- หน้าแรก
- ทะลุมิติทั้งที ใครเขาฝึกวิชากัน ข้าจะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปครองใต้หล้าต่างหาก
- บทที่ 13 นี่สินะที่เรียกว่าตัวแม่
บทที่ 13 นี่สินะที่เรียกว่าตัวแม่
บทที่ 13 นี่สินะที่เรียกว่าตัวแม่
บทที่ 13 นี่สินะที่เรียกว่าตัวแม่
เยวี่ยเสี่ยวฉานอ่านไปอ่านมาก็ถูกดึงดูดเข้าสู่เรื่องราวจนวางไม่ลง อยากรู้ใจจะขาดว่านักดาบผู้นั้นจะทำอย่างไรต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกบทบรรยายฉากเหล่านั้นทำให้เขินอายจนทนไม่ไหว หน้าแดงเถือกเป็นตูดลิง วินาทีนี้ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าสีหน้าของเมิ่งหลานก่อนหน้านี้มันคืออะไรกัน ที่แท้ก็หน้าแดงด้วยความขวยเขินเหมือนกับที่นางเป็นอยู่ตอนนี้นี่เอง สายตาที่แอบเหลือบมองเขาเป็นระยะๆ นั้นเต็มไปด้วยความฉ่ำเยิ้ม ปะปนไปด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่ากำลังตัดพ้อหรือแง่งอนกันแน่
เซวียมู่ยังคงตวัดพู่กันเขียนต่อไปอย่างขะมักเขม้น
เรื่องราวไม่ได้ยาวนัก เพราะถ้ายาวเกินไปก็จะไม่มีคนอ่าน ในตอนจบของเรื่อง นักดาบถูกศัตรูตามมาคิดบัญชีถึงที่ เชียนเชียนเอาตัวเข้าแลกเพื่อรับกระบี่ปลิดชีพแทนนกดาบ นักดาบจึงสามารถสังหารศัตรูลงได้ ทว่าเชียนเชียนที่อยู่ในอ้อมกอดก็กำลังจะสิ้นใจ เชียนเชียนใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า
"ชาตินี้จบสิ้นลงแล้ว หวังเพียงชาติหน้าจะได้ปรนนิบัติอยู่เคียงข้างท่านด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง"
สำหรับเซวียมู่แล้ว นี่เรียกว่าการจงใจสร้างพล็อตน้ำเน่าเรียกน้ำตา แต่สำหรับเยวี่ยเสี่ยวฉานและเมิ่งหลานที่เพิ่งเคยสัมผัสกับเรื่องราวแบบนี้เป็นครั้งแรก มันทำเอาพวกนางถึงกับจมูกตื้อ น้ำตาหยดแหมะๆ ลงมาเป็นสาย
"เซวียมู่ เจ้าคนสารเลว!"
"ขะ-ข้า ข้าทำอะไรผิดงั้นหรือ?"
"ทำไมถึงต้องให้เชียนเชียนตายด้วย?"
"แบบนี้เขาเรียกว่าโศกนาฏกรรม ถึงจะสะเทือนอารมณ์กินใจคนอ่านยังไงล่ะ"
"ข้าไม่สน เจ้าต้องเขียนให้นางฟื้นคืนชีพกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
เมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำตาของเยวี่ยเสี่ยวฉาน เซวียมู่อดหัวเราะไม่ได้
"แน่นอนว่าต้องรอดอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเชียนเชียนนางโลมอันดับหนึ่งของเราจะมีตัวตนอยู่ได้ยังไงล่ะ?"
เยวี่ยเสี่ยวฉานอึ้งไปเล็กน้อย หันไปสบตากับเมิ่งหลาน สองสาวสูดน้ำมูกอยู่นานถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านี่คือก้าวที่สองของเซวียมู่
เมิ่งหลานเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"เรื่องนี้จะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไรหรือเจ้าคะ?"
"นี่เขาเรียกว่าการโฆษณาแฝง"
เซวียมู่ยิ้มกล่าว
"ไม่สังเกตหรือว่าฉากหลังของเรื่องนี้คือหอไป่ฮวา และตัวเอกของเรื่องก็นางโลมอันดับหนึ่งของหอไป่ฮวา? ทันทีที่เรื่องนี้แพร่กระจายออกไป หอไป่ฮวาก็จะดังเป็นพลุแตก เชียนเชียนก็จะโด่งดังตามไปด้วย กุญแจสำคัญอยู่ที่ว่าเรื่องนี้จะสามารถฝังลึกเข้าไปในใจผู้คนได้หรือไม่ ซึ่งดูจากปฏิกิริยาของพวกเจ้าแล้ว ข้าว่าน่าจะมีโอกาสสำเร็จสักเจ็ดแปดส่วนเลยล่ะ"
ก็เหมือนกับที่วัดเส้าหลินโด่งดังเป็นพลุแตกได้ขนาดนั้น ไม่รู้ว่าต้องยกความดีความชอบให้นักเขียนนิยายกำลังภายในไปตั้งเท่าไหร่...
