เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17: กล้ากินขนมของฉันแต่ไม่ยอมรับงั้นเหรอ?

บทที่ 17: กล้ากินขนมของฉันแต่ไม่ยอมรับงั้นเหรอ?

บทที่ 17: กล้ากินขนมของฉันแต่ไม่ยอมรับงั้นเหรอ?


บทที่ 17: กล้ากินขนมของฉันแต่ไม่ยอมรับงั้นเหรอ?

ท้ายที่สุด หลี่เหมียนกับเถียนเถียนก็วิ่งไม่ครบระยะทาง

พวกเขาล้มพับลงไปตอนที่วิ่งได้สองในสามของรอบที่สอง และถูกกิ่งของเถาวัลย์น้อยหิ้วกลับมา

นักเรียนคนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

แต่สิ่งที่ทำให้หลี่เหมียนนับถือที่สุดก็คือพ่อหนุ่มสายเปย์อย่างเซียวเฉิน

เขาสามารถวิ่งตามสัตว์พันธสัญญาของตัวเองจนครบระยะทางได้จริงๆ

แม้แต่เฉินเย่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะปรายตามองเขาถึงสองครั้ง พร้อมกับเอ่ยชมต่อหน้าทุกคนว่า "ไม่เลว"

เซียวเฉินนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นและส่งยิ้มแหยให้เฉินเย่

แต่ในความเป็นจริง เขาถูกอาอวี่ลากกลับมาต่างหาก

วีรบุรุษตัวจริงอย่างอาอวี่เหนื่อยหอบจนดูเหมือนหมาใกล้ตาย มันนอนหมอบลิ้นห้อยอยู่บนพื้น น้ำลายแทบฟูมปาก

เฉินเย่มองดูเด็กหนุ่มเด็กสาวที่เถาวัลย์น้อยหิ้วกลับมากองรวมกัน แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่

"พวกเธอเป็นรุ่นที่ห่วยที่สุดเท่าที่ครูเคยฝึกมาเลย"

เขาเอามือไพล่หลังแล้วเอ่ยต่อ "ต่อไปเราจะฝึกการปีนป่าย การคลาน และการวิ่งข้ามสิ่งกีดขวาง"

"แต่ผลงานของพวกเธอทำให้ครูผิดหวังมาก ดังนั้นการฝึกในช่วงบ่ายนี้จึงถูกยกเลิก"

นักเรียนไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะเป็นรุ่นที่ห่วยที่สุดหรือไม่

สิ่งที่พวกเขาสนใจคือการได้พักผ่อนต่างหาก

พอได้ยินว่างดฝึกช่วงบ่าย พวกเขาก็แทบจะกระโดดเด้งตัวขึ้นจากพื้นด้วยความดีใจ

ทว่าวินาทีต่อมาเฉินเย่ก็พูดแทรกขึ้น "ถึงการฝึกภาคปฏิบัติจะยกเลิกไป แต่บทเรียนพื้นฐานของพวกเธอจะข้ามไม่ได้เด็ดขาด"

"โดยเฉพาะชั้นเรียนทำสมาธิ!"

"พลังจิตวิญญาณคือส่วนที่สำคัญที่สุดของนักฝึกสัตว์ หากปราศจากมันก็ไม่สามารถปลุกพลังได้ และหากไม่ได้รับการปลุกพลัง ก็ไม่สามารถทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรได้เช่นกัน"

"เพราะฉะนั้นเวลาที่เหลือ ไปเตรียมตัวสำหรับการทำสมาธิในช่วงบ่ายซะ!"

ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินเช่นนั้น

อย่างไรเสีย การนั่งสมาธิก็ยังดีกว่าการออกกำลังกายล่ะนะ

หลี่เหมียนเองก็ผ่อนคลายลงเช่นกัน

ด้วยความที่เป็นคนติดบ้านมานานกว่าสิบปีในชาติก่อน การวิ่งในวันนี้ก็ถือว่าทะลุโควตาการออกกำลังกายของเธอไปมากแล้ว

เถียนเถียนเองก็ต้องงัดเรี่ยวแรงทุกหยาดหยดออกมาใช้เพียงเพื่อวิ่งตามหลี่เหมียนให้ทัน

หลังจากพักผ่อนและทานอาหารกลางวันเสร็จ หนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวก็กลับมาที่สนามเพื่อเตรียมตัวทำสมาธิ

"เหมียนเหมียน"

เหยาเฉินโบกมือมาแต่ไกลแล้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา "ฉันเพิ่งซื้อขนมของสัตว์พันธสัญญามา... อยากลองไหม"

หลี่เหมียนลืมตาขึ้น

"ขนมอะไรหรอ"

"นี่ไง"

เหยาเฉินหยิบถุงเล็กๆ ออกมา

หลี่เหมียนจ้องมองใกล้ๆ

[พระกระโดดกำแพง สูตรเฉพาะสำหรับสัตว์พันธสัญญา]

หมายเหตุ: มีเพียงสัตว์พันธสัญญาเท่านั้นที่รับรู้ถึงความอร่อยนี้ได้!

