เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 299 งานเลี้ยงรับรองสำนักหนานเทียน

บทที่ 299 งานเลี้ยงรับรองสำนักหนานเทียน

บทที่ 299 งานเลี้ยงรับรองสำนักหนานเทียน


สายลมกรรโชกแรง เส้นผมยาวสยายปลิวไสว!

หลี่เทียนมิ่งถือกระบี่มังกรทมิฬ ยืนตระหง่านอยู่บนส่วนหัวของกระเรียนเทพเฟิงอวิ๋น เมื่อมองออกไป เบื้องหน้าคือทะเลเมฆอันกว้างใหญ่ไพศาล ฟ้าดินไร้ที่สิ้นสุด!

ผ่านช่องว่างระหว่างทะเลเมฆ สามารถมองเห็นโลกเบื้องล่าง ภูผาธาราที่ทอดยาว สรรพชีวิตนับหมื่นที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทะเลเมฆ ขุนเขา สายน้ำ และโลกมนุษย์ ทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตา นี่คือมุมมองที่ท้าทายสวรรค์อย่างแท้จริง

"สัมผัสได้หรือยัง? เอกอุเหนือฟ้าดิน" เย่เส้าชิงเอ่ยถามอยู่ข้างๆ

"ข้าจะลองดู"

"ณ สถานที่แห่งนี้แหละ จงออกกระบี่ใส่ทุกสิ่งเบื้องหน้า ไปขบคิดดูว่าหมื่นกระบี่เอกอุที่แท้จริงนั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร" เย่เส้าชิงกล่าว

"ตกลง!"

บนหลังกระเรียนเทพเฟิงอวิ๋น ท่ามกลางเมฆหมอกแห่งผืนฟ้า นี่คือสถานที่ที่เย่เส้าชิงสร้างขึ้นเพื่อให้เขาทำความเข้าใจหมื่นกระบี่เอกอุ!

เขาให้กระเรียนเทพเฟิงอวิ๋นบินช้าลง ใช้เวลาสี่วันกว่าจะถึงวังเทพศักดิ์สิทธิ์ ก็เพื่อจุดประสงค์นี้

ทว่า การยืนอยู่บนส่วนหัวของกระเรียน เผชิญหน้ากับลมพายุที่รุนแรงที่สุด แม้ความเร็วจะลดลงแล้ว แต่ก็ยังยากที่จะยืนให้มั่นคง อย่าว่าแต่ฝึกกระบี่เลย

"เทียนมิ่ง เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ข้าช่วยเจ้าได้เท่านี้"

"จะฝึกฝนอย่างไร จะสู้เพื่อศักดิ์ศรีอย่างไร สุดท้ายแล้วก็ต้องพึ่งพาตัวเจ้าเอง"

"ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้ เจ้ามีหัวใจที่ไม่ธรรมดา ขอเพียงมีหัวใจที่ไม่ธรรมดา ก็เพียงพอที่จะบดขยี้ฟ้าดิน พลิกผันความเป็นความตาย!"

หลังจากเย่เส้าชิงพูดจบ เขาก็กลับไปที่หลังของกระเรียนเทพเฟิงอวิ๋น รวมกลุ่มกับผู้อาวุโสสภาอีกสิบสี่ท่าน มองดูหลี่เทียนมิ่งฝึกกระบี่

"เส้าชิง เจ้าคิดว่าเขามีโอกาสไหม?" จ้าวจือยวนถาม

"ตอนนี้พูดไปก็ไร้ความหมาย ครั้งนี้พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ เป็นได้แค่ผู้ชมเท่านั้น" เย่เส้าชิงยิ้มบางๆ

"นั่นสินะ" จ้าวจือยวนหัวเราะ

เขาเหลือบมองหลานชายของตัวเอง จ้าวหลิงโจวที่ยังคงเบ้ปาก จิตใจวอกแวกไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

"เจ้าเด็กโง่! ทำไมไม่รีบฉวยเวลาฝึกฝนเหมือนนายน้อยสำนักบ้าง!" จ้าวจือยวนตวาดด้วยความโกรธ

"เสียเวลาเปล่า" จ้าวหลิงโจวกล่าว

"เชื่อไหมว่าข้าจะโยนเจ้าลงไป?"

