เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 300 เว่ยเซิงรั่วซู่

บทที่ 300 เว่ยเซิงรั่วซู่

บทที่ 300 เว่ยเซิงรั่วซู่


ผู้อาวุโสสภาของสำนักหนานเทียนที่ร่วมเดินทางมาในครั้งนี้ มีทั้งหมดยี่สิบคน มากกว่าสำนักตงหวงเสียอีก

สำนักตงหวงมากันเยอะขนาดนี้ก็เพื่อคุ้มกันหลี่เทียนมิ่ง แต่สำหรับสำนักหนานเทียนนั้น เป็นเพราะพวกเขามีผู้อาวุโสสภาถึงห้าสิบคน จำนวนคนจึงมากเป็นธรรมดา

สำนักหนานเทียนก็มีสภาผู้อาวุโสเช่นกัน แต่อำนาจของสภาผู้อาวุโสของพวกเขาแตกต่างจากสำนักตงหวง โดยพื้นฐานแล้วมีไว้เพื่อรับใช้เจ้าสำนักหนานเทียน

ครั้งนี้ เจ้าสำนักหนานเทียน 'เว่ยเซิงเทียนหลาน' เป็นผู้นำพาผู้อาวุโสสภายี่สิบท่านมาด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับศึกสงครามระหว่างดินแดนในครั้งนี้มากเพียงใด

ตอนที่คณะของพวกเขาเดินเข้ามา หลี่เทียนมิ่งก็มองเห็นเจ้าสำนักหนานเทียนผู้นี้ในแวบแรก

คนผู้นี้สวมชุดขาว ผมยาวสยายปลิวไสว ดูแล้วกลับเป็นเพียงชายหนุ่มคนหนึ่ง จากรูปลักษณ์ กิริยาท่าทาง และบารมี ดูแล้วอายุอานามของเขาต้องไม่มากแน่นอน น่าจะเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับเย่เส้าชิง

เว่ยเซิงเทียนหลานมีใบหน้าที่งดงามหมดจด สามารถใช้คำว่าหล่อเหลามาบรรยายได้เลยทีเดียว นับเป็นคุณชายเจ้าสำราญผู้สง่างามท่านหนึ่ง

แม้เย่เส้าชิงจะมีบุคลิกคล้ายคลึงกัน แต่เพราะฝึกฝนวิชากระบี่ แววตาในยามปกติจึงยังคงมีความแหลมคมแฝงอยู่

แต่ทว่าแววตาของเจ้าสำนักหนานเทียนเว่ยเซิงเทียนหลานผู้นี้กลับดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ กิริยาท่าทางนุ่มนวล รอยยิ้มบนใบหน้าประดุจสายน้ำใสกระจ่าง ให้ความรู้สึกเป็นวิญญูชนผู้ทรงธรรมอย่างยิ่ง

สำนักหนานเทียนไม่ใช่สำนักตงหวง การที่เขาสามารถขึ้นเป็นเจ้าสำนักได้ในวัยนี้ ย่อมพิสูจน์ให้เห็นถึงพรสวรรค์อันล้ำเลิศเหนือใคร

อย่างน้อย ก็คงไม่ด้อยไปกว่าอวี่เหวินไท่จี๋

เจ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักเฮยหมิงและสำนักกระบี่อวิ๋นเซียว ล้วนเป็นคนรุ่นพ่อของเว่ยเซิงเทียนหลานทั้งสิ้น

"สหายผู้อาวุโสสำนักตงหวงทุกท่าน สบายดีกันหรือไม่"

"เจ้าสำนักเว่ยเซิง เชิญนั่ง เชิญที่นั่งประธาน" หวงฝู่เฟิงอวิ๋นในฐานะผู้ที่มีสถานะสูงสุดของสำนักตงหวง รีบออกไปต้อนรับ

แม้เขาจะมีศักดิ์เป็นรุ่นปู่ แต่ก็ยังคงรักษามารยาทอย่างครบถ้วน เพราะการพบปะเช่นนี้ ไม่ดูที่รุ่นอายุ แต่ดูที่สถานะตำแหน่ง

"ผู้อาวุโสหวงฝู่เกรงใจเกินไปแล้ว"

เว่ยเซิงเทียนหลานพาผู้อาวุโสสภายี่สิบท่านทยอยเข้านั่งประจำที่ และเริ่มพูดคุยกันอย่างออกรส