หลี่เหมียน "..."

คนยังไม่มีปัญญาจะได้กินพระกระโดดกำแพงเลย แต่หมาของเธอกลับได้กินเสียนี่

เธอปรายตามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเถียนเถียน ไม่รู้เลยว่าควรจะสงสารใครดี

"ขอสักชิ้นสิ"

เด็กสาวเอ่ย "ฉันจะลองชิมดู"

เหยาเฉินไม่ได้สงสัยอะไรและยื่นถุงให้ ขณะที่หลี่เหมียนเปิดมันออกและจัดการเขมือบลงท้อง เธอก็ได้ยินเสียงเห่าอย่างบ้าคลั่งของเถียนเถียน

เหยาเฉินเงยหน้าขึ้นมอง

หลี่เหมียนกำลังดึงเศษขนมพระกระโดดกำแพงออกจากริมฝีปาก พลางกระแอมไอเพื่อกลบเกลื่อน "ดูสิ เด็กคนนี้ใจร้อนแค่ไหน"

เถียนเถียนสบถด่า "โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!"

ยัยบ้า! ยัยบ้า!

นั่นมันของฉันนะ! ของฉัน!

กล้ากินขนมของฉันแต่ไม่ยอมรับว่าขโมยไปงั้นเหรอ ห๊ะ!?

ฉันโกรธจนจะบ้าตายอยู่แล้ว!

หลี่เหมียนยัดขนมชิ้นนั้นเข้าปากมัน "หุบปากไปเลย เจ้าเถียนเถียนเหม็นเน่า!"

เถียนเถียนคาบขนมไว้แล้วบ่นอู้อี้ "งื๊ด!"

เจ้านายเหม็นเน่าเอ๊ย!

เหยาเฉินเกือบจะหลุดขำออกมาแต่ก็แสร้งกระแอมไอแล้วอธิบายอย่างใจเย็น "เหมียนเหมียน อาหารของสัตว์พันธสัญญาไม่เหมือนกับของพวกเรานะ มันมีพลังงานที่สัตว์พันธสัญญาจำเป็นต้องใช้ในการเติบโต ยิ่งมีพลังงานมากเท่าไหร่ พวกมันก็จะยิ่งรู้สึกว่าอร่อยมากขึ้นเท่านั้น"

หลี่เหมียนกะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา "จริงเหรอ ฉันไม่รู้มาก่อนเลย"

"ตอนที่ฉันกัดเข้าไปเมื่อกี้ ฉันคิดว่ารสชาติมันเหมือนน่องไก่เลยนะ"

เหยาเฉิน: ...

หลี่เหมียนดูไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเพิ่งจะโป๊ะแตกเรื่องแย่งอาหารหมากิน "บรรจุภัณฑ์กับรสชาติของมันทำให้ฉันนึกถึงขนมที่เคยกินเลยล่ะ"

"เอ่อ..."

"จริงสิ เธอไปซื้อมาจากไหนหรอ ตอนเข้ามาในฐานฉันไม่เห็นโรงอาหารเลยนะ"

"มีสิ แค่ไม่มีป้ายบอกน่ะ ลองสังเกตดูดีๆ ถ้าเห็นใครเดินออกมาจากหอพักชั้นล่างหรือห้องรปภ. ก็พุ่งตรงเข้าไปได้เลย สะดวกสุดๆ"

หลี่เหมียนทำตาโต "เธอรู้เยอะจังเลยเฉินเฉิน เธอยังมีความลับอะไรปิดบังฉันอยู่อีกไหมเนี่ย"

เหยาเฉินหน้าแดงระเรื่อ "ม...ไม่มีอะไรมากหรอก แค่นิดเดียวเอง"

"แค่นิดเดียวจริงๆ เหรอ ไม่ใช่ร้อยล้านเรื่องหรอกนะ"

เหยาเฉินค้อนขวับอย่างเอียงอาย

"แค่นิดเดียวจริงๆ"

หลี่เหมียนหยิกแก้มเธอเบาๆ "ฉันไม่เชื่อหรอก... ให้ฉันลองลูบๆ คลำๆ ดูหน่อยเป็นไง แล้วฉันจะเชื่อ!"

เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเด็กสาวแดงเถือกยิ่งกว่าเดิม หลี่เหมียนจึงหยุดหยอกล้อก่อนจะถลำลึกไปมากกว่านี้และถอนหายใจออกมา "ทำไมเธอถึงขี้อายขนาดนี้นะ นิสัยแบบนี้เดี๋ยวก็โดนคนอื่นรังแกเอาหรอก"

เหยาเฉินระบายลมหายใจแผ่วเบา

"ไม่เป็นไรหรอก ฉันเป็นนักฝึกสัตว์นะ"

หลี่เหมียนยักไหล่ "ก็นั่นแหละที่ฉันหมายถึง"

เหยาเฉินไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดี

เมื่อออกไปใช้ชีวิตในป่า ความสัมพันธ์ระหว่างนักฝึกสัตว์ด้วยกันนั้นไม่ได้เป็นมิตรเสมอไป

ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ความรุนแรงกันอย่างโจ่งแจ้ง แต่การลอบแทงข้างหลังก็เป็นเรื่องปกติ... เหยาเฉินแค่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนั้นก็เท่านั้น

หลี่เหมียนบิดขี้เกียจอย่างเนือยๆ

เถียนเถียนก็เลียนแบบท่าทางของเธอ บิดขี้เกียจตามไปด้วย

ชั่วขณะหนึ่งการเคลื่อนไหวของพวกเขาสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่น่าทึ่ง

เหยาเฉินกลืนคำพูดที่ว่า "เธอกับสัตว์พันธสัญญาของเธอช่างเหมือนกันเสียจริง" ลงคอไป

"ปี๊ด—"

เสียงนกหวีดของเฉินเย่ดังขึ้น

มันดึงหลี่เหมียนกลับไปสู่ช่วงเวลาการฝึกทหารสมัยมัธยมปลายในทันที

"ทุกคน คนเตี้ยอยู่ข้างหน้า คนสูงอยู่ข้างหลัง!"

"กางแขนเว้นระยะห่างหนึ่งช่วงแขนตามลำดับความสูง เตรียมตัวให้พร้อม เรากำลังจะเริ่มการทำสมาธิแล้ว"

เฉินเย่สั่งให้พวกเขากระจายตัวออกไป

ลานกว้างแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร นอกจากเฉินเย่แล้ว ยังมีครูฝึกคนอื่นๆ อีกหลายคน ซึ่งแต่ละคนมีนักเรียนในการดูแลสามสิบถึงสี่สิบคน และนักเรียนทุกคนต่างก็มีสัตว์พันธสัญญาเผ่าสุนัข เสียงเห่าหอนดังระงมก้องไปทั่วบริเวณ ต่อให้นั่งสมาธิ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงย่ำแย่อยู่ดี

ด้วยความสงสัยว่าเหตุใดเฉินเย่จึงเลือกลานกว้างที่แสนจะหนวกหูแห่งนี้เป็นสถานที่ทำสมาธิ พวกเขาจึงซุบซิบกันเองและเคลื่อนตัวเข้าประจำที่ช้าลง

"ครูฝึกครับ!"

ใครบางคนยกมือขึ้น "พวกเราไม่ควรหาสถานที่เงียบๆ ในการทำสมาธิหรอกหรือครับ ทำไมต้องมาฝึกที่ลานกว้างเสียงดังรบกวนแบบนี้ด้วยล่ะครับ"

เฉินเย่มองดูเด็กหนุ่ม

"เธอชื่ออะไร"

"รายงานครูฝึก... โจวหยวนอีครับ"

สีหน้าของเฉินเย่อ่อนลงเล็กน้อย "เป็นคำถามที่ดี"

"แต่เธอเคยพิจารณาไหมว่าพวกเธออาศัยอยู่ที่ไหน"

โจวหยวนอีมีสีหน้างุนงง "ครูครับ ผมไม่เข้าใจ... สถานที่ที่เราอาศัยอยู่มันทำไมเหรอครับ"

"พูดง่ายๆ ก็คือ... พวกเธออาศัยอยู่ในตัวเมืองหรือแถบชานเมืองล่ะ"

เฉินเย่เลิกคิ้ว "ถ้าเป็นในเมือง พวกเธอจะหาสถานที่เงียบๆ นั่งสมาธิอยู่ที่บ้านได้อย่างไร"

โจวหยวนอีนิ่งเงียบไป

พวกเขาเริ่มตระหนักถึงปัญหาแล้ว

"เธอก็อยู่ในเมืองด้วยงั้นเหรอ"

เกาหยวนจื้อที่ยืนอยู่ข้างหลี่เหมียนเอียงคอมองแล้วเอ่ยถาม

หลี่เหมียนครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ใช่ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มีแต่เสียงรบกวนไม่หยุดหย่อน... มีแต่เสียงที่นายจินตนาการไม่ออกเท่านั้นแหละ ไม่มีเสียงไหนที่นายจะไม่ได้ยินหรอก"

โชคดีที่ห้องของเธอเก็บเสียงได้ดีเยี่ยม สถานการณ์จึงไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น

"ครูขอถามพวกเธอหน่อย"

เฉินเย่กล่าวต่อ "ในยามที่พวกเธออยู่ภายในรอยแยกมิติ และมีสหาย มิตรสหาย รวมถึงสัตว์พันธสัญญาของพวกเธออยู่แนวหน้า กำลังซื้อเวลาให้พวกเธอมีโอกาสทำสมาธิและฟื้นฟูพลังจิตวิญญาณ... พวกเธอจะยังเรื่องมากกับสภาพแวดล้อมในการทำสมาธิอยู่อีกไหม"

จบบทที่ บทที่ 17: กล้ากินขนมของฉันแต่ไม่ยอมรับงั้นเหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว