- หน้าแรก
- พ่อสั่งให้เลือกเมียคนเดียว แต่ผมขอเหมาหมด
- บทที่ 27 - รากฐานของสี่ตระกูลใหญ่
บทที่ 27 - รากฐานของสี่ตระกูลใหญ่
บทที่ 27 - รากฐานของสี่ตระกูลใหญ่
บทที่ 27 - รากฐานของสี่ตระกูลใหญ่
◉◉◉◉◉
สิ่งที่สวีรั่วอิ่งหวาดกลัวที่สุดในตอนนี้ก็คือคนในครอบครัวของเธอเอง
โดยเฉพาะหวังฉินที่ชีวิตนี้ไม่เคยต้องตกระกำลำบากมาก่อน
แต่ไม่ว่าแม่จะทำอะไรกับเธอ ยังไงเธอก็คือแม่บังเกิดเกล้าอยู่วันยันค่ำ
สวีรั่วอิ่งกดรับสาย แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "พ่อคะ มีอะไรหรือเปล่า?"
"เสี่ยวอิ่ง บอกความจริงพ่อมานะ เรื่องของซ่งเค่อหมิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกหรือเปล่า?"
น้ำเสียงของสวีชวนหนักอึ้งและตึงเครียดมาก ถึงขั้นพูดเสียงสั่นเลยทีเดียว
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ?" สวีรั่วอิ่งถามกลับ
"เมื่อกี้ซ่งเจิงเทาผู้นำตระกูลซ่งโทรมาหาพ่อ เขาเรียกให้พ่อไปพบเขาเดี๋ยวนี้"
สวีชวนตอบกลับมาจากปลายสาย
สวีรั่วอิ่งกำหมัดแน่น ปรายตามองเฟิงหลินที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ "ใช่ค่ะ! เป็นฝีมือหนูเอง แต่หนูแค่ถูกบังคับให้ต้องทำ..."
"ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว พ่อรู้ดีว่าลูกถูกบีบบังคับ"
น้ำเสียงของสวีชวนฟังดูสิ้นหวังและหดหู่ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่มาจากปลายสาย "เดี๋ยวพ่อจะโอนเงินยี่สิบล้านเข้าบัญชีลูก ลูกพกเงินก้อนนี้แล้วพาเฟิงหลินหนีออกไปจากเมืองเจียงซะนะ"
พูดจบ สวีชวนก็วางสายไปทันที
สวีรั่วอิ่งยืนนิ่งงันเป็นรูปปั้น โทรศัพท์มือถือยังคงแนบอยู่ข้างหู ไม่ได้ลดมือลงมาเลย
เฟิงหลินที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้ยินเสียงบทสนทนาจากโทรศัพท์อย่างชัดเจน
พูดกันตามตรง ผู้ชายที่ชื่อสวีชวนคนนี้ก็ถือว่าเป็นคนใช้ได้คนหนึ่งเลย
"ไม่ได้นะ!"
ดวงตาของสวีรั่วอิ่งแดงก่ำ เธอเปิดประตูรถอีกครั้งแล้วหันไปพูดกับเฟิงหลินว่า "ฉันต้องกลับไปช่วยครอบครัวให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้!"
"พาผมไปด้วยสิ"
เฟิงหลินสอดตัวเข้าไปนั่งในฝั่งผู้โดยสาร ยังไงซะเรื่องนี้ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากเขา
ตลอดหลายวันที่ได้คลุกคลีกันมา เขาก็ค้นพบว่าสวีรั่วอิ่งเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง
จะให้เขาทนดูเธอเดินเข้ากองไฟไปรนหาที่ตายเปล่าๆ ได้ยังไง
...
...
คฤหาสน์ตระกูลซ่ง
ณ โต๊ะหินทรงกลมกลางสนามหญ้า ซ่งเจิงเทาผู้นำตระกูลซ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่
ใบหน้าที่ซูบผอมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับแววตาที่ดุดันเยือกเย็น ทำให้เขาดูน่าเกรงขามและดุร้ายเป็นอย่างมาก
บนรถเข็นวีลแชร์ข้างกายเขามีร่างของซ่งเค่อหมิงนั่งอยู่
ด้านหลังของซ่งเค่อหมิงคือซ่งฝานผู้เป็นพี่ชาย
ส่วนอีกฝั่งของโต๊ะหินก็คือสวีชวน
"พ่อ ผมพูดความจริงทั้งหมดเลยนะ สวีรั่วอิ่งกับเฟิงหลินเป็นคนวางแผนทำร้ายผม! พ่อ! พ่อต้องแก้แค้นให้ผมนะ!"
