เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 203 - ใครเล่าพบเจอเรื่องอยุติธรรม

บทที่ 203 - ใครเล่าพบเจอเรื่องอยุติธรรม

บทที่ 203 - ใครเล่าพบเจอเรื่องอยุติธรรม


เมื่อเห็นหูฮวายังคงยืนกรานว่าหลิวหย่วนไม่รู้เรื่อง ชุยฮ่าวเซิ่งก็อดไม่ได้ที่จะตะคอกถาม

"หูฮวา! หรือว่าหลิวหย่วนเอาชีวิตครอบครัวเจ้ามาขู่ เจ้าถึงได้ไม่กล้าซัดทอดมัน!"

หลิวหย่วนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นสะดุ้งสุดตัว เตรียมจะอ้าปากเถียง แต่กลับถูกปราณกระบี่ฮ่าวหรานกดทับร่างไว้จนขยับไม่ได้และพูดไม่ออก

เขารู้สึกหวาดกลัวสุดขีด ทำได้เพียงส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางหลี่เฟิง

แต่หลี่เฟิงกลับไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ปรายตาเย็นชาจ้องมองหูฮวา

ดูเหมือนหูฮวาจะสัมผัสได้ถึงสายตาของหลี่เฟิง ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ก่อนจะหันไปทางชุยฮ่าวเซิ่งแล้วกัดฟันพูด "ท่านนายกองหลิวไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ขอรับ!"

ชุยฮ่าวเซิ่งปรายตามองหลี่เฟิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะหันไปพูดกับจางฮุ่ย

"ท่านแม่ทัพจาง ตามกฎอัยการศึกของเทียนเฉียน หากมีทหารแอบอ้างฆ่าชาวบ้านเพื่อเอาความดีความชอบ นอกจากผู้กระทำผิดหลักจะต้องรับโทษประหารแล้ว ผู้บังคับบัญชาสายตรงก็ต้องรับโทษเช่นเดียวกัน! หูฮวาเป็นหัวหน้ากอง หลิวหย่วนคือผู้บังคับบัญชาสายตรงของเขา ข้าขอเสนอให้ท่านแม่ทัพสั่งประหารหลิวหย่วนเดี๋ยวนี้!"

เมื่อหลิวหย่วนที่ถูกปราณกระบี่ของชุยฮ่าวเซิ่งกดทับอยู่ได้ยินเช่นนั้น เขาก็ดิ้นรนสุดชีวิต พร้อมกับส่งเสียงร้องอู้อี้อยู่ในลำคอ

ในที่สุดหลี่เฟิงก็ทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากขึ้นมา

"ท่านแม่ทัพจาง ผู้บังคับบัญชาสายตรงของหูฮวาที่ด่านเฟิงหมิงคือรองนายกองจางซู่ ซึ่งจางซู่ก็ตายไปแล้ว ส่วนหลิวหย่วนในฐานะนายกองด่านเฟิงหมิง มีความผิดฐานละเลยต่อหน้าที่ ปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำความผิดร้ายแรง สมควรได้รับโทษหนัก แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องรับโทษประหาร ข้าขอเสนอให้ปลดเขาออกจากตำแหน่งทั้งหมด แล้วส่งตัวไปอยู่กองพลทะลวงค่ายเพื่อชดใช้ความผิด"

หลิวหย่วนได้ยินดังนั้นก็ตาเบิกกว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม

อุตส่าห์ไต่เต้าจนได้เป็นนายกอง อนาคตกำลังรุ่งโรจน์แท้ๆ กลับต้องมาพังทลายลงในชั่วข้ามคืน แถมยังต้องถูกส่งไปอยู่กองพลทะลวงค่ายอีก

หน้าที่หลักของกองพลทะลวงค่ายคือการบุกทะลวงเป็นด่านแรกในทุกๆ การสู้รบ ซึ่งมีอัตราการตายสูงที่สุด!

ทหารในกองพลนี้เกินครึ่งล้วนเป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ในกองทัพ หรือไม่ก็นักโทษประหาร การถูกส่งไปที่นั่นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการส่งไปตาย

แต่เขาก็รู้ดีว่าแค่รักษาชีวิตรอดในตอนนี้ไว้ได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว และถึงแม้จะถูกส่งไปอยู่กองพลทะลวงค่าย ขอเพียงหลี่เฟิงยอมช่วยจัดฉากหาตำแหน่งในหน่วยเสบียงให้เขา เขาก็ยังมีโอกาสรอดชีวิตอยู่ หลิวหย่วนจึงเลิกดิ้นรนในที่สุด

แน่นอนว่าชุยฮ่าวเซิ่งย่อมรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลิวหย่วนกับหลี่เฟิงดี ตราบใดที่หลี่เฟิงยังคอยคุ้มกะลาหัว ต่อให้หลิวหย่วนถูกส่งไปกองพลทะลวงค่ายก็ไม่ใช่ว่าจะต้องตายเสมอไป เขาจึงรีบสวนกลับทันที

"ตามกฎอัยการศึก หลิวหย่วนสมควรต้องรับโทษประหารอยู่แล้ว จะมาอ้างว่าโทษไม่ถึงตายได้อย่างไร!"

"ชุยฮ่าวเซิ่ง กฎอัยการศึกของแต่ละกองทัพมีรายละเอียดแตกต่างกัน การพิจารณาบทลงโทษควรเป็นหน้าที่ของแม่ทัพผู้คุมทัพ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ให้เจ้ามาเป็นคนตัดสินว่าใครควรตาย หรือใครไม่ควรตาย"

ในเมื่อแตกหักกันแล้ว หลี่เฟิงก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าอีกต่อไป เขาตอกกลับอย่างไม่เกรงใจ

"พอได้แล้ว!"

เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนกำลังจะเริ่มทะเลาะกันอีกรอบ จางฮุ่ยก็รีบพูดขัดขึ้นมา

"ให้ส่งตัวหลิวหย่วนไปอยู่กองพลทะลวงค่ายภายใต้การบังคับบัญชาของข้าก่อน เมื่อการศึกครั้งนี้สิ้นสุดลง ค่อยส่งตัวกลับไปรับโทษที่กองทัพเมืองทงโจว"

เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

ก่อนหน้านี้เขาเคยรับปากชุยฮ่าวเซิ่งกับหลี่สิงไว้ว่าหลิวหย่วนต้องตาย แต่ท่าทีของหลี่เฟิงก็ชัดเจนแล้วว่านี่คือจุดต่ำสุดที่เขายอมถอยให้ได้ หากบีบคั้นมากไปกว่านี้คงไม่เป็นผลดีแน่

เขาจึงเลือกวิธีประนีประนอมแบบนี้

การให้หลิวหย่วนไปอยู่ในกองพลทะลวงค่ายของเขา ชุยฮ่าวเซิ่งกับหลี่สิงก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีการตุกติกเกิดขึ้น

ขอเพียงสงครามระหว่างเหมิงหยวนกับเทียนเฉียนเปิดฉากขึ้น หลิวหย่วนก็แทบจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมาแน่ๆ!

ส่วนทางด้านหลี่เฟิง การที่เขาไม่ได้สั่งประหารหลิวหย่วนตรงๆ แถมบทลงโทษเรื่องกองพลทะลวงค่ายหลี่เฟิงก็เป็นคนเสนอเอง น่าจะทำให้หลี่เฟิงยอมรับได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง

และก็เป็นไปตามคาด หลังจากหลี่เฟิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้าตอบตกลง

"ข้าไม่มีข้อโต้แย้ง ขอให้เป็นไปตามที่ท่านแม่ทัพว่ามาเถอะ"