"นั่นก็ยังดีกว่าไปศึกสงครามระหว่างดินแดน แล้วโดนคนเขาดูถูกเหยียดหยาม"

"......"

จ้าวจือยวนรู้สึกว่า หากลงมือสั่งสอนเด็กคนนี้ เกรงว่าจะยิ่งขายหน้าเข้าไปใหญ่

เขาทำได้เพียงมองดูเด็กหนุ่มผมขาวราวกับปีศาจที่อยู่เบื้องหน้า เหมือนกับผู้อาวุโสท่านอื่นๆ

เขาคนนั้น ต่างหากที่ดูเหมือนคนที่กำลังต่อกรกับโชคชะตาอย่างแท้จริง

ในบัดนี้ หลี่เทียนมิ่งลืมตาขึ้น เก็บภาพทุกสิ่งเบื้องหน้าไว้ในดวงตา

ในหัวสมองของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับหมื่นกระบี่เอกอุ และทุกสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า กำลังไหลเวียนอย่างรวดเร็ว

"เอกอุ?"

การเปลี่ยนแปลงที่ไร้ที่สิ้นสุด ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด

เย่เส้าชิงก็เคยทำความเข้าใจแก่นแท้ของกระบี่นี้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้มาก่อน

"กระบี่ทวนภูผาธารา สังหารดาราร่วงหล่น บดขยี้ฟ้าดิน หมื่นกระบี่เอกอุ"

สี่กระบี่นี้ ไร้รูปแบบ จะออกกระบี่อย่างไรก็ได้ ที่สำคัญคือเจตจำนงกระบี่!

ภูผาธารา ดารา ฟ้าดิน จนถึงท้ายที่สุด เอกอุเหนือฟ้าดิน

"บดขยี้ฟ้าดิน แล้วเข้าแทนที่"

เขาเริ่มจะจับเค้าลางได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่พอ

เผชิญหน้ากับลมกรรโชก เขาออกกระบี่ครั้งแล้วครั้งเล่า พายุสร้างแรงต้านมหาศาลให้กับกระบี่ของเขา ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการใช้ออกซึ่งกระบี่ที่สมบูรณ์แบบ

"โลกมนุษย์เต็มไปด้วยอุปสรรค ไหนเลยจะราบรื่นดั่งใจ การได้ขัดเกลาท่ามกลางพายุฝน ถึงจะรู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของการบำเพ็ญเพียร"

"มีเหตุผล" เจ้าไก่เหลืองเกาะอยู่บนไหล่ของเขา ขนปลิวไสว มันกำลังแอบเรียนรู้วิชา

หลี่เทียนมิ่งกำลังทำความเข้าใจหมื่นกระบี่เอกอุ ส่วนมันก็แอบเรียน 'บดขยี้ฟ้าดิน' อยู่ท่ามกลางบรรยากาศนั้น

หากมันมีความเข้าใจต่อหมื่นกระบี่เอกอุสักหนึ่งหรือสองส่วน การจะสำเร็จวิชาบดขยี้ฟ้าดินก็ย่อมไม่มีปัญหา

ด้วยขนนกกระบี่เพลิงทอง มันจึงถือว่าเป็นการบำเพ็ญคู่ทั้งอภินิหารและวิชายุทธ์ การเติบโตไร้ขีดจำกัด

กระบี่นี้ หลี่เทียนมิ่งจมดิ่งอยู่ในโลกของตัวเอง

หนึ่งร้อยกระบี่ หนึ่งพันกระบี่ หนึ่งหมื่นกระบี่!

ความเร็วของเขา ยิ่งมายิ่งเร็วขึ้น!

