- หน้าแรก
- ระบบฝึกสัตว์ขั้นเทพ กับคู่หูไซบีเรียน
- บทที่ 17: กล้ากินขนมของฉันแต่ไม่ยอมรับงั้นเหรอ?
บทที่ 17: กล้ากินขนมของฉันแต่ไม่ยอมรับงั้นเหรอ?
บทที่ 17: กล้ากินขนมของฉันแต่ไม่ยอมรับงั้นเหรอ?
บทที่ 17: กล้ากินขนมของฉันแต่ไม่ยอมรับงั้นเหรอ?
ท้ายที่สุด หลี่เหมียนกับเถียนเถียนก็วิ่งไม่ครบระยะทาง
พวกเขาล้มพับลงไปตอนที่วิ่งได้สองในสามของรอบที่สอง และถูกกิ่งของเถาวัลย์น้อยหิ้วกลับมา
นักเรียนคนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก
แต่สิ่งที่ทำให้หลี่เหมียนนับถือที่สุดก็คือพ่อหนุ่มสายเปย์อย่างเซียวเฉิน
เขาสามารถวิ่งตามสัตว์พันธสัญญาของตัวเองจนครบระยะทางได้จริงๆ
แม้แต่เฉินเย่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะปรายตามองเขาถึงสองครั้ง พร้อมกับเอ่ยชมต่อหน้าทุกคนว่า "ไม่เลว"
เซียวเฉินนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นและส่งยิ้มแหยให้เฉินเย่
แต่ในความเป็นจริง เขาถูกอาอวี่ลากกลับมาต่างหาก
วีรบุรุษตัวจริงอย่างอาอวี่เหนื่อยหอบจนดูเหมือนหมาใกล้ตาย มันนอนหมอบลิ้นห้อยอยู่บนพื้น น้ำลายแทบฟูมปาก
เฉินเย่มองดูเด็กหนุ่มเด็กสาวที่เถาวัลย์น้อยหิ้วกลับมากองรวมกัน แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่
"พวกเธอเป็นรุ่นที่ห่วยที่สุดเท่าที่ครูเคยฝึกมาเลย"
เขาเอามือไพล่หลังแล้วเอ่ยต่อ "ต่อไปเราจะฝึกการปีนป่าย การคลาน และการวิ่งข้ามสิ่งกีดขวาง"
"แต่ผลงานของพวกเธอทำให้ครูผิดหวังมาก ดังนั้นการฝึกในช่วงบ่ายนี้จึงถูกยกเลิก"
นักเรียนไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะเป็นรุ่นที่ห่วยที่สุดหรือไม่
สิ่งที่พวกเขาสนใจคือการได้พักผ่อนต่างหาก
พอได้ยินว่างดฝึกช่วงบ่าย พวกเขาก็แทบจะกระโดดเด้งตัวขึ้นจากพื้นด้วยความดีใจ
ทว่าวินาทีต่อมาเฉินเย่ก็พูดแทรกขึ้น "ถึงการฝึกภาคปฏิบัติจะยกเลิกไป แต่บทเรียนพื้นฐานของพวกเธอจะข้ามไม่ได้เด็ดขาด"
"โดยเฉพาะชั้นเรียนทำสมาธิ!"
"พลังจิตวิญญาณคือส่วนที่สำคัญที่สุดของนักฝึกสัตว์ หากปราศจากมันก็ไม่สามารถปลุกพลังได้ และหากไม่ได้รับการปลุกพลัง ก็ไม่สามารถทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรได้เช่นกัน"
"เพราะฉะนั้นเวลาที่เหลือ ไปเตรียมตัวสำหรับการทำสมาธิในช่วงบ่ายซะ!"
ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินเช่นนั้น
อย่างไรเสีย การนั่งสมาธิก็ยังดีกว่าการออกกำลังกายล่ะนะ
หลี่เหมียนเองก็ผ่อนคลายลงเช่นกัน
ด้วยความที่เป็นคนติดบ้านมานานกว่าสิบปีในชาติก่อน การวิ่งในวันนี้ก็ถือว่าทะลุโควตาการออกกำลังกายของเธอไปมากแล้ว
เถียนเถียนเองก็ต้องงัดเรี่ยวแรงทุกหยาดหยดออกมาใช้เพียงเพื่อวิ่งตามหลี่เหมียนให้ทัน
หลังจากพักผ่อนและทานอาหารกลางวันเสร็จ หนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวก็กลับมาที่สนามเพื่อเตรียมตัวทำสมาธิ
"เหมียนเหมียน"
เหยาเฉินโบกมือมาแต่ไกลแล้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา "ฉันเพิ่งซื้อขนมของสัตว์พันธสัญญามา... อยากลองไหม"
หลี่เหมียนลืมตาขึ้น
"ขนมอะไรหรอ"
"นี่ไง"
เหยาเฉินหยิบถุงเล็กๆ ออกมา
หลี่เหมียนจ้องมองใกล้ๆ
[พระกระโดดกำแพง สูตรเฉพาะสำหรับสัตว์พันธสัญญา]
หมายเหตุ: มีเพียงสัตว์พันธสัญญาเท่านั้นที่รับรู้ถึงความอร่อยนี้ได้!