ซ่งเค่อหมิงร้องห่มร้องไห้ฟ้องพ่อ ตอนนี้เขายังรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวอยู่เลย เหมือนจะเกิดเป็นแผลในใจไปซะแล้ว
หมอตรวจดูอาการของเขาแล้ว บอกว่าเขาใช้ยาไวอากร้าเกินขนาด แถมยังไปออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงอีก
ตอนนี้ฤทธิ์ยายังไม่หมดไปเลยด้วยซ้ำ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ร่างกายของเขาได้รับความเสียหายอย่างถาวร
ตอนนี้เขาหวาดกลัวจับใจ ถ้าเกิดตัวเองต้องกลายเป็นขันทีขึ้นมาจริงๆ แล้วจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรล่ะ?
"สวีชวน ให้คำตอบฉันมา"
ซ่งเจิงเทายกถ้วยชาขึ้นจิบ น้ำเสียงเย็นยะเยือกเสียดแทงไปถึงกระดูก
"เอ่อ... เรื่องนี้คงต้องสืบสวนให้ละเอียดก่อนครับ ทุกอย่างมันประจวบเหมาะเกินไป" สวีชวนก้มหน้าตอบ
"สวีชวน! แกหมายความว่าฉันโกหกงั้นเรอะ!"
ซ่งเค่อหมิงตวาดลั่น สถานการณ์แบบนี้ เขาขี้เกียจมาปั้นหน้าเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอมอีกแล้ว
นี่มันความสุขชั่วชีวิตของเขาเชียวนะ
ตอนนี้เขามีความคิดอยู่แค่ในหัวเพียงเรื่องเดียว
นั่นก็คือการทรมานเฟิงหลินกับสวีรั่วอิ่งให้ตายทั้งเป็น!
"คุณชายซ่ง ผมมิกล้าครับ เพียงแต่ตอนนี้ทางตำรวจได้ควบคุมตัวนักข่าวคนนั้นเอาไว้แล้ว รอให้พวกเขาปล่อยตัวออกมาก่อน เราก็จะรู้เองว่าใครเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง ผมเชื่อมั่นว่าลูกสาวของผมบริสุทธิ์แน่นอนครับ"
สวีชวนฝืนใจตอบกลับไป ตอนนี้ทำได้แค่ยืนกรานปฏิเสธท่าเดียวเท่านั้น
"สวีชวน! แกรนหาที่ตายนักใช่ไหม! ข้าจะบอกให้แกได้รู้เอาไว้..."
"หุบปาก!"
ซ่งเจิงเทาพูดขัดจังหวะซ่งเค่อหมิง เขาเอามือเท้าคางด้วยสีหน้าเรียบเฉย "สวีชวน ให้คำตอบฉันมา อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำเป็นครั้งที่สาม"
"คุณซ่งครับ... เรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับลูกสาวของผมเลยแม้แต่น้อย ต้องเป็นฝีมือของเฟิงหลินลงมือเพียงคนเดียวแน่ๆ"
สวีชวนกำหมัดแน่น พยายามปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวอย่างสุดกำลัง "คุณซ่งควรจะไปตามหาตัวเฟิงหลินนะ ไม่ใช่มาหาเรื่องตระกูลสวีของเรา"
"หึหึ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้สุงสิงกับนายเท่าไหร่ แต่จู่ๆ ก็รู้สึกว่านายนี่ก็เป็นคนน่าสนใจดีเหมือนกันนะ" ซ่งเจิงเทาโบกมือไล่สวีชวน "นายกลับไปได้แล้ว"
"ขอบพระคุณคุณซ่งครับ ผมจะรีบไปสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างเดี๋ยวนี้เลย"
สวีชวนลุกขึ้นยืน โค้งคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
"พ่อ! ปล่อยมันไปง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?" ซ่งเค่อหมิงคำรามลั่น เอากำปั้นทุบรถเข็นอย่างแรง "ผมต้องการให้เฟิงหลินตาย! ต้องตายสถานเดียว!"
