- หน้าแรก
- จอมทมิฬแดนมรณะ
- 16 - การดักปล้น
16 - การดักปล้น
16 - การดักปล้น
16 - การดักปล้น
ฉู่เจียนเหลยไม่รู้เลยว่ามีคนมารอดักเขาอยู่ที่นอกแคมป์
แต่ปกติเขาก็เป็นคนระแวดระวังอยู่แล้ว ยิ่งวันนี้มีคนเห็นว่าเขามีปืน เขาก็ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ
ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว กล้องส่องทางไกลที่ยึดมาได้จึงใช้งานไม่ได้ เขาใช้แท่งโลหะสองสามอันค้ำเสื้อผ้าไว้ ทำเป็นหุ่นปลอมวางไว้บนรถสามล้อ
ส่วนตัวเขาเองก็นอนราบลงบนรถ ซ่อนตัวอยู่หลังกองขยะ
มอร์ริสันก็ไม่ได้บ่นอะไร วันนี้เขาซื้อ "บลูบิวตี้" (ยาหลอนประสาท) มาเม็ดหนึ่ง เลยรู้สึกว่ามีพลังล้นเหลือ
พวกที่ซุ่มอยู่สามคนเห็นดังนั้นก็กระซิบกระซาบกัน "ทำไมมอร์ริสันถึงเป็นคนลากรถล่ะ?"
ชายที่สะพายดาบคันคะเน "ได้ยินมาว่ามอร์ริสันขี้ขลาดมาก คงจะโดนอาวุธของไอ้ฉู่ขู่เอาล่ะมั้ง?"
"เป็นไปได้" ชายที่ถือปืนเกาส์พยักหน้า "ดูเหมือนจะไม่มีใครตามมา... ฉันว่าลงมือได้เลย"
"เดี๋ยวก่อนพี่รอง" ชายทรงหงอนไก่พูดขึ้น "พี่ไม่อยากรู้เหรอว่าไอ้ฉู่ไปเอาปืนมาจากไหน?"
"มันต้องรู้อะไรกันนักหนา?" ชายถือปืนเกาส์ตอบอย่างไม่สนใจ
เรื่องฆ่าแกงกันเขาเห็นมาเยอะ "ก็คงไปเก็บส้มหล่นจากที่ที่มีคนยิงกันมานั่นแหละ"
"ผมเคยได้ยินเรื่องไอ้ฉู่มานะ" ชายทรงหงอนไก่พูดอย่างจริงจัง "มันไม่กล้าไปในที่ที่เขายิงกันหรอก"
"งั้นแสดงว่า..." ชายที่ถือปืนเกาส์ตาเป็นประกาย "มันอาจจะไปเจอซากอารยธรรมก่อนวันสิ้นโลกเข้า?"
"ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นซากอารยธรรมหรอกพี่" ชายทรงหงอนไก่รีบส่ายหัว เขารู้ว่าพี่รองอารมณ์ไม่ดี จะกล้าพูดจาซี้ซั้วได้ไง
เขาแสดงความเห็นอย่างระมัดระวัง "มีความเป็นไปได้มากกว่าว่าจะเป็นจุดที่มีคนสู้กันจนตายทั้งคู่"
"มันก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง?" ชายถือปืนเกาส์เริ่มหงุดหงิด
แต่หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาก็คิดตามทัน "แกหมายความว่า ในจุดนั้นอาจจะมีอาวุธจำนวนมากซ่อนอยู่?"
"ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้นะ" ชายทรงหงอนไก่รีบยุ "พี่รอง งั้นเรา... เหลือคนเป็นไว้สอบถามดีไหม?"
"มืดขนาดนี้ ถ้าไม่เข้าไปใกล้ๆ ก็กลัวจะยิงพลาด" ชายถือดาบหงุดหงิด "ยังจะคิดรักษาชีวิตมันไว้อีกเหรอ?"