พวกเขาล้วนรู้จักมักคุ้นกันดี บางคนยังเป็นสหายเก่าแก่กันอีกด้วย

"รั่วซู่ พวกเจ้าก็เข้ามาด้วยสิ" หลังจากเว่ยเซิงเทียนหลานนั่งลงแล้ว ก็ตะโกนเรียกไปทางประตู

สิ้นเสียง ก็มีศิษย์หนุ่มสาวสี่คนเดินเข้ามา ชายสามหญิงหนึ่ง น่าจะเป็นผู้เข้าร่วมการต่อสู้ของสำนักหนานเทียน

ในสำนักหนานเทียน ศิษย์ระดับสูงสุดจะได้รับการแต่งตั้งเป็น 'ศิษย์หนานเทียน' มีสถานะเทียบเท่าผู้อาวุโสสภา และได้รับการทุ่มเททรัพยากรบำรุงเลี้ยงจากสำนักอย่างเต็มที่

สายตาของหลี่เทียนมิ่ง ตกไปอยู่ที่หญิงสาวผู้เป็นหัวหน้านั้น

เพียงแรกเห็น เขาก็รู้สึกตื่นตะลึงเล็กน้อย

ดรุณีนางนี้สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวเรียบหรู ห่อหุ้มเรือนร่างที่งดงามอรชรอ้อนแอ้นไว้อย่างมิดชิด ใบหน้าสวยซึ้งเปล่งประกายแสงนวลจางๆ ลำคอระหงขาวผ่องเจือสีแดงระเรื่อชวนมอง ผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับงาช้างไร้ตำหนิ

บุคลิกของนางดูสูงส่ง มีกลิ่นอายที่ไม่อาจล่วงเกินลบหลู่ ดวงตาดั่งดวงดาวทอประกายระยิบระยับ แฝงความเย็นชาอยู่หลายส่วน แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกรังเกียจ ไม่เย็นชาจนเกินไป ไม่ร้อนรนจนเกินงาม ไม่ใกล้ไม่ไกล กลับดูพอดีอย่างน่าประหลาด

ชุดกระโปรงสีขาวกับท่าทางที่เย็นชาและเรียบง่ายนี้ กลับทำให้หลี่เทียนมิ่งหวนนึกถึงคนคนหนึ่ง

ข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดของพวกนางคือ ดรุณีตรงหน้านี้มีชาติกำเนิดสูงส่ง มีความสง่างามที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ซึ่งความสง่างามเช่นนี้ มู่ชิงชิงไม่มี

"นี่คือบุตรสาวของข้า 'เว่ยเซิงรั่วซู่' จำได้ว่าครั้งก่อนที่พานางมาเจอกับเส้าชิง รั่วซู่เพิ่งจะแปดขวบเองกระมัง?" เว่ยเซิงเทียนหลานถามยิ้มๆ

คิดไม่ถึงว่าเขากับเย่เส้าชิงจะเป็นสหายที่ดีต่อกัน ดูท่าว่าในอดีตคงได้ประลองฝีมือกันมาไม่น้อย

"ยิ่งโตยิ่งสวยสะพรั่ง บัดนี้กลายเป็นเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ไปเสียแล้ว น่าอิจฉา น่าอิจฉาจริงๆ!" เย่เส้าชิงกล่าวชื่นชม

"เจ้าอย่ามัวแต่อิจฉา เจ้าเองก็อายุไม่น้อยแล้ว ควรจะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว" เว่ยเซิงเทียนหลานหัวเราะ

"ไม่ได้หรอก ข้ายังอยากใช้ชีวิตอิสระเสรีอีกสักไม่กี่ปี" เย่เส้าชิงกล่าว

ในระหว่างที่พูดคุย เว่ยเซิงรั่วซู่ก็ได้พาศิษย์หนานเทียนอีกสามคน ทำความเคารพผู้อาวุโสสภาของสำนักตงหวง แล้วมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของหลี่เทียนมิ่ง

ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นคนหนุ่มสาว เพิ่งจะได้พบหน้ากัน และต่างก็เป็นคู่แข่ง ย่อมอดไม่ได้ที่จะพิจารณากันและกัน

"น้องเทียนมิ่ง เจ้าถูกใจสาวงามคนนี้เข้าแล้วสินะ คิดจะฉวยโอกาสตอนหลิงเอ๋อร์หลับไปแอบกินขโมยกินหรือไง? วางใจเถอะ รอนางตื่นขึ้นมา ข้าไม่ฟ้องแน่นอน"

