- หน้าแรก
- พลิกชะตาเขยตาบอด ภรรยาข้าคือฮองเฮา
- บทที่ 28 ตัวเอก: ข้ากลายเป็นผู้หลบหนีไปได้อย่างไร?
บทที่ 28 ตัวเอก: ข้ากลายเป็นผู้หลบหนีไปได้อย่างไร?
บทที่ 28 ตัวเอก: ข้ากลายเป็นผู้หลบหนีไปได้อย่างไร?
บทที่ 28 ตัวเอก: ข้ากลายเป็นผู้หลบหนีไปได้อย่างไร?
ฉินเฟิงฮั่วเดินทางมาถึงเทือกเขาฝังเซียนเป็นคนแรก อักขระแสงสีทองนับร้อยเบิกทางเบื้องหน้า สัตว์ประหลาดที่กล้าหาญและสิ่งมีชีวิตในเขตหวงห้ามบางตัวพยายามจะซุ่มโจมตีพวกเขา ทว่ากลับถูกทำลายล้างด้วยอักขระราชโองการจนสิ้นซาก
เจ้าสำนักผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตย้ายภูผาผู้หนึ่งก้าวออกจากถ้ำพำนักของตน แหงนหน้ามองอักขระราชโองการที่ลอยเด่นอยู่กลางนภากาศ พลางอุทานว่า "สมกับเป็นอัจฉริยะหาตัวจับยากในรอบพันปี พลังฝึกตนขององค์จักรพรรดินีนับวันยิ่งลึกล้ำสุดหยั่งคาด"
จอมปีศาจที่จำแลงกายเป็นมนุษย์ยืนเปลือยอกกอดอกอยู่ข้างๆ เขากล่าวเสริม "เมื่อครู่ สัตว์ประหลาดระดับสูงสุดของขอบเขตย้ายภูผาเพิ่งจะถูกอักขระตัวหนึ่งสังหารไป พลังแห่งตัวอักษรที่สามารถสะกดข่มเทือกเขาฝังเซียนได้ถึงเพียงนี้ องค์จักรพรรดินีคงใกล้จะบรรลุถึงขอบเขตนั้นแล้วกระมัง"
เมื่อเอ่ยถึง 'ขอบเขตนั้น' แววตาของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ต่างทอประกายแห่งความหวังและเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนา
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ขอบเขตพลิกสมุทรนั้นเพียงพอที่จะครอบครองดินแดนและตั้งตนเป็นใหญ่ ส่วนขอบเขตแสงจันทร์สามารถเป็นผู้ปกครองอาณาจักรหรือเป็นผู้ไร้พ่ายในภูมิภาคหนึ่ง
ทว่าขอบเขตอรุณรุ่งนั้นเป็นสิ่งที่เกินจะจินตนาการได้! บรรดาเจ้าสำนักในต้าจิ้นที่สามารถก่อตั้งสำนักของตนเองได้ ล้วนเรียกขานมันว่า 'ขอบเขตนั้น' ทั้งสิ้น
"ราชโองการเพียงฉบับเดียวสะกดเขตหวงห้าม ช่างทรงอำนาจยิ่งนัก! หากไม่มีสิ่งใดผิดคาด องค์จักรพรรดินีกำลังจะจารึกตำนานไร้พ่ายขึ้นมาแล้ว" ยอดฝีมือผู้หนึ่งรำพึง
"ด้วยอายุเพียงเท่านี้ ท่วงท่าของนางกลับไม่ด้อยไปกว่าเซียนสวรรค์ผู้ถูกเนรเทศ ทั้งยังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทวยเทพเยาว์วัยในยุคบรรพกาลเลยแม้แต่น้อย" ผู้นำเผ่าพันธุ์ต่างดาวกล่าว
เวลาล่วงเลยไปราวครึ่งวัน
กองทัพใหญ่ทยอยเดินทางมาถึงเทือกเขาฝังเซียน เรือรบเทวะเหินหาวสามสิบสามลำลอยลำอยู่กลางเวหา ทหารผู้บำเพ็ญเพียรนับแสนนายในชุดเกราะทองคำพร้อมอาวุธวิเศษ กระจายกำลังครอบคลุมทั้งแผ่นฟ้าและผืนดิน ก่อร่างเป็นค่ายกลสังหารบรรพกาลอันยิ่งใหญ่ที่ครอบคลุมเขตหวงห้ามไว้ทั้งหมด
นอกจากนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตย้ายภูผาหลายสิบคนและผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตพลิกสมุทรอีกห้าคน ต่างนำกองกำลังหัวกะทิของตนบุกทะลวงเข้าไปสำรวจลึกซึ้งถึงภายในเขตหวงห้าม
ทางด้านฉินเฟิงฮั่ว เขาได้ปลดปล่อยกายาเวทฟ้าดิน คอยจับตาดูเขตหวงห้ามอย่างไม่คลาดสายตา หากมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติแม้แต่น้อย เขาจะกวัดแกว่งง้าวเข้าสะกดข่มในทันที!