หลี่เหมียน "..."
คนยังไม่มีปัญญาจะได้กินพระกระโดดกำแพงเลย แต่หมาของเธอกลับได้กินเสียนี่
เธอปรายตามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเถียนเถียน ไม่รู้เลยว่าควรจะสงสารใครดี
"ขอสักชิ้นสิ"
เด็กสาวเอ่ย "ฉันจะลองชิมดู"
เหยาเฉินไม่ได้สงสัยอะไรและยื่นถุงให้ ขณะที่หลี่เหมียนเปิดมันออกและจัดการเขมือบลงท้อง เธอก็ได้ยินเสียงเห่าอย่างบ้าคลั่งของเถียนเถียน
เหยาเฉินเงยหน้าขึ้นมอง
หลี่เหมียนกำลังดึงเศษขนมพระกระโดดกำแพงออกจากริมฝีปาก พลางกระแอมไอเพื่อกลบเกลื่อน "ดูสิ เด็กคนนี้ใจร้อนแค่ไหน"
เถียนเถียนสบถด่า "โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!"
ยัยบ้า! ยัยบ้า!
นั่นมันของฉันนะ! ของฉัน!
กล้ากินขนมของฉันแต่ไม่ยอมรับว่าขโมยไปงั้นเหรอ ห๊ะ!?
ฉันโกรธจนจะบ้าตายอยู่แล้ว!
หลี่เหมียนยัดขนมชิ้นนั้นเข้าปากมัน "หุบปากไปเลย เจ้าเถียนเถียนเหม็นเน่า!"
เถียนเถียนคาบขนมไว้แล้วบ่นอู้อี้ "งื๊ด!"
เจ้านายเหม็นเน่าเอ๊ย!
เหยาเฉินเกือบจะหลุดขำออกมาแต่ก็แสร้งกระแอมไอแล้วอธิบายอย่างใจเย็น "เหมียนเหมียน อาหารของสัตว์พันธสัญญาไม่เหมือนกับของพวกเรานะ มันมีพลังงานที่สัตว์พันธสัญญาจำเป็นต้องใช้ในการเติบโต ยิ่งมีพลังงานมากเท่าไหร่ พวกมันก็จะยิ่งรู้สึกว่าอร่อยมากขึ้นเท่านั้น"
หลี่เหมียนกะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา "จริงเหรอ ฉันไม่รู้มาก่อนเลย"
"ตอนที่ฉันกัดเข้าไปเมื่อกี้ ฉันคิดว่ารสชาติมันเหมือนน่องไก่เลยนะ"
เหยาเฉิน: ...
หลี่เหมียนดูไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเพิ่งจะโป๊ะแตกเรื่องแย่งอาหารหมากิน "บรรจุภัณฑ์กับรสชาติของมันทำให้ฉันนึกถึงขนมที่เคยกินเลยล่ะ"
"เอ่อ..."
"จริงสิ เธอไปซื้อมาจากไหนหรอ ตอนเข้ามาในฐานฉันไม่เห็นโรงอาหารเลยนะ"
"มีสิ แค่ไม่มีป้ายบอกน่ะ ลองสังเกตดูดีๆ ถ้าเห็นใครเดินออกมาจากหอพักชั้นล่างหรือห้องรปภ. ก็พุ่งตรงเข้าไปได้เลย สะดวกสุดๆ"
หลี่เหมียนทำตาโต "เธอรู้เยอะจังเลยเฉินเฉิน เธอยังมีความลับอะไรปิดบังฉันอยู่อีกไหมเนี่ย"
เหยาเฉินหน้าแดงระเรื่อ "ม...ไม่มีอะไรมากหรอก แค่นิดเดียวเอง"
"แค่นิดเดียวจริงๆ เหรอ ไม่ใช่ร้อยล้านเรื่องหรอกนะ"
เหยาเฉินค้อนขวับอย่างเอียงอาย
"แค่นิดเดียวจริงๆ"
หลี่เหมียนหยิกแก้มเธอเบาๆ "ฉันไม่เชื่อหรอก... ให้ฉันลองลูบๆ คลำๆ ดูหน่อยเป็นไง แล้วฉันจะเชื่อ!"
เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเด็กสาวแดงเถือกยิ่งกว่าเดิม หลี่เหมียนจึงหยุดหยอกล้อก่อนจะถลำลึกไปมากกว่านี้และถอนหายใจออกมา "ทำไมเธอถึงขี้อายขนาดนี้นะ นิสัยแบบนี้เดี๋ยวก็โดนคนอื่นรังแกเอาหรอก"
เหยาเฉินระบายลมหายใจแผ่วเบา
"ไม่เป็นไรหรอก ฉันเป็นนักฝึกสัตว์นะ"
หลี่เหมียนยักไหล่ "ก็นั่นแหละที่ฉันหมายถึง"
เหยาเฉินไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดี
เมื่อออกไปใช้ชีวิตในป่า ความสัมพันธ์ระหว่างนักฝึกสัตว์ด้วยกันนั้นไม่ได้เป็นมิตรเสมอไป
ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ความรุนแรงกันอย่างโจ่งแจ้ง แต่การลอบแทงข้างหลังก็เป็นเรื่องปกติ... เหยาเฉินแค่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนั้นก็เท่านั้น
หลี่เหมียนบิดขี้เกียจอย่างเนือยๆ
เถียนเถียนก็เลียนแบบท่าทางของเธอ บิดขี้เกียจตามไปด้วย
ชั่วขณะหนึ่งการเคลื่อนไหวของพวกเขาสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่น่าทึ่ง
เหยาเฉินกลืนคำพูดที่ว่า "เธอกับสัตว์พันธสัญญาของเธอช่างเหมือนกันเสียจริง" ลงคอไป
"ปี๊ด—"
เสียงนกหวีดของเฉินเย่ดังขึ้น
มันดึงหลี่เหมียนกลับไปสู่ช่วงเวลาการฝึกทหารสมัยมัธยมปลายในทันที
"ทุกคน คนเตี้ยอยู่ข้างหน้า คนสูงอยู่ข้างหลัง!"
"กางแขนเว้นระยะห่างหนึ่งช่วงแขนตามลำดับความสูง เตรียมตัวให้พร้อม เรากำลังจะเริ่มการทำสมาธิแล้ว"
เฉินเย่สั่งให้พวกเขากระจายตัวออกไป
ลานกว้างแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร นอกจากเฉินเย่แล้ว ยังมีครูฝึกคนอื่นๆ อีกหลายคน ซึ่งแต่ละคนมีนักเรียนในการดูแลสามสิบถึงสี่สิบคน และนักเรียนทุกคนต่างก็มีสัตว์พันธสัญญาเผ่าสุนัข เสียงเห่าหอนดังระงมก้องไปทั่วบริเวณ ต่อให้นั่งสมาธิ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงย่ำแย่อยู่ดี
ด้วยความสงสัยว่าเหตุใดเฉินเย่จึงเลือกลานกว้างที่แสนจะหนวกหูแห่งนี้เป็นสถานที่ทำสมาธิ พวกเขาจึงซุบซิบกันเองและเคลื่อนตัวเข้าประจำที่ช้าลง
"ครูฝึกครับ!"
ใครบางคนยกมือขึ้น "พวกเราไม่ควรหาสถานที่เงียบๆ ในการทำสมาธิหรอกหรือครับ ทำไมต้องมาฝึกที่ลานกว้างเสียงดังรบกวนแบบนี้ด้วยล่ะครับ"
เฉินเย่มองดูเด็กหนุ่ม
"เธอชื่ออะไร"
"รายงานครูฝึก... โจวหยวนอีครับ"
สีหน้าของเฉินเย่อ่อนลงเล็กน้อย "เป็นคำถามที่ดี"
"แต่เธอเคยพิจารณาไหมว่าพวกเธออาศัยอยู่ที่ไหน"
โจวหยวนอีมีสีหน้างุนงง "ครูครับ ผมไม่เข้าใจ... สถานที่ที่เราอาศัยอยู่มันทำไมเหรอครับ"
"พูดง่ายๆ ก็คือ... พวกเธออาศัยอยู่ในตัวเมืองหรือแถบชานเมืองล่ะ"
เฉินเย่เลิกคิ้ว "ถ้าเป็นในเมือง พวกเธอจะหาสถานที่เงียบๆ นั่งสมาธิอยู่ที่บ้านได้อย่างไร"
โจวหยวนอีนิ่งเงียบไป
พวกเขาเริ่มตระหนักถึงปัญหาแล้ว
"เธอก็อยู่ในเมืองด้วยงั้นเหรอ"
เกาหยวนจื้อที่ยืนอยู่ข้างหลี่เหมียนเอียงคอมองแล้วเอ่ยถาม
หลี่เหมียนครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ใช่ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มีแต่เสียงรบกวนไม่หยุดหย่อน... มีแต่เสียงที่นายจินตนาการไม่ออกเท่านั้นแหละ ไม่มีเสียงไหนที่นายจะไม่ได้ยินหรอก"
โชคดีที่ห้องของเธอเก็บเสียงได้ดีเยี่ยม สถานการณ์จึงไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น
"ครูขอถามพวกเธอหน่อย"
เฉินเย่กล่าวต่อ "ในยามที่พวกเธออยู่ภายในรอยแยกมิติ และมีสหาย มิตรสหาย รวมถึงสัตว์พันธสัญญาของพวกเธออยู่แนวหน้า กำลังซื้อเวลาให้พวกเธอมีโอกาสทำสมาธิและฟื้นฟูพลังจิตวิญญาณ... พวกเธอจะยังเรื่องมากกับสภาพแวดล้อมในการทำสมาธิอยู่อีกไหม"