ชุยฮ่าวเซิ่งอ้าปากค้าง แม้ในใจอยากจะสั่งประหารหลิวหย่วนให้รู้แล้วรู้รอด แต่เขาก็เข้าใจดีว่าการตัดสินใจของจางฮุ่ยคือทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์แบบนี้ จึงได้แต่จำยอมรับมัน

ภายนอกเต็นท์ บรรดาดาราบู๊ที่คอยสังเกตการณ์อยู่ก็พูดคุยกัน

พวกเขาแอบตามมาเพราะกลัวว่าหลี่สิงจะวู่วามทำอะไรบุ่มบ่ามลงไป

ด้วยวิชายุทธ์ของพวกเขา การจะแอบฟังบทสนทนาในเต็นท์ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

"ดูเหมือนเรื่องนี้จะจบลงด้วยดีนะ"

ต่งเจิ้งหยางเอ่ยขึ้น

"ใช่ ทหารม้าที่ลงมือฆ่าเกาหู่กับหูต้าก็ถูกสั่งประหารเรียบ หลี่สิงก็ถือว่าได้แก้แค้นให้พวกนั้นแล้ว"

"ขอแค่สงครามเริ่มขึ้น หลิวหย่วนก็คงไม่รอดเหมือนกัน"

"ไม่นึกเลยว่าหลี่สิงจะไขคดีนี้ได้จริงๆ ตอนแรกฉันคิดว่าเขาจะใช้กำลังบุกเข้าไปฆ่าคนซะอีก"

"โชคดีนะที่เขาไม่บุ่มบ่าม ไม่งั้นภารกิจทะลวงฝันของพวกเราคงจบเห่แน่"

"..."

เหล่าดาราบู๊ต่างลงความเห็นว่าเรื่องนี้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

ภายในเต็นท์ หลี่เฟิงและชุยฮ่าวเซิ่งต่างก็ยอมรับข้อเสนอของจางฮุ่ย เหลือเพียงหลี่สิงคนเดียวที่ยังไม่แสดงท่าทีใดๆ

"ท่านหลี่ มีข้อโต้แย้งอะไรอีกหรือไม่"

จางฮุ่ยเอ่ยถาม

หลี่สิงที่นั่งเงียบมาตลอดตั้งแต่เริ่มการประชุม เพียงแค่ส่ายหน้าช้าๆ ทำให้ทั้งจางฮุ่ย ชุยฮ่าวเซิ่ง และแม้กระทั่งหลี่เฟิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

หลี่เฟิงแอบกลัวว่าไอ้เซียนกระบี่สติแตกนี่จะลุกขึ้นมาหาเรื่องป่วนอะไรอีก

"ถ้าเช่นนั้น ทุกท่านก็เชิญกลับไปพักผ่อนเถอะ..."

"ช้าก่อน!"

แต่ในจังหวะที่จางฮุ่ยกำลังจะสั่งเลิกประชุม จู่ๆ หลี่สิงก็พูดแทรกขึ้นมา

ทุกคนในเต็นท์ต่างสะดุ้งสุดตัว แม้แต่พวกต่งเจิ้งหยางที่แอบฟังอยู่ข้างนอกก็เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี

"ท่านหลี่ มีอะไรจะพูดอีกหรือ"

จางฮุ่ยขมวดคิ้วมองหลี่สิง

หลี่สิงชี้นิ้วไปยังหูเอ้อและหลิวโหรวที่นั่งหดตัวอยู่มุมเต็นท์

"ท่านแม่ทัพ ข้าไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ แต่พวกเขาต่างหากที่เป็นผู้เสียหายตัวจริง ทำไมท่านไม่ลองถามความเห็นของพวกเขาดูบ้างล่ะ"

อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่หูเอ้อกับหลิวโหรวเองก็ได้ยินก็ยังอึ้งไปเหมือนกัน

ด้วยฐานะที่ต่ำต้อยของพวกเขา หากหลี่สิงไม่ยืนกรานจะพาเข้ามา พวกเขาก็คงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้ามานั่งฟังการพิจารณาคดีในเต็นท์แห่งนี้ด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการออกความเห็นอะไรเลย