อิ๋งฮั่วหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์อยู่ในพื้นที่ประจำตัว

"เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล คนผู้นี้อยู่ขั้นเจตจำนงสวรรค์ ข้ากำลังประเมินความแข็งแกร่งของนางต่างหาก!" หลี่เทียนมิ่งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

ศิษย์หนานเทียนทั้งสี่คน มีเพียงเว่ยเซิงรั่วซู่ผู้นี้ที่เทียบเท่ากับอวี่เหวินเสินตู ล้วนอยู่ขั้นเจตจำนงสวรรค์

คนเช่นนี้ พรสวรรค์ย่อมไม่ธรรมดา

อีกสามคนที่เหลือ น่าจะพอๆ กับพวกจ้าวหลิงโจว

เว่ยเซิงเทียนหลานแนะนำเล็กน้อย 'ศิษย์หนานเทียน' อีกสามคนที่เหลือคือ เว่ยเซิงชิงหลวน, ป๋อไท่จวิ้น และซีเมิ่งหลิ่น

ในจำนวนนั้น เด็กหนุ่มชุดเขียวที่ชื่อเว่ยเซิงชิงหลวน คือน้องชายแท้ๆ ของเว่ยเซิงรั่วซู่ อายุน้อยกว่านางหนึ่งปี

พวกเขาล้วนเป็นบุตรธิดาของเจ้าสำนักหนานเทียน และต่างเป็นศิษย์หนานเทียน เห็นได้ชัดว่าเว่ยเซิงเทียนหลานอบรมสั่งสอนลูกมาเป็นอย่างดี

เพราะบุตรธิดาร่วมลงแข่งพร้อมกัน เขาจึงใส่ใจกับศึกสงครามระหว่างดินแดนในครั้งนี้เป็นพิเศษ

"เทียนมิ่ง อวิ๋นเฟิง หลิงโจว พวกเจ้าคนหนุ่มสาวทำความรู้จักกันไว้" หวงฝู่เฟิงอวิ๋นแนะนำพวกเขาสามคนบ้าง

สายตาของเว่ยเซิงเทียนหลานกวาดมองผ่านร่างของพวกเขาสามคน แล้วกระซิบถามเย่เส้าชิงว่า:

"แล้วบุตรชายของอวี่เหวินไท่จี๋ล่ะ? ข้าเพิ่งได้ยินมาว่าเขาก็บรรลุขั้นเจตจำนงสวรรค์แล้ว ทำไมถึงไม่มา?"

และเขายังสังเกตเห็นว่า ในกลุ่มผู้อาวุโสสภาครั้งนี้ กลับไม่มีคนจากฝั่งอวี่เหวินไท่จี๋เลยแม้แต่คนเดียว

เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าอวี่เหวินไท่จี๋จะไม่มา หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ เขาคงไม่มาร่วมงานเลี้ยงนี้เป็นแน่

เย่เส้าชิงกล่าวว่า "เรื่องนี้ซับซ้อนนิดหน่อย เดี๋ยวข้าค่อยเล่ารายละเอียดให้ฟังทีหลัง เอาเป็นว่าเจ้ารู้แค่ว่า สำนักตงหวงเรามีแค่พวกไม้ประดับไร้ค่าสามคนนี้เข้าร่วมศึกสงครามระหว่างดินแดนก็พอแล้ว"

นี่เขาพูดประชดตัวเอง แต่ทว่า กลับมีคนคิดเป็นจริงเป็นจัง

ผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งของสำนักหนานเทียน นามว่า 'กู้ชิวอวี่' เป็นชายชราผมขาว หวีผมเรียบแปล้ ฟังจบก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า:

"หรือว่าสำนักตงหวงไม่อยากขึ้นไปรับความอัปยศ พอดีครั้งนี้มีขั้นตอนของเส้นทางทงเทียนเพิ่มเข้ามา ก็เลยกะว่าจะไปเดินเล่นในเส้นทางทงเทียนสักพักแล้วก็กลับ?"