"ไอ้ลูกไม่ได้เรื่อง! ไม่มีไหวพริบเอาซะเลย มิน่าล่ะถึงได้โดนคนอื่นเขาหลอกจัดฉากเอาได้!" ซ่งเจิงเทาตวาดเสียงแข็ง
ซ่งฝานวางมือลงบนไหล่ของซ่งเค่อหมิง แล้วอธิบายให้ฟังว่า "เรื่องบางเรื่อง เราจะพูดกันโต้งๆ ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้นะ เกิดสวีชวนแอบอัดเสียงเอาไว้จะทำยังไง?"
ซ่งเค่อหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เขาโดนความโกรธแค้นครอบงำจนหน้ามืดตามัวไปหมดแล้ว
ถ้าขืนไปพูดต่อหน้าสวีชวนว่าจะเอาชีวิตเฟิงหลิน
แค่สวีชวนเอาคลิปเสียงนี้ไปมอบให้ตำรวจ ตระกูลซ่งก็อาจจะถึงคราวล่มสลายได้เลย
เรื่องหลายๆ เรื่อง จำเป็นต้องจัดการกันในเงามืด เช่น การทำให้เฟิงหลินหายสาบสูญไปจากโลกนี้
จัดการแบบเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้ว่าใครเป็นคนลงมือ
"พ่อ ผมขอโทษครับ" ซ่งเค่อหมิงพูดเสียงอ่อย "ผมอารมณ์ร้อนเกินไปหน่อย"
"รู้ตัวก็ดีแล้ว!"
ซ่งเจิงเทาใช้นิ้วเคาะโต๊ะหินเป็นจังหวะ นัยน์ตาเยือกเย็นดุดันจ้องมองไปยังทิศทางที่สวีชวนเพิ่งจะเดินจากไป
...
...
ที่บ้านตระกูลสวี
หวังฉินยังไม่รู้เรื่องที่เฟิงหลินเป็นคนจัดฉากเล่นงานซ่งเค่อหมิง
เธอเลยทำตัวเหมือนเป็นแค่คนดูละครสนุกๆ ฉากหนึ่งเท่านั้น
เธอมองเฟิงหลินที่นั่งอยู่ตรงหน้า แต่ก็ไม่ได้สนใจจะเข้าไปทักทายอะไร
ตอนนี้ลูกสาวมีออเดอร์มูลค่าสามร้อยล้านอยู่ในมือ ทางที่ดีอย่าเพิ่งไปทำให้ลูกสาวอารมณ์เสียจะดีกว่า
ผ่านไปไม่นาน สวีชวนก็ผลักประตูเดินเข้ามา
"พ่อ! หนูขอโทษ!"
สวีรั่วอิ่งร้องไห้โฮวิ่งเข้าไปกอดสวีชวนแน่น
"พ่อบอกให้พวกหนูหนีไปแล้วไม่ใช่เหรอ? เงินยี่สิบล้านในบัตร พ่อก็โอนไปให้เรียบร้อยแล้ว เงินก้อนนั้นมากพอที่จะทำให้พวกหนูตั้งตัวใช้ชีวิตกันได้สบายๆ เลยนะ"
แววตาของสวีชวนอ่อนโยนลง เขาใช้มือลูบผมของสวีรั่วอิ่งเบาๆ
"พ่อ! หนูไม่ไป! เดี๋ยวหนูจะไปขอร้องคุณโจว ให้เขาช่วยพวกเรา" สวีรั่วอิ่งตาแดงก่ำพูดเสียงสะอื้น
"เด็กโง่เอ๊ย ถ้าเป็นแค่บริษัทเล็กๆ ก็คงพอคุยกันได้ แต่นี่มันตระกูลซ่งเชียวนะ ลูกก็น่าจะรู้ว่า อิทธิพลทางธุรกิจของตระกูลซ่งมันยิ่งใหญ่กว่าตระกูลโจวซะอีก"
ในบรรดาสี่ตระกูลใหญ่ มีเพียงตระกูลซ่งและตระกูลกู้เท่านั้นที่เติบโตและสร้างฐานะขึ้นมาได้จากธุรกิจและการค้า
ตำแหน่งเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองเจียง ก็สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่แค่สองตระกูลนี้มาโดยตลอด
วันนี้หุ้นของตระกูลกู้พุ่งขึ้น ตระกูลกู้ก็ขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งของเมืองเจียง พรุ่งนี้หุ้นของตระกูลซ่งพุ่งขึ้น พวกเขาก็กลายเป็นอันดับหนึ่งแทน
สวีชวนรู้ดีว่า การโจมตีระลอกแรกของตระกูลซ่ง น่าจะมุ่งเป้ามาที่ธุรกิจก่อน
ตระกูลโจวไม่มีทางยอมผิดใจกับตระกูลซ่งเพียงเพื่อปกป้องพวกเขาง่ายๆ หรอก
"พวกคุณเป็นอะไรกันไปหมด? เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ?"