...ในเวลาเดียวกัน
ลึกเข้าไปในเขตหวงห้ามฝังเซียน บนยอดเขาเทวะบรรพกาลแห่งหนึ่ง กองทัพนับล้านนายตั้งแผ่นดินระดมพล ธงตระกูลจ้าวโบกสะบัดพลิ้วไหวไปตามสายลม
จ้าวอวี้หวนแทบจะระเบิดโทสะ เขากัดฟันกรอด จ้องเขม็งผ่านค่ายกลพรางตาไปยังร่างยักษ์ที่สูงตระหง่านค้ำฟ้าดิน พร้อมเค้นเสียงลอดไรฟันสามคำ "ฉิน-เฟิง-ฮั่ว!"
"ใครก็ได้บอกข้าที ว่าเหตุใดฉินเฟิงฮั่วจึงนำกองทัพใหญ่มาล้อมเขตหวงห้าม ซ้ำยังนำราชโองการขององค์จักรพรรดินีมาด้วย!?"
แผนการผิดพลาดที่ตรงไหนกัน? ราวกับมีดวงตาที่มองไม่เห็นคู่หนึ่งคอยจับจ้องพวกเขามาโดยตลอด และแผนการทั้งหมดก็ล้วนตกอยู่ในสายตาคู่นั้น
มิเช่นนั้น องค์จักรพรรดินีจะค้นพบพวกเขาได้อย่างไร?
ท่าทีเช่นนี้ไม่เหมือนกับการสืบหาร่องรอยจนพบ แต่ดูเหมือนมีคนคอยชี้เป้าให้เสียมากกว่า
"เมิ่งชิงโจว! ต้องเป็นมันแน่!" จ้าวโกวกัดฟันพูดด้วยความเคียดแค้น
"เช่นนั้น ข่าวลือที่ว่าเขาคือปราชญ์แห่งยุคก็เป็นความจริงด้วยงั้นรึ?" สีหน้าของจ้าวอวี้หวนเย็นเยียบ
จ้าวโกวก้มหน้าลง กระซิบเสียงแผ่ว "ก่อนหน้านี้ ลูกไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก แต่ตอนนี้... ลูกคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ใครจะไปคาดคิดว่า ปราชญ์ในตำนานผู้ล่วงรู้ทุกสรรพสิ่งใต้หล้า คาดเดาความลับสวรรค์ และหยั่งรู้อดีตอนาคต จะมีตัวตนอยู่จริง!
"ดี ดี ดี!"
จ้าวอวี้หวนโกรธจัดจนหัวเราะร่วน เอ่ยทีละคำ "สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมต่อเปิ่นอ๋อง ปล่อยให้ปราชญ์จุติลงมาเคียงข้างองค์จักรพรรดินี แต่เปิ่นอ๋องผู้นี้ไม่เชื่อเรื่องงมงายหรอก! หากสวรรค์ต้องการชีวิตเปิ่นอ๋อง เปิ่นอ๋องก็จะฝืนลิขิตสวรรค์สู้จนถึงที่สุด!"
"ไม่ว่าจะเป็นปราชญ์หรือองค์จักรพรรดินี! ก็ไม่อาจหยุดยั้งเปิ่นอ๋องได้!"
มองดูชู่อ๋องที่ตกอยู่ในความบ้าคลั่ง ใบหน้าของจ้าวโกวก็เต็มไปด้วยความขมขื่น จากนั้นเขาก็มองไปที่ทหารเทพเกราะทองคำอันมหาศาลที่กระจายตัวอยู่เต็มท้องฟ้าและผืนดิน
ความรู้สึกของจ้าวโกวนั้นยากจะบรรยาย
"เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย? ข้าถูกกำหนดมาให้รุ่งโรจน์ ให้โค่นล้มต้าจิ้นได้อย่างราบรื่น จากนั้นก็คว้าหัวใจสาวงาม สังหารศัตรูหัวใจ แล้วรวบรวมใต้หล้าให้เป็นหนึ่งเดียว..."