ประโยคนี้ค่อนข้างเสียมารยาท ทำให้พวกหวงฝู่เฟิงอวิ๋นรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง

"ไม่ถูกสิ ข้าได้ยินมาว่าอวี่เหวินไท่จี๋หมายมั่นปั้นมือกับกระบี่ตงหวงมากไม่ใช่หรือ?" ผู้อาวุโสสภาของสำนักหนานเทียนอีกท่านหนึ่งถามด้วยความสงสัย

เมื่อเห็นพวกเขาสงสัย หวงฝู่เฟิงอวิ๋นจึงส่งสัญญาณ

เย่เส้าชิงจึงจำต้องเล่าต้นสายปลายเหตุให้ฟัง ณ ที่ตรงนั้น

"ก็คือศิษย์ของข้า หลี่เทียนมิ่ง บุตรชายของหลี่อู๋ตี้ ได้ฆ่าอวี่เหวินเสินตู ทำให้อวี่เหวินไท่จี๋แม้แต่คัมภีร์เผาผลาญวิญญาณที่เตรียมไว้ ก็ยังไม่ได้ใช้"

ตอนที่เย่เส้าชิงพูด เขาชำเลืองมองหลี่เทียนมิ่งแวบหนึ่ง เพื่อให้คนของสำนักหนานเทียนได้รู้จักเขา

หลังจากผู้อาวุโสสภาของสำนักหนานเทียนฟังจบ ต่างก็มองเย่เส้าชิงและหลี่เทียนมิ่งด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

"เส้าชิง เจ้าคงไม่ได้ล้อข้าเล่นกระมัง?" เว่ยเซิงเทียนหลานกล่าวด้วยความขบขันระคนจนปัญญา

"ข้าก็รู้ว่าเจ้าต้องไม่เชื่อ"

"ขั้นคืนเดียว จะเอาชนะขั้นเจตจำนงสวรรค์ได้อย่างไร?" เว่ยเซิงเทียนหลานถาม

"กายาวัฏสงสารห้ากัลป์" เย่เส้าชิงกล่าว

"อะไรนะ?"

คราวนี้ผู้อาวุโสสภาของสำนักหนานเทียน ต่างเบิกตากว้างกันทุกคน

พวกเขามองดูผมสีขาวโพลนของหลี่เทียนมิ่ง แล้วถามพวกหวงฝู่เฟิงอวิ๋นว่า "พวกท่านแน่ใจหรือ?"

"แน่ใจแน่นอน ดูมาตั้งหลายเดือนแล้ว" หวงฝู่เฟิงอวิ๋นกล่าว

"กายาวัฏสงสารห้ากัลป์ เป็นไปได้อย่างไรที่เพิ่งจะอยู่ขั้นคืนเดียว? ตอนนี้เขาอยู่ระดับที่เท่าไหร่?"

ในขณะนี้ หลี่เทียนมิ่งได้กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในงาน

หลี่เทียนมิ่งเพิ่งจะระเบิดพลังก่อนออกเดินทางมาทำศึกสงครามระหว่างดินแดน เรื่องนี้สั่นสะเทือนไปทั้งสำนักตงหวง แต่ข่าวยังไม่ทันได้แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง

ดังนั้น พวกหวงฝู่เฟิงอวิ๋นจึงต้องอธิบายชาติกำเนิดของหลี่เทียนมิ่งเสียยืดยาว เพื่อไม่ให้ดูโอเวอร์เกินจริง พวกเขาจึงบอกว่าหลี่เทียนมิ่งเพิ่งจะฝึกฝนมาได้แค่ปีสองปี

"หมายความว่า แม้เขาจะไม่ใช่ขั้นเจตจำนงสวรรค์ แต่ก็มีความแข็งแกร่งพอจะต่อกรกับขั้นเจตจำนงสวรรค์ได้อย่างถูไถงั้นรึ?" เว่ยเซิงเทียนหลานพิจารณาหลี่เทียนมิ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็นพลางเอ่ยถาม

"ถ้าจะบอกว่าระเบิดพลังออกมาก็ได้อยู่ แต่ในสภาวะปกติน่าจะด้อยกว่าหน่อย" เย่เส้าชิงกล่าว

เขาได้ยินเรื่องของเจียงเฟยหลิงแล้ว และยิ่งรู้ว่าตอนนี้เจียงเฟยหลิงหลับใหล หลี่เทียนมิ่งสูญเสียการแนบวิญญาณ ความแข็งแกร่งย่อมลดทอนลงบ้าง