"ก็แค่ล้อมพวกมันไว้สิ" ชายทรงหงอนไก่เสนอไอเดีย เขาพูดอย่างมั่นใจ "ไอ้ฉู่มันไม่กล้ายิงหรอก"
"ไม่มีอะไรที่มันแน่นอนหรอก!" พี่รองที่สะพายปืนเกาส์พูด "คอยดูฉันแล้วกัน"
เขาเชี่ยวชาญเรื่องแบบนี้ "ไอ้ดาบไว แกไปดักหน้าพวกมันไว้ เว้นระยะห่างให้ดี"
ชายสะพายดาบวิ่งอ้อมไปดักหน้า ห่างจากรถสามล้อไปประมาณสามสี่ร้อยเมตร แล้วตะโกนก้อง "หยุดรถ!"
ทันใดนั้นเอง ทางด้านหลังรถสามล้อก็มีเสียงปืนดังรัว "ปัง ปัง ปัง" "ปัง ปัง ปัง"...
หลังจากยิงขู่ไปสองชุด พี่รองก็ตะโกนขึ้นมา "หยุดรถ แล้วยกมือขึ้น ไม่อย่างนั้นฆ่าไม่เลี้ยง!"
เขาอยู่ห่างจากรถไม่ถึงสี่ร้อยเมตร แต่เพราะฟ้ามืดทัศนวิสัยไม่ดี จึงไม่แน่ใจว่ายิงโดนหรือเปล่า
ยังไงก็ต้องยิงขู่ไว้ก่อน บวกกับการล้อมทั้งหน้าและหลัง เขาไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะกล้าขยับ
ส่วนเรื่องที่อาจจะยิงคนตาย... ตายก็ตายไปสิ อย่างมากก็แค่ยึดอาวุธมา
เรื่องแหล่งที่มาของอาวุธสำหรับเขาแล้วมันไม่สำคัญเท่าไหร่ มีก็ดี ไม่มีก็ช่าง
ยังไงเสีย การรักษาความปลอดภัยของตัวเองต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ทุกคนที่รอดชีวิตในดินแดนรกร้างต่างรู้กฎนี้ดี
สิ้นเสียงปืน มอร์ริสันก็ทิ้งรถสามล้อทันที หมอบลงกับพื้นอย่างไวพร้อมตะโกนลั่น "ยอมแล้ว อย่าฆ่าผมเลย!"
ฤทธิ์ของบลูบิวตี้ยังไม่หมดไป เขากลับสามารถตัดสินใจยอมจำนนได้อย่างเด็ดขาด ดูท่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจะฝังรากลึกอยู่ในกระดูกจริงๆ
"แกคือมอร์ริสัน ฉันรู้" เสียงแหลมเล็กดังขึ้น มันคือเสียงของชายทรงหงอนไก่ "แล้วแกล่ะไอ้ฉู่ จะว่ายังไง?"
มีเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดดังมาจากบนรถสามล้อ "พวกคุณต้องการอะไรก็พูดมาตรงๆ สิ ทำไมต้องทำร้ายกันด้วย?"
"หึ" ชายทรงหงอนไก่หัวเราะเบาๆ "พูดตรงๆ แล้วถ้าแกไม่ยอมล่ะ? เผลอๆ แกอาจจะขัดขืนก็ได้!"
ฉู่เจียนเหลยครางอย่างเจ็บปวดอีกสองสามครั้ง แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
"พวกคุณเล่นยิงใส่กันเลยแบบนี้ เพราะกลัวผมขัดขืนเหรอ? แล้วถ้าผมถูกยิงตายขึ้นมาล่ะ?"
"ตายก็ตายไปสิ" เสียงของพี่รองดังมาจากในความมืด "ที่นี่มันดินแดนรกร้าง มีคนตายทุกที่นั่นแหละ!"