"หมื่นกระบี่เอกอุ เช่นนั้นทุกวัน ก็ฝึกให้ครบหนึ่งหมื่นกระบี่"

ตัวเลขนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ในฐานะผู้อาวุโสสภา เมื่อได้เห็นความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ การทดลองและก้าวเดินไปข้างหน้าครั้งแล้วครั้งเล่าบนเส้นทางที่น่าเบื่อหน่าย ก็รู้ได้ทันทีว่าความมุ่งมั่นในใจของเขานั้น แรงกล้าเพียงใด

หลี่เทียนมิ่ง ไม่อยากเป็นคนที่ทำให้ใครต้องผิดหวัง

ไม่ว่าจะท่ามกลางพายุ ท่ามกลางทะเลเมฆที่ม้วนตัว หรือภายใต้ค่ำคืนที่มีดวงดาว กระบี่ในมือของเขา ล้วนเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เข้าใกล้แก่นแท้ของหมื่นกระบี่เอกอุเข้าไปทุกที!

ติง!

ในระหว่างนั้น.. อิ๋งฮั่วฝึกบดขยี้ฟ้าดินสำเร็จ ภายใต้หนึ่งกระบี่ ทะเลเมฆพันเมตรเบื้องหน้าถูกผ่าแยกออก!

..เหล่าผู้อาวุโสสภาเบิกตากว้าง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ดูจากแววตาของพวกเขา พวกเขาต่างทึ่งจนพูดไม่ออก

สัตว์ประจำตัวตัวหนึ่ง ทั้งที่ยังอยู่เพียงขั้นคืนเดียว กลับสามารถใช้วิชายุทธ์ขอบเขตอริยะออกมาได้อย่างคร่าวๆ?

หากไม่ได้เห็นกับตา ผู้อาวุโสสภาคงไม่เชื่อ

"สมกับเป็นสัตว์ประจำตัวของกายาวัฏสงสารห้ากัลป์จริงๆ"

แต่ทว่า ในความรู้สึกของพวกเขา หลี่เทียนมิ่งยังคงน่ากลัวกว่า

เพราะเจตจำนงของเขา คือแกนหลักในระบบการปลูกฝังร่วม การก่อรูปร่างนิสัยของอิ๋งฮั่ว ความจริงแล้วมีความเกี่ยวข้องกับเขาไม่น้อย

มันซึมซับนิสัยส่วนที่ร้อนแรง ทรหด และดิบเถื่อนของหลี่เทียนมิ่งไปจนถึงขีดสุด แต่ความรับผิดชอบของมัน ก็เหมือนกับหลี่เทียนมิ่งเช่นกัน

รวมถึงความปรารถนาในความแข็งแกร่ง การปกป้องและความรักที่มีต่อครอบครัว

ในสายตาของพวกเขา วันที่สี่ คือวันที่หลี่เทียนมิ่งออกกระบี่ครบสี่หมื่นกระบี่

เขาก้าวขึ้นไปทีละขั้น จนกระทั่งบัดนี้ ที่เขายืนอยู่เหนือสรรพชีวิต และเข้าใจเจตจำนงที่แท้จริงของหมื่นกระบี่เอกอุ

"บดขยี้ฟ้าดิน ก้าวเดียวขึ้นสวรรค์ กายแปรเป็นฟ้าดินจันทราตะวัน เอกอุเหนือฟ้าดิน"

เขาพึมพำกับตัวเอง หลับตาลง แล้วแทงกระบี่ออกไป!

ติง ติง!

หนึ่งหมื่นกระบี่ในแต่ละวัน ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกระบี่ในเพลานี้!

กระบี่ที่ประกอบด้วยพลังกระบี่นับหมื่นสาย พุ่งทะลวงออกไป วินาทีนั้น ทะเลเมฆหมื่นเมตรเบื้องหน้า พรุนเป็นรูนับไม่ถ้วนในพริบตา!

หนึ่งกระบี่ฟาดฟัน หมื่นกระบี่ระเบิดพลัง ตัดขาดชั้นเมฆโดยตรง!

