแจ้งว่าเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีพลังพิเศษใด ๆ
ดังนั้นเรื่องราวที่พงศาวดารบันทึกไว้ ไม่ไท่จงแปะทองใส่หน้าตัวเอง ก็เป็นอาลักษณ์ขี้โม้ของไท่จงที่แปะทองให้เขา
ส่วน "พระมารดาของไท่จง" ทำไมถึงไม่มีบันทึกไว้
ใครจะไปรู้ล่ะ?
แต่ตอนนี้มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง
ตำนานเทพนิยายอาจจะเป็นเรื่องปลอม
แต่เนื้อหาอื่น ๆ ในนั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง
นางกำลังจะถูกนำไปถวายแก่ผิงซีโหว
และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด หลังจากผิงซีโหวเห็นนาง ก็จะนำนางไปถวายแก่จักรพรรดิแห่งโลกมนุษย์ผู้อยู่เหนือวังหลวงเก้าชั้นฟ้า
เรื่องที่ฮ่องเต้ฝันว่าพบเทพธิดา อาจจะเป็นจริง หรืออาจจะเป็นเท็จ
แต่ไม่สำคัญ
จู๋อินตัดสินใจจะทำให้มันกลายเป็นเรื่องจริง
แค่บทเทพธิดา นางก็ใช่ว่าจะเล่นไม่ได้
.
ฮ่องเต้ทรงขยันหมั่นเพียรในราชกิจ จู่ ๆ ก็รู้สึกเหนื่อยล้า จึงใช้มือเท้าหน้าผาก หลับตาพักผ่อน
พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาพบว่าดึกสงัดแล้ว ในตำหนักเงียบเชียบ ไม่เห็นเงาข้าราชบริพาร
เขาลุกขึ้น ชายเสื้อคลุมสีดำขลับปัดผ่านโต๊ะทรงงาน
ราวกับถูกบางสิ่งดึงดูด จักรพรรดิเดินออกจากตำหนัก เห็นค่ำคืนมืดมิด มีเพียงพระจันทร์สว่างดั่งจานน้ำแข็ง แขวนสูงอยู่บนท้องฟ้าสีคราม
รอบด้านว่างเปล่าเงียบงัน ระหว่างฟ้าดิน ราวกับเหลือเพียงเขาคนเดียว
"ผู้ใดมาก่อกวนที่นี่?" จักรพรรดิขมวดคิ้ว ตวาดถาม
เหนือศีรษะมีแสงสีเงินนับหมื่นสายสาดส่องลงมา พร้อมกับเสียงร้องใสกังวานของนกหงส์
ร่างสูงระหงในชุดสีดำปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์
นางสวมชุดคลุมสีหมึก บนชุดมีลวดลายดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และขุนเขาแม่น้ำปรากฏเลือนราง ผมยาวเกล้าสูงสวมมงกุฎ
รูปลักษณ์ของนางสูงส่งงดงาม กลิ่นอายบริสุทธิ์เที่ยงธรรม แม้จะงดงามถึงขีดสุด แต่กลับเปี่ยมด้วยบารมีน่าเกรงขาม จนไม่อาจมองตรง ๆ ได้
ที่น่าแปลกคือ ในอ้อมแขนของนางมีแมวน้อยตัวหนึ่งหมอบอยู่ แมวน้อยตัวนั้นมีสีแดงอมม่วงที่หาได้ยาก รอบตัวมีกลีบดอกไม้สีชมพูร่วงหล่น เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สัตว์ธรรมดาเช่นกัน
มีเจ้าแมวน้อยตัวนี้อยู่ ความน่าเกรงขามเคร่งขรึมของเทพที่ไม่ทราบนามผู้นี้ ก็ดูเบาบางลงไม่น้อย
จักรพรรดิชะงักไปเล็กน้อย จ้องมองสตรีที่ลงมาพร้อมกับแสงจันทร์ผู้นี้ "ขอทราบนามของท่านเทพ?"
เนื้อเรื่องเดิมไม่ได้บอกไว้
ในพงศาวดารบอกแค่ว่าเป็นเทพธิดา ไม่ได้บอกฉายาเทพ แต่งเรื่องทั้งทีไม่รู้จักทำให้รัดกุมหน่อย
"นามของข้าคือ จู๋อิน ดูแลการหมุนเวียนของตะวันจันทรา ควบคุมความสมดุลของหยินหยาง"
ฮ่องเต้: ...
เขาครุ่นคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับตำนานเทพเจ้าทั้งหมดที่เคยได้ยินมา มั่นใจว่าตัวเองไม่เคยได้ยินชื่อเทพองค์นี้มาก่อน
แต่บรรดาปุถุชนที่บันทึกเรื่องเทพเจ้า มีกี่คนกันที่เคยเห็นเทพเจ้ากับตา?
ดวงตาของจักรพรรดิเป็นประกาย "เทพธิดามาด้วยเหตุอันใด?"
เขานึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของเทพธิดาผู้นี้ ในใจคาดเดาไปลาง ๆ หรือว่า จะเกี่ยวกับความกลัดกลุ้มที่รบกวนจิตใจเขามาหลายปี?
จู๋อินเองก็กำลังสังเกตราชันแห่งราชวงศ์ผู้ถูกคนรุ่นหลังเรียกว่า "ยอดคนฟ้าประทาน" และ "กษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถตลอดกาล" ผู้นี้
เขาอายุไม่น้อยแล้ว อาจเป็นเพราะออกรบด้วยตัวเอง รูปร่างจึงสูงใหญ่กำยำ สง่างามดั่งขุนเขา ไม่เห็นความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย
คนทั่วไปเมื่อพบเขา คงจะสยบต่อบารมีสูงส่งของเขา จนมองข้ามหน้าตาของเขาไป
แต่จู๋อินไม่มีความรู้สึกเช่นนั้น ดังนั้นนางจึงชื่นชมหน้าตาและท่วงท่าของหนุ่มใหญ่รูปหล่อผู้นี้ได้อย่างเต็มที่
— ในบรรดาสิ่งมีชีวิตรูปร่างมนุษย์ที่นางเคยพบมาตลอดหลายปีนี้ อย่างน้อยเขาก็ติดอันดับหนึ่งในสาม
นางกำลังจะเอ่ยปาก แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน จู่ ๆ ก็เปลี่ยนใจ "ราชาแห่งมนุษย์ ท่านและข้าจะได้พบกันอีก"
สิ้นเสียง ฟากฟ้าก็แว่วเสียงนกหงส์ใสกังวาน
ฮ่องเต้เห็นภาพอัศจรรย์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต นกเทพสี่ตัวที่มีแสงสว่างเจิดจ้าสวมเมฆมงคล ลากราชรถเข้ามา ก้มหัวลงอย่างนอบน้อม รับเทพเจ้าขึ้นรถจากไป
แสงสวรรค์สว่างจ้าในขณะนี้ เขาพยายามเบิกตากว้าง อยากจะมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น —
เขาลืมตาโพลงขึ้นมาทันที
สิ่งที่ปรากฏในสายตาคือตำหนักที่มืดสลัว ท้องฟ้าใกล้จะพลบค่ำ แสงสีส้มสาดส่องอยู่บนบันไดยาวหน้าตำหนัก
ไหนล่ะดวงจันทร์สว่าง?
ไหนล่ะเทพธิดา?