ฉู่เจียนเหลยนนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วถาม "ถ้าผมทิ้งปืนหนึ่งกระบอกกับดาบหนึ่งเล่มไว้ ผมไปได้ไหม?"
อีกฝ่ายไม่สนว่าเขาจะตายหรือเปล่า เปิดฉากโจมตีทันที เป้าหมายชัดเจนมากคือต้องการของติดตัวเขา
"คิดจะหนีเหรอ?" เสียงแหลมหัวเราะร่วน "เหอะ แกยังต้องให้ความร่วมมือตอบคำถามบางอย่างก่อน!"
ฉู่เจียนเหลยลังเลแล้วถามต่อ "ถ้าตอบคำถามเสร็จแล้ว ผมไปได้เลยใช่ไหม?"
เสียงแหลมหัวเราะอีกครั้ง พลางเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ "นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าคำตอบของแกจะทำให้พวกเราพอใจหรือเปล่า"
ฉู่เจียนเหลยไม่สนใจเขาอีก แต่ลดเสียงต่ำลงพูดกับมอร์ริสัน "ต่อยแผลตัวเองแรงๆ ทีหนึ่ง!"
ต่อยทีหนึ่ง? มอร์ริสันอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดได้ แล้วถามเบาๆ ด้วยความดีใจ "คุณไม่ได้บาดเจ็บเหรอ?"
แต่ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตัว "แผลเพิ่งจะตกสะเก็ดเองนะ ทำไมผมต้องต่อยด้วย?"
ฉู่เจียนเหลยถามเสียงต่ำ "หรือคุณอยากจะเสี่ยงดวงว่าพวกมันจะไม่ฆ่าปิดปาก?"
ฆ่าปิดปาก... มอร์ริสันเงียบไป เขาเข้าใจความหมายนั้นดี
แต่เขาก็ยังไม่วายจะฉวยโอกาส "ผมขอปืนเกาส์อัตโนมัติกระบอกหนึ่ง!"
"งั้นคุณก็เตรียมตัวตายได้เลย" ดวงตาของฉู่เจียนเหลยทอประกายเหี้ยมเกรียม เขาชักปืนเลเซอร์ออกมาจากอกเสื้อ
เขาไม่ใช่คนกระหายเลือด แต่ในดินแดนรกร้างนี้มันมีแต่คนที่สมควรตายเต็มไปหมด!
เสียงดัง "ปึด" เบาๆ พร้อมๆ กับเสียงของมอร์ริสันที่พูดว่า "ต่อยแล้ว!"
จังหวะนั้นเอง ชายทรงหงอนไก่ที่ถือปืนลูกซองก็เดินเข้ามาอย่างย่ามใจ "ไอ้ฉู่ ม้วนตัวลงมาจากรถเดี๋ยวนี้!"
คืนในดินแดนรกร้างไม่ได้มืดสนิทเสียทีเดียว ยังพอมีแสงจากท้องฟ้าบ้าง
ในระยะห้าหกสิบเมตร ยังพอเห็นเงาคนได้ลางๆ
ฉู่เจียนเหลยทอดถอนใจ "ผมบาดเจ็บ ขยับไม่ได้ ต้องนั่งอยู่บนรถนี่แหละ"
"อยากตายนักใช่ไหม?" ชายทรงหงอนไก่โมโห "รู้ไหมว่าในมือฉันเป็นปืนอะไร? ปืนลูกซองนะโว้ย!"
ปืนลูกซองไม่ใช่ปืนหลักในดินแดนรกร้าง อารมณ์คล้ายๆ กับหน้าไม้ในยุคก่อน
หน้าไม้เด่นเรื่องความเงียบ ปืนลูกซองเด่นเรื่องรัศมีการยิงที่กว้าง แต่ระยะยิงนั้นสั้นจุ๊ดจู๋
ฉู่เจียนเหลยตอบอย่างสงบนิ่ง "ผมต้องการการรักษาในตอนนี้"
ในเมื่ออีกฝ่ายยังต้องการถามข้อมูล คงไม่รีบยิงเขาง่ายๆ
มอร์ริสันที่หมอบอยู่บนพื้นได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับกัดฟันกรอด คนที่ต้องการการรักษาคือผมต่างหากเฟ้ย!