มองออกไป เมฆสีขาวหมื่นเมตร ถูกฉีกกระชากออกเป็นสองส่วน!

นี่คือหมื่นกระบี่เอกอุ!!

หลี่เทียนมิ่งทำสำเร็จในรวดเดียว เขาเก็บกระบี่ยืนนิ่ง เมื่อหันกลับมา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม ราวกับเรื่องทั้งหมดนี้ เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย

ส่วนเหล่าผู้อาวุโสสภาต่างมองเขาอย่างเหม่อลอย จากนั้น ก็พากันปรบมือ

พวกเขาบำเพ็ญเพียรมาทั้งชีวิต พูดตามตรงไม่เคยเห็นคนแบบหลี่เทียนมิ่งมาก่อน

"พรสวรรค์ไม่มีใครเทียบนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ยังพยายามกว่าคนอื่นสิบเท่า ทรหดกว่าคนอื่นสิบเท่า"

"หากเขาไม่เป็นหนึ่งในใต้หล้า แล้วใครจะเป็นได้?"

ดังนั้นในยามนี้ แม้ศึกสงครามระหว่างดินแดนจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม แต่พวกเขาก็เต็มใจที่จะปรบมือให้หลี่เทียนมิ่ง

ขณะเดียวกัน เจตจำนงที่จะปกป้องในใจ ก็ยิ่งแน่วแน่ขึ้นโดยธรรมชาติ

หลี่เทียนมิ่งรู้ดี การเพิ่มไพ่ตายให้ตัวเองเรื่อยๆ จะทำให้ผู้อาวุโสเหล่านี้ ปกป้องเขาอย่างไม่ลังเล

เส้นทางการบำเพ็ญเพียรคือเส้นทางความเป็นความตาย เขาไม่อยากเป็นหลี่อู๋ตี้

ดังนั้น มีเพียงต้องใช้ผลงานของตนเอง ดึงดูดยอดฝีมือเหล่านี้ ให้มาอยู่ข้างกาย!

จนกว่าจะถึงวันที่ ตนเองก็กลายเป็นยอดฝีมือได้เช่นกัน!

สายตาของเขา สบเข้ากับจ้าวหลิงโจว

จ้าวหลิงโจวถึงกับรีบก้มหน้าลง ใบหน้าร้อนผ่าว

ไม่รู้ทำไม เขารู้สึกว่าเมื่อเทียบกับหลี่เทียนมิ่งแล้ว ตัวเองช่างขี้ขลาดตาขาวยิ่งนัก

"ข้าไม่เคยยอมแพ้มาก่อน แต่กลับยอมแพ้ก่อนศึกสงครามระหว่างดินแดน ข้าทำเรื่องน่าขายหน้าพรรค์นี้ลงไปได้อย่างไร!"

ใช่แล้วเพราะความละอาย จึงรู้สึกเจ็บปวด

เขาเปลี่ยนใจแล้ว..

แม้แต่หลี่เทียนมิ่งคนนี้ ยังทุ่มเทต่อสู้ครั้งสุดท้าย เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสำนักตงหวง!

เขาจ้าวหลิงโจวเติบโตในสำนักตงหวง เคยสาบานว่าเกิดเป็นคนของสำนักตงหวง ตายเป็นผีของสำนักตงหวง แล้วเขาใช้สิทธิ์อะไร มานั่งถอนหายใจอยู่ที่นี่?

"ไม่ว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร ขอแค่ข้าจ้าวหลิงโจว ได้สู้จนตัวตาย ไม่ทำให้สำนักตงหวงขายหน้า!"

จ้าวหลิงโจวรู้ดี วังเทพศักดิ์สิทธิ์ใกล้ถึงแล้ว

เขาได้กลิ่นความจองหอง อวดดี ไม่เห็นหัวใคร จากตัวคนพวกนั้นลอยมาแล้ว

......