ตลอดการประชุม ไม่มีใครในเต็นท์นอกจากหลี่สิงที่หันไปมองหรือสนใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถามความเห็นของพวกเขา

แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้เสียหายโดยตรงก็ตาม

จางฮุ่ยจ้องมองหลี่สิงอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะพยักหน้า "ก็ได้ ในเมื่อท่านเสนอมา งั้นก็ลองถามพวกเขาดูเถอะ"

หลี่สิงจึงหันไปหาหูเอ้อ

"น้องหูเอ้อ กับผลการตัดสินในคืนนี้ ในใจของเจ้ายังมีเรื่องอยุติธรรมหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่"

หูเอ้อมองหลิวหย่วนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น

เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับนายกองด่านเฟิงหมิงผู้นี้อย่างแน่นอน หากจะว่ากันตามจริง แม้หูฮวากับพวกจะเป็นคนลงมือฆ่าเกาหู่และพี่ใหญ่ แต่หลิวหย่วนก็คือตัวการสำคัญที่บงการอยู่เบื้องหลัง!

หากเลือกได้ เขาก็อยากให้หลิวหย่วนถูกสั่งประหารชีวิตไปพร้อมกับหูฮวาและพวก ไม่ใช่แค่ถูกส่งไปอยู่กองพลทะลวงค่าย

ใครจะไปรู้ล่ะว่าสงครามจะเริ่มเมื่อไหร่ ถ้าเกิดสุดท้ายแล้วไม่มีการรบเกิดขึ้น ไอ้นั่นก็รอดตัวไปน่ะสิ

แต่ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ เขาได้เห็นแล้วว่าการที่หลี่สิงพยายามจะทวงคืนความยุติธรรมให้เขานั้นมันยากลำบากแค่ไหน และการจะเอาชีวิตหลิวหย่วนนั้นมันมีอุปสรรคมากมายเพียงใด

เขาซาบซึ้งในน้ำใจของหลี่สิงมาก และไม่อยากให้เซียนกระบี่ผู้นี้ต้องมาลำบากใจ หรือต้องมางัดข้อกับพวกผู้ใหญ่ในกองทัพเพราะเรื่องของเขาอีกแล้ว

ดังนั้นหูเอ้อจึงก้มหน้าลง "ท่านเซียนกระบี่ แค่ท่านช่วยข้าแก้แค้นให้พี่ๆ ข้าก็ซาบซึ้งในพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว ในใจข้าไม่มีเรื่องอยุติธรรมใดๆ หลงเหลืออยู่อีกแล้วขอรับ"

หลี่สิงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาหันไปถามหลิวโหรวต่อ

"แม่นางหลิว แม้ว่าตอนนี้จะยังสืบสวนได้ไม่แน่ชัด แต่ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทหารจากด่านเฟิงหมิงต้องเคยปลอมตัวไปปล้นสะดมและเข่นฆ่าชาวบ้านที่หมู่บ้านตระกูลจางมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแน่ๆ กับผลการตัดสินในคืนนี้ ในใจของเจ้ายังมีเรื่องอยุติธรรมหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่"

หลิวโหรวกัดริมฝีปากแน่น เหตุผลที่นางดึงดันขอตามมาในคืนนี้ นอกจากจะอยากเห็นคนที่ฆ่าพี่เกาหู่กับพวกได้รับการลงโทษแล้ว นางก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนบงการให้พวกทหารเลวพวกนั้นแอบอ้างเป็นทหารม้าเหมิงหยวนมาปล้นและฆ่าชาวบ้านในหมู่บ้านของนาง

แม้ว่าชีวิตในหมู่บ้านตระกูลจางของนางจะไม่ได้ราบรื่นนัก แต่ตลอดหลายปีมานี้ก็มีชาวบ้านหลายคนที่คอยช่วยเหลือและหยิบยื่นน้ำใจให้นางในยามยากลำบาก