"รักษาเหรอ... ฝันไปเถอะ" ชายทรงหงอนไก่เดินเข้ามาใกล้ ปืนลูกซองในมือยังคงเล็งไปที่ฉู่เจียนเหลย
"ไอ้ฉู่ ฉันรู้จักแกนะ ช่วงนี้เห็นว่าผลงานดีนี่"
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ! ฉู่เจียนเหลยไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลย
แต่พอเขามองเห็นเค้าโครงหน้าของคนที่เดินเข้ามา เขาก็ถึงกับชะงัก "เป็นคุณเองเหรอ?"
เขาไม่ได้บาดเจ็บจริงๆ แต่ที่ยังไม่โต้กลับ เพราะเขายังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมากันกี่คน
ถึงจะถูกล้อมหน้าล้อมหลัง แต่ฉู่เจียนเหลยก็มีสัญชาตญาณบอกว่า อีกฝ่ายไม่น่าจะมากันเยอะ
มีแค่ปืนสองกระบอกกับดาบสามเล่ม... ทีมที่เห็นแก่ของกระจอกๆ แค่นี้จะเก่งกาจมาจากไหน?
แต่เขาก็ไม่อยากเสี่ยง ถ้าพลาดเขาก็ซวย แต่ถ้าชนะก็ใช่ว่าจะเก็บกวาดได้หมด
จนกระทั่งเห็นทรงผมหงอนไก่นี่แหละ เขาถึงนึกออกว่าเป็นใคร
เคยเห็นผ่านตาที่หน้าร้านขายของชำครั้งหนึ่ง พอมาเจออีกทีข้างกายมีสมุนเพิ่มมาอีกสองคน
ตอนนั้นทั้งสามคนแอบซ่อนตัวอยู่ แต่ฉู่เจียนเหลยเองก็อยู่ในโหมดระวังตัวขั้นสูงสุด
เพียงแต่เขานิ่งเงียบจนคนอื่นดูไม่ออกเท่านั้นเอง
คนที่มีไอคิวสูงขนาดนี้ เวลาที่ตื่นตัวเต็มที่ความสามารถในการสังเกตจะทรงพลังแค่ไหน... คนทั่วไปจินตนาการไม่ออกหรอก
ฉู่เจียนเหลยจำทั้งสามคนนี้ได้แม่น แค่ซ่อนไว้ในส่วนลึกของความจำ และตอนนี้มันถูกดึงออกมาในพริบตา!
"พวกนี้สังเกตเห็นผมที่หน้าร้านขายของชำ แล้วก็ไปตามพวกมาอีกสองคน"
สรุปคือมีทั้งหมดสามคน ปืนสองกระบอก ซึ่งหนึ่งในนั้นอยู่ตรงหน้านี่เอง ศึกนี้... สู้ได้!
ทันใดนั้นเขาก็แผดเสียงร้องออกมา "ไม่เอา อย่าถามผม ผมไม่บอกเด็ดขาด... อ๊าก!"
อ้าว? ชายทรงหงอนไก่ถึงกับงง ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย แกจะร้องทำซากอะไร!
พอเขารู้ตัวว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาด และกำลังจะเหนี่ยวไก แสงสีฟ้าก็วาบขึ้นตรงหน้า
หน้าผากของเขามีรูโบ๋ขนาดใหญ่ ร่างทรุดฮวบลงกับพื้น ดวงตายังคงเบิกค้าง
ก่อนตายเขาก็ยังคิดไม่ออกว่า อีกฝ่ายไปมีปืนเลเซอร์มาจากไหน?