"ศึกสงครามระหว่างดินแดน จัดขึ้นที่วังเทพศักดิ์สิทธิ์ แต่ตามกฎกติกา วังเทพศักดิ์สิทธิ์มีเซิ่งเทียนจื่อเจ็ดคน ดังนั้นสี่สำนักใหญ่ จะมีแค่เจ็ดคนเท่านั้น ที่จะได้เข้าร่วมศึกสงครามระหว่างดินแดนอย่างเป็นทางการ"

"และเท่าที่ข้ารู้ ครั้งนี้สี่สำนักใหญ่มีคนเข้าร่วมทั้งหมดสิบห้าคน"

"ดังนั้น ความจริงแล้วในสิบห้าคนนี้ จะมีเพียงเจ็ดคนที่ได้ขึ้นไปบนวังเทพศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ส่วนอีกแปดคน จะต้องถูกคัดออกที่ 'เส้นทางทงเทียน'"

วังเทพศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่บนที่ราบสูงอันตระหง่าน เป็นเมืองยักษ์ใหญ่ที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด

ทางที่จะไปสู่วังเทพศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงเส้นทางเดียว นั่นคือ 'เส้นทางทงเทียน'

เส้นทางทงเทียน วังเทพศักดิ์สิทธิ์ คือความฝันของผู้ควบคุมสัตว์อัจฉริยะแห่งแดนตงหวงในยุคปัจจุบัน

"ก่อนที่ศึกสงครามระหว่างดินแดนจะเริ่มขึ้น พวกเจ้าสิบห้าคน ต้องก้าวสู่เส้นทางทงเทียน"

"ในเส้นทางทงเทียน วังเทพศักดิ์สิทธิ์ได้วางสัตว์ดุร้ายจำนวนมาก และยังมีบททดสอบเขตอาคมลายสวรรค์ เพื่อขัดขวางฝีเท้าของพวกเจ้า"

"และสิ่งที่พวกเจ้าต้องทำ คือฝ่าเส้นทางทงเทียนไปให้ได้ กลายเป็นเจ็ดคนแรกที่ขึ้นไปถึงวังเทพศักดิ์สิทธิ์"

"บนเส้นทางทงเทียน ชั่วคราวจะยังไม่เจอกับเซิ่งเทียนจื่อทั้งเจ็ดของวังเทพศักดิ์สิทธิ์ แต่จะเจอกับ 'ศิษย์หนานเทียน', 'ศิษย์เฮยหมิง' และ 'ศิษย์อวิ๋นเซียว' จากอีกสามสำนัก"

สามฉายานามนี้ ก็ประเภทเดียวกับเซิ่งเทียนจื่อและศิษย์ไท่อี

"ในจำนวนนั้น ศิษย์เฮยหมิงมีห้าคน ศิษย์หนานเทียนมีสี่คน ศิษย์อวิ๋นเซียวมีสามคน"

"ในค่ายของพวกเขาทั้งสาม ล้วนมีอัจฉริยะขั้นเจตจำนงสวรรค์อยู่ บางค่ายอาจมีมากกว่าหนึ่งคนด้วยซ้ำ"

"พวกเจ้าสามคน พยายามแย่งชิงสิทธิ์มาให้ได้ มิเช่นนั้นหากขึ้นเส้นทางทงเทียนไปไม่ได้ ก็ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะถูกเซิ่งเทียนจื่อดูถูกเหยียดหยาม"

"ศิษย์ระดับยอดฝีมือในรุ่นนี้มีเยอะขึ้นมาก ศิษย์ระดับยอดฝีมือของสี่สำนักในรุ่นก่อนๆ รวมกันยังไม่เท่าเซิ่งเทียนจื่อด้วยซ้ำ เลยไม่จำเป็นต้องขึ้นเส้นทางทงเทียน"

ก่อนจะไปถึง หวงฝู่เฟิงอวิ๋นได้อธิบายเป็นครั้งสุดท้าย

"วังเทพศักดิ์สิทธิ์ไม่อนุญาตให้เราบินขึ้นไปโดยตรง พวกเราต้องพักที่ 'เมืองเซิ่งเทียน' ซึ่งอยู่ใต้วังเทพศักดิ์สิทธิ์ก่อน รอคนของพวกเขามาต้อนรับ"