และบางคนในกลุ่มนั้น ก็ต้องมาตายด้วยน้ำมือของทหารม้าเหมิงหยวน ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นฝีมือของทหารด่านเฟิงหมิงเสียมากกว่า

หากคนชื่อหลิวหย่วนคือผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องเลวทรามทั้งหมด แล้วแม่ทัพเมืองทงโจวที่ควรจะปกป้องชาวบ้านกลับออกหน้าปกป้องคนผิดอย่างสุดฤทธิ์

แม้หลิวโหรวจะไม่ได้เรียนหนังสือสูงส่ง แต่นางก็รู้ว่าโลกใบนี้ไม่ควรเป็นแบบนี้

ทว่าเมื่อหลี่สิงเอ่ยถาม นางก็ยังคงกัดริมฝีปากและส่ายหน้า

"ข้าไม่มีเรื่องอยุติธรรมในใจแล้วเจ้าค่ะ"

นางไม่ใช่คนโง่ นางไม่อยากทำให้เซียนกระบี่ที่เพิ่งจะแก้แค้นให้เกาหู่ต้องเดือดร้อน

"หึ!"

หลี่เฟิงอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเยาะเย้ยออกมา

เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าหลี่สิงคิดบ้าอะไรอยู่ ถึงได้ไปถามความเห็นของมดปลวกอย่างหูเอ้อและหลิวโหรว

คนต่ำต้อยแบบนั้นมีสิทธิ์อะไรมาเสนอหน้าออกความเห็น

ต่อให้มี ก็แล้วจะทำไมล่ะ

"ท่านแม่ทัพหลี่หัวเราะอะไรหรือ"

หลี่สิงหันขวับไปถามหลี่เฟิงทันที

หลี่เฟิงไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับพูดว่า "หากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ข้ายังมีงานทหารที่ต้องไปจัดการ ขอตัวก่อน"

"ช้าก่อน"

"เจ้ายังต้องการอะไรอีก!"

หลี่เฟิงหรี่ตาลง เอื้อมมือไปจับด้ามดาบที่เอว

"พี่หลี่"

ชุยฮ่าวเซิ่งรีบร้องเรียกหลี่สิงด้วยความกังวล กลัวว่าเขาจะวู่วามทำอะไรลงไป

หลี่สิงส่งยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้าเป็นเชิงบอกให้วางใจ ก่อนจะหันไปหาหลี่เฟิง

"ได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพหลี่ก็ชื่นชอบบทกวีเหมือนกัน ข้าอยากจะขอมอบบทกวีบทหนึ่งให้ท่าน"

"หืม"

หลี่เฟิงชะงักไป

ความจริงแล้วการที่เขาในฐานะแม่ทัพชายแดนชอบทำตัวเป็นนักปราชญ์แต่งกวี ก็เป็นแค่การสร้างภาพเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็ตกเป็นขี้ปากให้หลายคนแอบนินทาอยู่บ่อยๆ ไม่คิดเลยว่าหลี่สิงจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในเวลานี้

"ดี ไม่คิดเลยว่าท่านเซียนกระบี่นอกจากจะมีเพลงกระบี่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังมีฝีมือในการแต่งกวีด้วย งั้นข้าก็จะตั้งตารอฟังก็แล้วกัน"

หลี่เฟิงแค่นเสียงเย็น หวังจะดูว่าอีกฝ่ายกำลังจะมาไม้ไหน

หลี่สิงพยักหน้า หันไปมองชุยฮ่าวเซิ่ง "พี่ชุย รบกวนท่านช่วยเขียนให้ข้าหน่อยได้หรือไม่"

การกล้าใช้ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งสายขงจื๊อเป็นคนจดบทกวีให้ นับว่าหลี่สิงใจกล้าไม่เบาทีเดียว

แต่สำหรับชุยฮ่าวเซิ่งแล้ว ขอเพียงหลี่สิงไม่ทำอะไรวู่วาม อย่าว่าแต่ให้ช่วยเขียนเลย ให้ช่วยฝนหมึกเขาก็ยอม!