"แล้วข้ากลายมาเป็นผู้หลบหนีไปได้อย่างไร..."
จ้าวโกวเคียดแค้นยิ่งนัก!
แผนการของเขาพังทลาย ชู่อ๋องและองค์จักรพรรดินีกำลังจะสู้กันจนตัวตายในเขตหวงห้ามฝังเซียน เขาเพิ่งจะอยู่เพียงขอบเขตทะยานเมฆา มีเวลาพัฒนาตัวเองน้อยเกินไป ย่อมไม่อาจทนรับการต่อสู้ที่บ้าคลั่งระหว่างตัวตนระดับผู้นำสองคนได้เลย
อนาคตช่างมืดมนเสียจริง
ในเวลาเดียวกัน
ราชวงศ์ต้าจิ้น ณ จวนสกุลฉินในเมืองหลวง
เมิ่งชิงโจวจิบชาอย่างสบายอารมณ์ รับฟังรายงานของซูชิงชิว
"ตามข่าวล่าสุด แม่ทัพฉินเดินทางไปถึงเทือกเขาฝังเซียนแล้วเจ้าค่ะ ราชโองการฉบับหนึ่งได้สะกดเขตหวงห้ามฝังเซียนเอาไว้ ทุกแคว้นต่างแตกตื่น มีบางคนคาดเดาว่าองค์จักรพรรดินีอาจจะใกล้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตอรุณรุ่งแล้ว"
"กองทัพทหารเทพเกราะทองคำ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรสามแสนนายก็เดินทางไปถึงแล้วเช่นกัน! ตอนนี้พวกเขากำลังค้นหาร่องรอยของอ๋องกบฏจ้าวอวี้หวนเจ้าค่ะ!"
ซูชิงชิวกำจดหมายปึกหนึ่งไว้ในมือ ล้วนเป็นจดหมายรายงานจากชายแดน นางฉีกซองจดหมายฉบับสุดท้าย แล้วร้องออกมาด้วยความดีใจ
"นายท่าน มีข่าวดีเจ้าค่ะ!"
"แม่ทัพคนหนึ่งของอ๋องกบฏจ้าวอวี้หวนถูกพบตัวขณะพยายามซุ่มโจมตีกองทัพเกราะทองคำ แม่ทัพฉินพบเข้าและสังหารเขาทิ้งด้วยง้าวเพียงการโจมตีเดียวเจ้าค่ะ!"
เมิ่งชิงโจวหันหน้าไป 'มอง' อู๋เตี๋ยที่คุกเข่าปอกส้มอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยว่า
"ในเมื่อพบเบาะแสของอ๋องกบฏแล้ว นั่นก็พิสูจน์ได้ว่าจ้าวอวี้หวนกบดานอยู่ในเทือกเขาฝังเซียน เจ้าก็อยู่ข้างกายข้าต่อไปเถอะ วันหน้าอย่าได้ฝึกวิชาพิษอีกเลย มันง่ายที่จะเกิดผลสะท้อนกลับ"
อู๋เตี๋ยยิ้มหวาน ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี นางหยิบส้มที่ปอกเสร็จแล้วจ่อไปที่ริมฝีปากของเมิ่งชิงโจว พลางกล่าวว่า "ขอบคุณเจ้าค่ะ นายท่าน"
เมิ่งชิงโจวอ้าปากรับส้ม ทว่าอู๋เตี๋ยกลับยื่นนิ้วเข้าไปใกล้กว่าเดิม ปลายนิ้วอันอบอุ่นของนางสัมผัสเข้าที่มุมปากของเขา
"หึ!" อู๋เตี๋ยกัดนิ้วตัวเองและส่งยิ้มยั่วเย้า
เมื่อเห็นดังนั้น ซูชิงชิวก็รู้สึกไม่พอใจ นางปรายตามองทรวดทรงอันเย้ายวนของสตรีจิ้งจอกนั่น แล้วเอ่ยขึ้น
"นายท่าน! นางกำลังยั่วยวนท่านนะเจ้าคะ!"