หวังฉินที่กำลังดูโทรศัพท์มือถืออยู่ สังเกตเห็นว่าบทสนทนาของทั้งสองคนดูผิดปกติ จึงรีบเดินเข้ามาถาม
"ตระกูลซ่งกำลังจะมาล้างแค้นพวกเรา ตระกูลสวีของเราจบสิ้นแล้วล่ะ" สวีชวนอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมจะรีบถอนเงินทุนทั้งหมดออกมาให้เร็วที่สุด แล้วพวกเราก็รีบหนีออกจากเมืองเจียงกันเถอะ"
"ใช่! พวกเราต้องหนีไปให้พ้นจากเมืองเจียง ต่อให้ตระกูลซ่งจะยิ่งใหญ่คับฟ้าแค่ไหน ก็ไม่มีทางยื่นมือไปจัดการเราในที่ไกลๆ ได้หรอก ขอแค่เรายังมีเงินทุน พวกเราก็เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ"
สวีรั่วอิ่งพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน
"ไม่ได้ ผมกับคุณแม่จะไปทางหนึ่ง ส่วนลูกกับเฟิงหลินก็หนีไปอีกทางหนึ่ง" สายตาของสวีชวนจริงจังเคร่งเครียด
"ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะคะ?"
สวีรั่วอิ่งถามพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
"ลูกยังไม่เข้าใจ! ลูกคิดจริงๆ เหรอ ว่าการที่จะก้าวขึ้นมาเป็นสี่ตระกูลใหญ่ได้ อาศัยแค่การมีเงินเยอะๆ อย่างเดียวก็พอแล้ว?"
สวีชวนรู้ดีว่า การจะผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่นั้น เงินเป็นเพียงแค่ปัจจัยรองเท่านั้น
หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ด้วยซ้ำ
รากฐานที่แท้จริงและสำคัญที่สุดก็คือ ผู้ฝึกยุทธ์ หรือที่เรียกกันว่าผู้ฝึกยุทธ์โบราณ
ในสี่ตระกูลใหญ่ ล้วนแต่มีสุดยอดฝีมือเหล่านี้ซุกซ่อนอยู่ พวกเขาสามารถฆ่าคนได้โดยไร้ร่องรอย ทำให้เป้าหมายหายสาบสูญไปอย่างเงียบเชียบ
ชนิดที่ว่าตำรวจก็ยังสืบหาร่องรอยไม่เจอ
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลซ่งและตระกูลกู้ที่แม้จะโดดเด่นและทรงอิทธิพลในแวดวงธุรกิจมากกว่า กลับต้องเป็นฝ่ายเกรงอกเกรงใจตระกูลหลานและตระกูลโจวแทน
การจัดอันดับสี่ตระกูลใหญ่ในเมืองเจียงนั้น คนในวงการต่างก็รู้ซึ้งกันดีอยู่แก่ใจ
อันดับหนึ่งคือตระกูลหลาน ซึ่งมีรัฐบาลคอยหนุนหลังอยู่ ยิ่งผู้อาวุโสหลานยังมีชีวิตอยู่ ตำแหน่งอันดับหนึ่งนี้ก็คู่ควรกับพวกเขาที่สุดแล้ว
อันดับสองคือตระกูลโจว
ว่ากันว่า ฝีมือการต่อสู้ของโจวเทียนนั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด ร้ายกาจจนถึงขั้นน่าสะพรึงกลัวเลยทีเดียว
ถึงขั้นมีคนลือกันให้แซดว่า ถ้าหลานเหอไม่ได้มีรัฐบาลคอยเป็นแบ็คอัพให้ล่ะก็ ตระกูลโจวคงขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งของเมืองเจียงไปนานแล้ว
[จบแล้ว]