เยวี่ยเสี่ยวฉานเริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว
"ที่แท้เจ้าก็จงใจเขียนฉากร่วมรักนั่นให้ละเอียดลออ..."
"ถูกต้อง..."
ไม่ว่าจะเป็นยุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะอยู่ในวัฒนธรรมใด สิ่งที่แพร่กระจายได้เร็วที่สุดและดึงดูดใจคนได้มากที่สุด ย่อมต้องเป็นเรื่องพรรค์อย่างว่า เว้นเสียแต่ว่าจะดูจนเบื่อแล้ว ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาโดยสัญชาตญาณของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่ไม่ให้ความสำคัญกับงานประพันธ์ ต่อให้เจ้าเขียนบทความที่ลึกซึ้งสละสลวยแค่ไหนก็ไม่มีใครอ่าน แต่นิยายอีโรติกรับประกันได้เลยว่าคนต้องชอบอ่านแน่ๆ เรื่องนี้เซวียมู่ไม่ได้พูดออกไปตรงๆ แต่คิดว่าเยวี่ยเสี่ยวฉานก็น่าจะเข้าใจดี
ด้วยการศึกษาที่เยวี่ยเสี่ยวฉานและคนอื่นๆ ได้รับมาตั้งแต่เด็ก พวกนางเคยเห็นภาพวังวสันต์ เคยเรียนรู้วิชาบำเพ็ญคู่มาแล้วทั้งนั้น ขนาดพวกนางอ่านเรื่องพวกนี้แล้วยังหน้าแดงได้ พวกไก่อ่อนคนอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะมีภูมิต้านทานอะไร
เซวียมู่กล่าวต่อ
"ส่วนสภาพจิตใจที่ซับซ้อนและรู้สึกผิดบาปนั้น เป็นเพราะว่าบริบทของหอไป่ฮวาเป็นเช่นนั้น มันจึงดูสมจริง การใช้โศกนาฏกรรมมาดึงดูดความเห็นอกเห็นใจและการถอนหายใจด้วยความเสียดายนั้น เป็นการซักฟอกชื่อเสียงไปในตัว เมื่อผู้คนเอ่ยถึงหอไป่ฮวา เอ่ยถึงเชียนเชียน มันก็จะเป็นเรื่องราวความรักอันซาบซึ้งกินใจ ไม่ใช่แค่หอนางโลมที่ขายรอยยิ้มอีกต่อไป ต่อไปข้าจะแต่งเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของหอไป่ฮวาเพิ่มอีกสักสองสามเรื่อง เมื่อไหร่ที่ทุกคนเอ่ยถึงหอนางโลมแล้วนึกถึงหอไป่ฮวาเป็นชื่อแรก ถึงตอนนั้นพวกเจ้าอยากจะขาดทุนก็คงยากแล้วล่ะ"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง"
สายตาของเยวี่ยเสี่ยวฉานที่มองเซวียมู่เปลี่ยนไปอีกครั้ง นางไม่รู้จริงๆ ว่าสมองของผู้ชายคนนี้มันทำมาจากอะไรกันแน่ ในตัวอักษรไม่กี่หน้ากลับแฝงการคำนวณเอาไว้หลายชั้น ซ้ำยังดูมีเหตุมีผลไปเสียทุกข้อ นางเอ่ยถามราวกับขอคำชี้แนะ
"แล้วตอนนี้เราจะเอาไปให้ร้านหนังสือแกะสลักแม่พิมพ์เลยดีไหม?"