"เอ้อ!" เมิ่งชิงโจวโบกมือและกล่าวว่า "พูดเกินไปแล้ว สหายตัวน้อย เจ้าคิดมากไปเอง"
อู๋เตี๋ยเชิดคางขึ้นอย่างท้าทาย จากนั้นก็หยิบองุ่นขึ้นมาป้อนเข้าปากเมิ่งชิงโจวอย่างอ่อนโยน
ซูชิงชิวกระทืบเท้าและแค่นเสียง "เจ้าเป็นลูกน้องของอ๋องกบฏ ยังมีจุดน่าสงสัยในตัวเจ้าอีกมากที่ยังไม่กระจ่างชัด อย่าให้มันกำเริบเสิบนับนักนะ"
"ข้ากำเริบเสิบสานตรงไหนกัน?" น้ำเสียงของอู๋เตี๋ยดูน่าสงสาร นางยู่ปากอย่างน้อยใจ "บ่าวซาบซึ้งในความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของนายท่าน ยินดีที่จะเป็นข้ารับใช้ ข้าทำตัวดีมาตลอด ไม่รู้ว่าเหตุใดพี่ซูถึงต้องใส่ร้ายบ่าวด้วย"
เมิ่งชิงโจวหัวเราะในใจ สีหน้ายังคงราบเรียบ เขาเอ่ยว่า
"ชิงชิว อย่ารังแกพี่อู๋เตี๋ยสิ นางเพิ่งมาใหม่ ยังไม่ค่อยรู้กฎระเบียบ เจ้าควรจะอะลุ่มอล่วยให้นางบ้าง"
ใบหน้างดงามของซูชิงชิวเขียวคล้ำด้วยความโกรธ นางสะบัดหน้าหนีด้วยความขุ่นเคือง แต่แล้วนางก็คิดได้ว่า หากยอมแพ้เดินจากไปเฉยๆ แบบนี้ จะไม่เท่ากับยอมรับความพ่ายแพ้หรอกหรือ?
นังชาเขียวเอ๊ย!
เซียนอย่างข้าจะมาแพ้ให้กับคนแบบนี้ได้อย่างไร!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูชิงชิวก็ทำตามบ้าง นางคุกเข่าลงข้างกายเมิ่งชิงโจวอีกฝั่ง หยิบสตรอว์เบอร์รีขึ้นมาป้อนเข้าปากเมิ่งชิงโจว "นายท่าน ทานสตรอว์เบอร์รีของข้าสิเจ้าคะ!"
อู๋เตี๋ยก็ไม่ยอมน้อยหน้า นางยื่นองุ่นมัสแคตให้ "นายท่าน ทานองุ่นของข้าสิเจ้าคะ!"
ซูชิงชิวถลึงตาใส่อู๋เตี๋ย พร้อมยื่นเชอร์รีให้ "นายท่าน ทานเชอร์รีของข้าเจ้าค่ะ!"
"ทานส้มของข้า!"
"ทานกล้วยของข้า!"
"ทานมะระของข้า!"
...เมิ่งชิงโจวที่แต่เดิมเพียงแค่อยากดูงิ้ว ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ปากของเขาเต็มไปด้วยผลไม้ เขาโบกมือปัดป่ายพร้อมส่งเสียงอู้อี้ "หยุดเถอะ ข้ายัดไม่ลงแล้ว!"
ขณะนั้นเอง ตงฟางหลิวหลีก็กลับมา เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง นางก็เห็นสตรีทั้งสองคุกเข่าอยู่ข้างเมิ่งชิงโจว แย่งกันป้อนผลไม้ให้เขา
ตงฟางหลิวหลีกอดอก พิงกรอบประตู แล้วแค่นเสียงหยัน
"คุณชายเมิ่งช่างมีวาสนาเสียจริง ต้องการให้ข้าปรนนิบัติด้วยหรือไม่เล่า? ยังไงเสีย ยศขุนนางของท่านก็สูงกว่าข้า การต้องมาเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านมันคงไม่ยุติธรรมเกินไปกระมัง ท่านว่าไหม?"
เมิ่งชิงโจวหาใช่บุรุษทึ่มทื่อ เขาจับสัมผัสถึงความเย็นชาในน้ำเสียงของตงฟางหลิวหลีได้ในทันที เขารีบผลักสตรีทั้งสองออก นั่งตัวตรง แล้วเอ่ยอย่างใจเย็นว่า
"ไม่จำเป็นต้องปรนนิบัติหรอก เจ้าเองก็เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ให้ข้าช่วยนวดให้ดีหรือไม่?"