แต่ ทว่าเขาก็มีการก้าวล้ำขึ้นมาอีก เมื่อครึ่งเดือนก่อนในดินแดนบรรพชนตระกูลหลี่ได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นคืนเดียวระดับหก อันที่จริงพลังการต่อสู้ในตอนนี้กับตอนที่เอาชนะอวี่เหวินเสินตู ก็ถือว่าใกล้เคียงกันแล้ว

"ฟังดูไม่เลว แต่เจ้าพูดมาตั้งเยอะ ข้าก็ยังไม่เชื่อทั้งหมดหรอก แต่ข้าจะรอดูก็แล้วกัน รอดูผลงานของเขาในศึกสงครามระหว่างดินแดน" เว่ยเซิงเทียนหลานกล่าว

"ได้สิ" เย่เส้าชิงหัวเราะ

ในขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน ผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งของสำนักหนานเทียน กู้ชิวอวี่ ยังคงมีท่าทีสงสัยไม่คลาย

เขาพินิจดูหลี่เทียนมิ่ง แล้วกล่าวว่า:

"ข้าจำได้ว่ากายาวัฏสงสารห้ากัลป์มีกงล้อกัลป์ ขอดูพวกกงล้อกัลป์หน่อยสิ"

"ไม่ได้"

หลี่เทียนมิ่งนิ่งเงียบมาตลอด แต่ตอนนี้เขาปฏิเสธออกไปตรงๆ

เพราะกงล้อกัลป์ของเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว กลายเป็นตัวอักษร

"กงล้อกัลป์ยังไม่กล้าแสดงออกมา ยังจะนับเป็นกายาวัฏสงสารห้ากัลป์อีกหรือ?" กู้ชิวอวี่ยิ้มมุมปาก ไม่พูดอะไรมาก แต่ความจริงเขาอยากจะหัวเราะเยาะ

บรรยากาศเริ่มกระอักกระอ่วนขึ้นมา

กู้ชิวอวี่สามารถเข้าใจได้เลยว่า การที่หลี่เทียนมิ่งปฏิเสธเช่นนี้ เป็นเพราะร้อนตัวแน่นอน

"สหายสำนักตงหวงทุกท่าน ฟังพวกท่านแต่งเรื่องเป็นตุเป็นตะ ข้าเกือบจะเชื่อแล้วเชียว" กู้ชิวอวี่หัวเราะ

"ท่านอย่าพูดเหลวไหล" เว่ยเซิงเทียนหลานกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม จึงทำให้กู้ชิวอวี่หุบปากลงได้

แต่ทว่า คาดว่าเหล่าผู้อาวุโสสภาของสำนักหนานเทียน ส่วนใหญ่คงไม่เชื่อคำพูดของเย่เส้าชิงเมื่อครู่นี้แล้ว

กงล้อกัลป์ยังไม่กล้าโชว์ จะให้เชื่อฐานะของหลี่เทียนมิ่ง เชื่อว่าเขาฆ่าอวี่เหวินเสินตูได้อย่างไร?

ไม่เชื่อ ก็ช่างปะไร..

เว่ยเซิงเทียนหลานดูจะเชื่อใจเย่เส้าชิงอย่างเห็นได้ชัด เขาเข้าเรื่องทันทีว่า:

"บททดสอบของเส้นทางทงเทียน เมื่อสามรุ่นก่อนเคยมีครั้งหนึ่ง หากอ้างอิงจากครั้งนั้น ขอเพียงไปถึงช่วงกลางค่อนปลาย เหล่าศิษย์จะมารวมตัวกันได้ง่ายมาก จนก่อตัวเป็นกลุ่มก้อน"

"ถ้าเป็นแบบนั้น คนที่ผูกมิตรกันไว้ก่อน ย่อมได้เปรียบอย่างมหาศาล"

"หลายปีมานี้ สำนักเฮยหมิงสวามิภักดิ์ต่อวังเทพศักดิ์สิทธิ์อย่างสมบูรณ์ ส่วนสำนักกระบี่อวิ๋นเซียวทางทิศเหนือ ก็เป็นขุมกำลังที่วังเทพศักดิ์สิทธิ์สนับสนุนขึ้นมาแต่แรกแล้ว"

"สิ่งที่ข้ากังวลคือ หากศิษย์ของพวกเขามารวมตัวกัน แล้วยึดครองโควตาทั้งเจ็ดไปจนหมด จนพวกเราขึ้นไปวังเทพศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เลยสักคน"