"ไม่ ให้พวกผู้หญิงคัดลอกด้วยตัวเองสักหลายๆ ชุด แล้วแจกฟรีให้แขกทุกคน ด้วยสภาพที่แทบจะไม่มีเรื่องราวบันเทิงใจอะไรเลยในที่แห่งนี้ ข้าเดาว่าไม่เกินสามวัน มันจะต้องถูกคัดลอกส่งต่อแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงด้วยตัวของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาไปแกะพิมพ์เลย"
เมิ่งหลานเลื่อมใสจนหมดใจ
"รบกวนคุณชายลงนามด้วยเจ้าค่ะ"
การลงนาม สำหรับผู้คนในโลกนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การที่ผู้ฝึกยุทธ์รักชื่อเสียง การสร้างชื่อเสียงให้ระบือไกลถือเป็นเป้าหมายแรกของทุกคนที่ก้าวเข้าสู่ยุทธภพ และยิ่งเมื่อมีชื่อเสียงแล้วก็ยิ่งต้องรักษามันไว้อย่างระมัดระวัง ในมุมมองของเมิ่งหลาน เรื่องราวที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ เพียงพอที่จะทำให้คุณชายโด่งดังมีชื่อเสียงได้เลย
"ลงนาม? ไม่จำเป็นหรอก"
เซวียมู่โบกมือปัด
"นี่ทำไปเพื่อสร้างชื่อเสียงให้หอไป่ฮวา ไม่ใช่เพื่อข้า"
อันที่จริงเซวียมู่ก็แค่รู้สึกว่าการลงชื่อเป็นคนแต่งนิยายอีโรติกมันดูตกต่ำไปหน่อย ชื่อเสียงที่ได้ก็ไม่ใช่ชื่อเสียงที่ดีงามอะไร ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน แต่เมิ่งหลานพอได้ยินดังนั้นกลับรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาทันที ดวงตาของเยวี่ยเสี่ยวฉานก็เป็นประกายวิบวับ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ก็ลงชื่อไว้สักหน่อยเถอะ ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่ยอมใช้เรื่องของเจ้านะ"
"ก็ได้..."
เซวียมู่จับพู่กันขึ้นมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตวัดเขียนลงไปสี่พยางค์
"ซานห่าวเซวียเซิง" (บัณฑิตเซวียสามดี)
"นี่เป็นฉายาที่เจ้าตั้งให้ตัวเองงั้นหรือ?"
เยวี่ยเสี่ยวฉานถามอย่างแปลกใจ
"หมายความว่ายังไงน่ะ? ดีสามอย่างนี่มีอะไรบ้าง?"
"คำว่า ดี (ห่าว) ในที่นี้ หมายถึง ความชอบ"
เซวียมู่โยนพู่กันทิ้ง
"ชอบหน้าอกตู้ม ชอบขาเรียวยาว ชอบเอวคอดกิ่ว ชาวยุทธขนานนามว่า ซานห่าวเซวียเซิง"
"ยังมีหน้ามาบอกว่าชาวยุทธขนานนามอีก เจ้าจะหน้าไม่อายเกินไปหน่อยไหม?"
เยวี่ยเสี่ยวฉานถูกเขาปั่นหัวจนหลุดหัวเราะออกมา นางตวัดสายตาค้อนใส่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย
"เจ้าชอบแบบนี้จริงๆ หรือ? มองไม่ออกเลยนะเนี่ย"
เซวียมู่มองหน้าอกแบนราบราวกับไม้กระดานของนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่พูดอะไรสักคำ
เยวี่ยเสี่ยวฉานเอามือกุมหน้าอกวิ่งน้ำตาร่วง
"ยังไงซะของศิษย์พี่ก็ใหญ่กว่าของข้าแล้วกัน!"
เยวี่ยเสี่ยวฉานวิ่งหนีไปแล้ว สายตาของเซวียมู่ก็ไปหยุดอยู่ที่เมิ่งหลานโดยสัญชาตญาณ เมิ่งหลานเปิดเผยสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงามของนางอย่างไม่ใส่ใจ ซ้ำยังส่งสายตายั่วยวนให้เขาอีกต่างหาก
"คุณชาย..."
"หืม?"
"แม้ข้าจะยินดีตอบสนองความชอบทั้งสามอย่างของคุณชายอย่างยิ่ง แต่ข้ากลัวจะโดนนายน้อยกลั่นแกล้งเอามากกว่าน่ะสิเจ้าคะ"
เมิ่งหลานยิ้มพลางเก็บรวบรวมต้นฉบับ หมุนตัวเดินจากไปอย่างพลิ้วไหว เมื่อถึงประตูเธอก็หันกลับมาส่งยิ้มให้
"ข้าไปจัดการธุระก่อนนะเจ้าคะ"
คราวนี้ไม่ได้ใช้วิชามารยั่วยวน ทว่าเสน่ห์ยั่วยวนตามธรรมชาติก็แทบจะกระชากวิญญาณได้อยู่แล้ว เซวียมู่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เพียงแต่ยิ้มและพยักหน้าให้ แววตาของเมิ่งหลานฉายแววผิดหวังเล็กน้อย นางหันหลังกลับอีกครั้ง แต่จู่ๆ เซวียมู่ก็เรียกนางไว้
"ท่านประมุขกลับมาจากสำนักลิ่วซ่านเหมินหรือยัง?"