จากประโยคนี้ฟังออกได้เลยว่า วังเทพศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้ ช่างวางท่าใหญ่โตเสียจริง

เมืองเซิ่งเทียน ตั้งอยู่เบื้องล่างวังเทพศักดิ์สิทธิ์ เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง ผู้ที่มีความฝันอยากเข้าวังเทพศักดิ์สิทธิ์ ส่วนใหญ่จะมาพักกันที่นี่

"พวกเราไปที่โรงเตี๊ยมเซิ่งเทียน พักผ่อนสักครู่ งานเลี้ยงตอนค่ำจะต้องพบปะกับสหายจากสำนักหนานเทียน"

"ครั้งนี้ เจ้าสำนักหนานเทียนก็มาด้วย"

โรงเตี๊ยมเซิ่งเทียน เป็นโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเซิ่งเทียน หรือจะพูดอีกอย่าง มันคือโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุด หรูหราที่สุด และมีระดับที่สุดในแดนตงหวงเลยก็ว่าได้

การตกแต่งภายใน หรูหรายิ่งกว่าพระราชวังเสียอีก

คฤหาสน์ซิงและตำหนักเฉินของประเทศจู้เจ๋อ เมื่อเทียบกับที่นี่แล้ว ถือเป็นเพียงกรวดทรายเม็ดเล็กๆ

ได้ยินว่าสำนักหนานเทียนที่อยู่อันดับสาม เดินทางมาถึงเมื่อสองวันก่อนแล้ว

สำนักหนานเทียนเป็นสำนักที่มีบรรพชนร่วมรากเหง้า คนของพวกเขา กับสำนักตงหวงส่วนใหญ่ล้วนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ดังนั้นงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ก็แค่การรวมตัวของสหายเก่า

หลี่เทียนมิ่งพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมเซิ่งเทียนครู่หนึ่ง เขายังเจียดเวลามาบำเพ็ญเพียรต่อ

"พรุ่งนี้เส้นทางทงเทียนเปิด อยากขึ้นไปวังเทพศักดิ์สิทธิ์ร่วมศึกสงครามระหว่างดินแดน ต้องขึ้นเส้นทางทงเทียนให้ได้ก่อน"

บททดสอบของเส้นทางทงเทียน ก็ไม่พ้นสัตว์ดุร้าย เขตอาคมลายสวรรค์ บวกกับคู่แข่งจากสำนักอื่น

ความจริงก็ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร

มุ่งหน้าขึ้นไป บุกขึ้นไปให้ได้ก็จบเรื่อง

ช่วงพลบค่ำ เย่เส้าชิงเดินผ่านมา จึงเรียกหลี่เทียนมิ่ง

เหล่าผู้อาวุโสสภาได้จัดเตรียมงานเลี้ยงไว้ที่โรงเตี๊ยมเซิ่งเทียนแล้ว เพื่อเชิญคณะของสำนักหนานเทียน

หลังจากหลี่เทียนมิ่งมาถึง เหล่าผู้อาวุโสสภาต่างมากันครบแล้ว ในฐานะผู้น้อย เขานั่งโต๊ะเดียวกับพวกซ่างกวนอวิ๋นเฟิงและจ้าวหลิงโจว

พรุ่งนี้จะเปิดศึกแล้ว ดูเหมือนสองคนนี้จะยังตื่นเต้นอยู่บ้างเล็กน้อย

เขาเพิ่งจะนั่งลง ที่หน้าประตูก็มีความเคลื่อนไหว คนของสำนักหนานเทียนมาถึงแล้ว

พวกเขาที่รั้งอันดับสามในปัจจุบัน ตามหลักเหตุผลควรจะแข็งแกร่งกว่าสำนักตงหวงอยู่บ้าง

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 299 งานเลี้ยงรับรองสำนักหนานเทียน

คัดลอกลิงก์แล้ว