"แย่งกระบี่ตงหวงไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ที่กลัวคือพวกมันจะรวมหัวกัน เล่นงานศิษย์หนานเทียนและศิษย์ไท่อีของเราอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต"

ปัญหาที่เว่ยเซิงเทียนหลานกังวล ก็เป็นปัญหาที่พวกหวงฝู่เฟิงอวิ๋นกังวลเช่นกัน

นี่คือจุดประสงค์ของการพบปะในครั้งนี้

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ให้เด็กหนุ่มสาวทั้งเจ็ดคนทำความรู้จักกันไว้ ถึงเวลาจะได้ช่วยเหลือดูแลกันและกัน?" เย่เส้าชิงเสนอ

"ข้าก็คิดเช่นนั้น" เว่ยเซิงเทียนหลานยิ้ม

"ท่านไม่กลัวว่าศิษย์ของทางเราจะฝีมือไม่ถึง แล้วไปถ่วงแข้งถ่วงขาลูกท่านหรือ?" เย่เส้าชิงถาม

"กลัวก็กลัว แต่ข้าเชื่อในความเป็นคนของเจ้า" เว่ยเซิงเทียนหลานกล่าว

"ตกลง ถ้าพูดแบบนี้ ข้าจะรับผิดชอบความแข็งแกร่งของศิษย์ทั้งสามคนนี้เอง ถ้าพวกเขาทำลูกท่านเดือดร้อน ท่านค่อยมาหาเรื่องข้า" เย่เส้าชิงกล่าว

เห็นเขามั่นใจขนาดนี้ เว่ยเซิงเทียนหลานก็เบาใจ

แต่ทว่า ผู้อาวุโสสภายี่สิบท่านของทางนั้น กลับมีไม่น้อยที่รู้สึกไม่วางใจเอาเสียเลย

ยกตัวอย่างเช่นผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งกู้ชิวอวี่ ที่ดูจะกังวลกับการจับมือเป็นพันธมิตรในครั้งนี้อย่างยิ่ง

เช่นศิษย์หนานเทียนทั้งสี่คนนี้ อย่างน้อยก็มีป๋อไท่จวิ้นและซีเมิ่งหลิ่นสองคน ที่มองพวกหลี่เทียนมิ่งทั้งสามด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย ดูเหมือนจะไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

กลับเป็นเด็กหนุ่มชุดเขียวเว่ยเซิงชิงหลวน ที่ขยับตัวเข้ามาใกล้ทางฝั่งหลี่เทียนมิ่ง แล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า:

"สหาย เจ้ามาจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่จริงๆ หรือ? ข้าได้ยินมาว่าตระกูลเว่ยเซิงของพวกเรา กับตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ของพวกเจ้า มีบรรพชนร่วมรากเหง้าเดียวกันนะ"

หลี่เทียนมิ่งคุยกับเขาครู่หนึ่ง ก็พบว่าคนผู้นี้นิสัยไม่เลว เหมือนกับเว่ยเซิงเทียนหลานมาก รักพวกพ้องและมีความจริงใจ ได้รับการอบรมมาดี มันต่างกันจริงๆ พูดจาไม่กระแนะกระแหน สีหน้าดูถูกเหยียดหยามก็ไม่มีให้เห็น

"ท่านพี่ หลี่เทียนมิ่งเป็นคนน่าสนใจมากนะ มาคุยด้วยกันสิ!"

เว่ยเซิงชิงหลวนกวักมือเรียกยิ้มๆ

เว่ยเซิงรั่วซู่ก้มหน้าเล็กน้อยมาตลอด ในเวลาที่ผู้ใหญ่หารือกัน นางจะสงบเสงี่ยมมาก

จนกระทั่งน้องชายเรียกนาง นางจึงเงยหน้าขึ้น สบตากับหลี่เทียนมิ่งแวบหนึ่ง

"แม่นางรั่วซู่ ข้าชื่อหลี่เทียนมิ่ง" เขายิ้มทักทาย

"ยินดีที่ได้รู้จัก"

ช่างเป็นสาวงามที่เงียบสงบและอ่อนโยนจริงๆ

"เป็นไง หวั่นไหวแล้วล่ะสิ?" อิ๋งฮั่วหัวเราะฮิฮิแล้วเอ่ยถาม

"ข้ากำลังผูกมิตรต่างหาก เอ็งไสหัวไปเลย!"

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 300 เว่ยเซิงรั่วซู่

คัดลอกลิงก์แล้ว