"ยังไม่ทราบเลยเจ้าค่ะ"
เมิ่งหลานถามอย่างแปลกใจ
"คุณชายมีธุระจะพบท่านประมุขหรือเจ้าคะ?"
เซวียมู่เม้มปากไม่ตอบ
พูดไปก็ไลฟ์บอย พรรคซิงเยวี่ยถูกปกครองโดยเซวียชิงชิวด้วยพละกำลังและบารมีอันล้นพ้น จะทำอะไรก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากนาง หากเขาสามารถได้รับความไว้วางใจจากเซวียชิงชิวได้เหมือนกับที่ได้รับจากเยวี่ยเสี่ยวฉานล่ะก็ ถึงตอนนั้นเมื่อมีพรรคซิงเยวี่ยคอยหนุนหลัง เขาก็จะสามารถโบยบินวาดลวดลายได้อย่างอิสระเต็มที่แล้ว
ในใจเขายังมีความปรารถนาที่ไม่อาจบอกใครแฝงอยู่อีกนิดหน่อย... เยวี่ยเสี่ยวฉานก็ยังเด็กเกินไป เมิ่งหลานก็เป็นเพียงศิษย์ดูแลกิจการภายนอกที่ไม่มีอำนาจอะไร ถ้าหาก... แค่ถ้าหากนะ... เขาสามารถจีบเซวียชิงชิวติดได้ล่ะก็...
ระหว่างที่กำลังจินตนาการเพลินๆ จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากที่ไกลๆ ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว ขนาดอยู่ไกลถึงเพียงนี้ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงปะทะที่แผ่ขยายมา เมิ่งหลานหน้าถอดสีในทันที
"ทิศทางของสำนักลิ่วซ่านเหมินนี่! หรือว่าท่านประมุขจะมีเรื่องปะทะกับใครเข้า?"
เซวียมู่อยู่เฉยไม่ได้แล้ว เขารีบวิ่งออกไปนอกประตูกับเมิ่งหลาน เมื่อถึงหน้าประตูหอไป่ฮวา ก็เห็นเยวี่ยเสี่ยวฉานกำลังดึงตัวศิษย์อาชิงชิง พูดคุยอะไรบางอย่างกันอยู่
"เกิดอะไรขึ้น?"
เยวี่ยเสี่ยวฉานหันมาเห็นเขา ก็แค่นเสียงฮึมฮัมอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ยอมอธิบายให้ฟัง
"สำนักลิ่วซ่านเหมินไม่ยอมปล่อยคน ท่านอาจารย์ก็เลยโมโห พังคุกด้านนอกของพวกมันจนราบเป็นหน้ากลอง แล้วก็ปล่อยนักโทษหนีไปได้หลายคน ท่านบอกว่าถ้าไม่ปล่อยคนออกมาภายในหนึ่งวัน ท่านจะพังคุกมันวันละแห่ง"
เซวียมู่ฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้าง
ก่อนหน้านี้บรรยากาศมันทำให้เขารู้สึกได้ชัดๆ ว่า สำนักมารเป็นศัตรูกับฝ่ายธรรมะอย่างเปิดเผย แต่กับราชสำนักนั้นน่าจะมีการตกลงรอมชอมกันบางอย่าง ถึงจะขัดแย้งกันก็คงทำในทางลับ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้ายังมีกิจการตั้งอยู่ในเมืองหลวง ตามหลักแล้วยิ่งไม่ควรไปล่วงเกินพวกขุนนางไม่ใช่หรือ? แล้วนี่กระโดดออกไปงัดข้อกับสำนักลิ่วซ่านเหมินตรงๆ แบบนี้มันหมายความว่ายังไง? กิจการนี่ไม่เอาแล้วใช่ไหม?
หรือว่าความเข้าใจก่อนหน้านี้ของเขาจะมีอะไรผิดพลาดไป?
ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็เห็นเซวียชิงชิวเหาะเหินลงมาอย่างแผ่วเบา นางโยนชุดเครื่องแบบมือปราบมาให้ชุดหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ฉานเอ๋อร์ ไปหาผู้หญิงมาเปลี่ยนใส่ชุดนี้สักคน แล้วไปบอกแขกนะ ว่าที่นี่ของเราก็มีมือปราบสำนักลิ่วซ่านเหมินให้เล่นด้วยเหมือนกัน"
เซวียมู่เอามือซุกแขนเสื้อ มองดูท่าทีไม่ยี่หระราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นของเซวียชิงชิวอย่างหมดคำจะพูด คิดในใจว่า บางทีนี่แหละมั้ง... ที่เรียกว่าระดับตัวแม่...
[จบตอน]