และที่เขาคาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ ฉู่เจียนเหลยไม่เพียงแต่ซ่อนปืนเลเซอร์ไว้ แต่ยังสามารถเลียนเสียงคนอื่นได้ด้วย
วินาทีต่อมา เสียงแหลมเล็กของชายทรงหงอนไก่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง "ไม่รักดี งั้นก็ตายไปซะ..."
ตามมาด้วยแสงไฟแลบจากปลายกระบอกปืน และเสียงปืนลูกซองที่ดังขึ้น "ตูม!"
จากนั้น เสียงแหลมเล็กก็ดังขึ้นต่อ "ฮ่า รวยแล้ว! มีก้อนพลังงานด้วยแฮะ!"
"ก้อนพลังงานเหรอ?" พี่รองกับไอ้ดาบไวได้ยินดังนั้นก็ดีใจ "ไอ้หงอน... มีเท่าไหร่?"
"ห้าก้อน... หรือห้าก้อนครึ่งนะ?" เสียงแหลมพูดอย่างลังเล "เอ๊ะ นี่มันโลหะอะไรกัน?"
"อย่าขยับมั่วๆ" ไอ้ดาบไวที่อยู่ข้างหน้าตะโกน "ให้พี่รองดูก่อน... แล้วไอ้มอร์ริสันล่ะ?"
"ไว้ชีวิตด้วย!" เสียงมอร์ริสันดังขึ้น น้ำเสียงกะล่อนแบบนั้นดูยังไงก็ไม่ใช่ไอ้ฉู่ "ผมยอมร่วมมือด้วยทุกอย่าง!"
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านหลังรถสามล้อ เห็นได้ชัดว่าพี่รองเองก็เริ่มตื่นเต้นเหมือนกัน
เขาวิ่งมาถึงระยะประมาณห้าหกสิบเมตรจากรถสามล้อ ถึงได้ค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง "ไอ้หงอน ทำไมไม่ไว้ชีวิตมันล่ะ?"
เสียงแหลมของชายทรงหงอนไก่ตอบกลับ "พี่รอง มันจะลอบกัดผม ไอ้เสียงตะโกนนั่นมันจงใจจะกลบเสียงร้องของผมตอนโดนมันเล่นงานน่ะสิ"
พี่รองที่เป็นคนมีประสบการณ์โชกโชน ฟังแค่คำพูดก็เดาทางของฉู่เจียนเหลยออกทันที
เขาพยักหน้าเล็กน้อย "ไอ้เซ่อนี่ก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง ไม่ได้โง่ไปเสียหมด แต่ว่า..."
จังหวะนั้นเอง ท่าทางพยักหน้าของเขาก็ชะงักไป
แต่มันสายไปเสียแล้ว ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสียงปืนรัวสนั่นก็ดังขึ้น มันคือเสียงของปืนเกาส์อัตโนมัติ
จะบอกว่าพี่รองปฏิกิริยาช้าก็คงไม่ได้ แต่มันใกล้เกินไป ระยะห่างแค่ห้าสิบเมตรเท่านั้นเอง
เขาล้มคว่ำลงกับพื้น ปากยังพึมพำว่า "แก... แกไม่ใช่ไอ้หงอน!"
ฉู่เจียนเหลยไม่พูดพร่ำทำเพลง ยิงซ้ำไปอีกชุด ก่อนจะหันกระบอกปืนไปทางไอ้ดาบไวแล้วสาดกระสุนใส่ไม่ยั้ง
ไอ้ดาบไวรู้ตัวแล้วว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป แต่เขาอยู่ใกล้รถสามล้อเกินไป จะหนีก็ไม่ทันแล้ว
ฉู่เจียนเหลยเห็นอีกฝ่ายล้มลง ก็ยิงซ้ำไปอีกสองชุด ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ "ความสามารถในการเลียนเสียงของผมเนี่ย จริงๆ แล้วก็งั้นๆ แหละ"
..............