"ได้สิ เด็กๆ ไปเอาพู่กันกับกระดาษมา!"

ไม่นานนักก็มีคนนำกระดาษและพู่กันมาให้

บรรดาดาราบู๊ที่อยู่ข้างนอกต่างก็งุนงงไปตามๆ กัน ไม่รู้ว่าหลี่สิงกำลังคิดจะทำอะไร

ภายในเต็นท์ ชุยฮ่าวเซิ่งกางกระดาษเซวียนจื่อ หยิบพู่กันขึ้นมา แล้วหันไปหาหลี่สิง

"พี่หลี่ เริ่มได้เลย"

หลี่สิงพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะหันไปจ้องมองหลี่เฟิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเปล่งเสียงดังก้องไปทั่วทั้งเต็นท์

"สิบปีเพียรลับกระบี่หนึ่งเล่ม!"

เพียงแค่ประโยคแรก ชุยฮ่าวเซิ่งก็ตาเป็นประกายทันที

ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกกระบี่ เขาจึงรู้สึกอินกับคำว่า 'สิบปีเพียรลับกระบี่' เป็นพิเศษ

เขาตวัดพู่กันอย่างรวดเร็ว เขียนประโยคแรกเสร็จสรรพ ในขณะที่หลี่สิงก็ท่องประโยคที่สองตามมาติดๆ

"คมแกร่งเย็นเยียบยังมิเคยลอง!"

สิบปีเพียรลับกระบี่ คมแกร่งยังมิเคยลองงั้นหรือ

ทุกคนที่ได้ยินบทกวีนี้ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกเต็นท์ ต่างก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แฝงไปด้วยความฮึกเหิมอยากจะลงสนาม

กระบี่ที่ไม่ได้ถูกชักออกจากฝักมานานนับสิบปี เมื่อมันถูกชักออกมา จะเป็นเพราะเหตุใด

และมันจะสง่างามถึงเพียงไหน

หลี่เฟิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหลี่สิงเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เขากำด้ามดาบที่เอวแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ

ยังไม่ทันที่ชุยฮ่าวเซิ่งจะเขียนประโยคที่สองเสร็จ หลี่สิงก็ตะโกนสองประโยคสุดท้ายออกมาเสียงดังฟังชัด

"วันนี้นำมาชูให้ท่านชม"

"ใครเล่าพบเจอเรื่องอยุติธรรม!"

เมื่อประโยคสุดท้ายดังขึ้น น้ำเสียงของหลี่สิงก็ดุดันราวกับสายฟ้าฟาด ดังกึกก้องไปทั่วค่ายทหาร!

ภายในเต็นท์ ชุยฮ่าวเซิ่งสะดุ้งสุดตัว เขาหยุดพู่กันในมือ แล้วเงยหน้าขวับขึ้นมองหลี่สิงทันที

สิบปีเพียรลับกระบี่หนึ่งเล่ม

คมแกร่งเย็นเยียบยังมิเคยลอง

วันนี้นำมาชูให้ท่านชม

ใครเล่าพบเจอเรื่องอยุติธรรม

ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่หลี่สิงเปล่งบทกวีบทนี้ออกมา มันมีความหมายแฝงมากมายเหลือเกิน!

เขาคิดจะทำอะไร

ทุกคนต่างเกิดคำถามนี้ขึ้นในใจพร้อมๆ กัน

"หูเอ้อ หลิวโหรว ข้าขอถามพวกเจ้าอีกครั้ง ในใจของพวกเจ้า... ยังมีเรื่องอยุติธรรมหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่!"

ภายในเต็นท์ ชายหนุ่มชุดฟ้าตะโกนถามเสียงดังก้อง

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 203 - ใครเล่าพบเจอเรื่องอยุติธรรม

คัดลอกลิงก์แล้ว