- หน้าแรก
- ให้เฝ้าสุสาน ไหงกลายเป็นจอมมารบรรพกาลไปได้
- บทที่ 13 - ป้ายหินธรรมดาสามัญ หยั่งรู้แล้ว
บทที่ 13 - ป้ายหินธรรมดาสามัญ หยั่งรู้แล้ว
บทที่ 13 - ป้ายหินธรรมดาสามัญ หยั่งรู้แล้ว
บทที่ 13 - ป้ายหินธรรมดาสามัญ หยั่งรู้แล้ว
การทดสอบศิษย์สายนอกนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก โดยแบ่งออกเป็นสองรอบ
รอบแรก ศิษย์ที่เข้าร่วมการทดสอบแต่ละคน จะต้องฝากรอยโจมตีไว้บนหินทดสอบกระบี่หนึ่งครั้ง
จะเป็นปราณกระบี่ ปราณดาบ รอยประทับฝ่ามือ หรือสิ่งอื่นใดก็ได้
หินทดสอบกระบี่จะแสดงตัวเลขออกมาตามความแข็งแกร่งของการโจมตี
ผู้ที่อยู่ในหนึ่งร้อยอันดับแรก จะสามารถเข้าสู่รอบที่สองได้
"หินทดสอบกระบี่หรือ" หลินเซียวพึมพำ
ในความทรงจำของเขาไม่ได้มีความประทับใจลึกซึ้งใดๆ ต่อสิ่งนี้
ในขณะที่เขากำลังสงสัย ป้ายหินสีดำความยาวเกือบสองเมตรก็ถูกคนหลายคนยกออกมา
ป้ายหินทั้งก้อนแผ่กลิ่นอายอันอ้างว้างและลึกล้ำออกมา
โดยเฉพาะรอยกระบี่อันลึกซึ้งตรงกลางนั้น ทำให้ผู้คนเกิดความยำเกรง
วินาทีแรกที่หลินเซียวมองเห็นหินทดสอบกระบี่ เจตจำนงกระบี่ภายในร่างกายของเขา ถึงกับสั่นไหวอย่างรุนแรง
ราวกับแมวเห็นหนู อยากจะพุ่งเข้าไปลิ้มลอง ตื่นเต้นจนแทบทนไม่ไหว
นี่มัน...
ภายในส่วนลึกดวงตาของหลินเซียวมีประกายแสงประหลาดวาบผ่าน
"ศิษย์พี่ ขอรบกวนสักนิด ข้าขอถามคำถามท่านสักข้อได้หรือไม่" หลินเซียวหันไปถามศิษย์สายนอกที่อยู่ด้านข้าง
ศิษย์สายนอกผู้นั้นเห็นหลินเซียวทักทายกะทันหัน ก็ตกใจจนสะดุ้ง
ต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้เขามีระดับพลังเพียงขอบเขตหลอมปราณขั้นที่เก้า แต่คนผู้นี้อยู่ขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่หนึ่งแล้ว
การเรียกเขาว่าศิษย์พี่ ถือเป็นการให้เกียรติเขาอย่างยิ่งแล้ว
"พี่ชาย ท่านยกย่องข้าเกินไปแล้ว ข้าไม่ใช่ศิษย์พี่หรอก แม้ตอนนี้ท่านจะเป็นเพียงศิษย์รับใช้ แต่หลังจากการทดสอบศิษย์สายนอกครั้งนี้ ท่านจะต้องได้โบยบินอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นข้าต่างหากที่ต้องเรียกท่านว่าศิษย์พี่" ศิษย์สายนอกผู้นี้รีบกล่าว
"นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ศิษย์พี่ ท่านรู้หรือไม่ว่าหินทดสอบกระบี่ก้อนนั้นมีที่มาอย่างไร ข้าดูแล้วรู้สึกว่ามันไม่ธรรมดาเลย" หลินเซียวถามความสงสัยในใจออกมา
"อ้อ คำถามนี้ ท่านถามถูกคนแล้ว หินทดสอบกระบี่ก้อนนี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน มันคือสิ่งที่ท่านประมุขของพวกเราค้นพบในซากโบราณสถานเมื่อร้อยปีก่อน"
"ท่านเห็นรอยกระบี่บนหินทดสอบกระบี่นั่นหรือไม่ เล่าลือกันว่าเป็นร่องรอยที่ยอดฝีมือกระบี่ในยุคโบราณทิ้งไว้ตอนที่เกิดการหยั่งรู้ มีอานุภาพมหาศาล หากผู้ใดสามารถทำความเข้าใจมันได้ จะต้องได้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแน่นอน"
"แต่นั่นก็เป็นเพียงคำเล่าลือ หินทดสอบกระบี่อยู่ในสำนักของพวกเรามาเป็นร้อยปีแล้ว มียอดฝีมือจากสำนักอื่นมาดูไม่น้อย สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงเครื่องมือทดสอบอยู่ดี"
ศิษย์สายนอกผู้นี้อธิบายได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งนัก
หลินเซียวพยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวคำขอบคุณ
สายตาจับจ้องไปที่หินทดสอบกระบี่
ยอดฝีมือกระบี่ยุคโบราณอย่างนั้นหรือ
เขาเชื่อแล้ว
ไม่นาน ศิษย์ที่เข้าร่วมการทดสอบก็ถูกแบ่งกลุ่มเรียบร้อย และเดินไปยังหน้าหินทดสอบกระบี่ทีละคนเพื่อทำการทดสอบ
ศิษย์คนแรกชักกระบี่ยาวออกมา รวบรวมพลังลมปราณอยู่สามลมหายใจ จึงทุ่มสุดกำลังฟันปราณกระบี่สายหนึ่งใส่หินทดสอบกระบี่
"ศิษย์หมายเลข 1 ตัวเลข 410 คนต่อไป" ศิษย์ผู้ทำหน้าที่บันทึกที่อยู่ข้างหินทดสอบกระบี่ตะโกนบอก
จากนั้นศิษย์คนที่สองก็ก้าวออกไป และฟันปราณกระบี่ใส่หินทดสอบกระบี่เช่นกัน
ภายในสำนักมารกระบี่ ศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนใช้กระบี่ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้วิธีอื่น
"ศิษย์หมายเลข 2 ตัวเลข 546 คนต่อไป" ศิษย์ผู้ทำหน้าที่บันทึกตะโกนต่อไป
ศิษย์แต่ละกลุ่มทำการทดสอบอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตาก็ทดสอบไปแล้วกว่าสองร้อยคน
หลินเซียวคือคนที่ 410
ก็ไม่ต้องรอนานนัก
เขามองมานานถึงเพียงนี้ ก็พอจะเข้าใจความหมายของตัวเลขเหล่านั้นแล้ว
โดยพื้นฐานแล้ว อานุภาพของขอบเขตหลอมปราณขั้นที่เก้าจะอยู่ประมาณ 600 ถึง 800 ส่วนขอบเขตหลอมปราณขั้นสูงสุดจะอยู่ประมาณ 1000
หากทะลุตัวเลข 1000 ไปได้ ก็หมายถึงระดับขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่หนึ่ง
"ว้าว ศิษย์พี่กู้สือจะลงสนามแล้ว เขาคือผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับสองของสายนอก รองจากศิษย์พี่เสิ่นเกาเลยนะ"
"ข้าได้ยินมาว่าเป้าหมายของศิษย์พี่กู้ในการทดสอบครั้งนี้ก็คือการเอาชนะศิษย์พี่เสิ่นเกา คว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งของสายนอกมาครอง"
"ระดับพลังของศิษย์พี่กู้ก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่หกแล้ว อยากรู้จริงๆ ว่าใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน"
"ข้าว่ายังไงศิษย์พี่เสิ่นเกาก็เก่งกาจกว่า"
"นั่นก็ไม่แน่หรอก"
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบด้าน คนร่างใหญ่ท่าทางสุขุมผู้หนึ่งก็ค่อยๆ เดินไปที่หน้าหินทดสอบกระบี่
หลินเซียวเพียงแค่ปรายตามองแวบหนึ่ง แล้วก็ดึงสายตากลับมา
กลิ่นอายบนร่างคนผู้นี้ก็ดูธรรมดาทั่วไป
ฟิ้ว
กู้สือสะบัดกระบี่อย่างรวดเร็ว ฟันปราณกระบี่สีเขียวสายหนึ่งใส่หินทดสอบกระบี่
หลังจากเสียงดังทึบๆ ดังขึ้น
บนหินทดสอบกระบี่ก็ปรากฏตัวเลขขึ้นมา
"ศิษย์หมายเลข 242 ตัวเลข 3489 คนต่อไป"
ว้าว
ทุกคนล้วนส่งเสียงร้องอุทานเบาๆ
นี่คือตัวเลขที่สูงที่สุดในตอนนี้ ตัวเลขที่สูงที่สุดก่อนหน้านี้เพิ่งจะอยู่ที่พันสองร้อยกว่าเท่านั้น
การโจมตีเพียงครั้งเดียวของกู้สือนี้ แทบจะเทียบเท่ากับคนผู้นั้นถึงสามเท่าเลยทีเดียว
อีกทั้งดูจากท่าทางสบายๆ ของกู้สือแล้ว เห็นได้ชัดว่ายังไม่ได้ใช้พลังเต็มที่
การโจมตีตามสบายยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หากทุ่มสุดกำลังจะขนาดไหนกัน
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะคาดเดา
เหล่าศิษย์ก็ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจอีกครั้ง
เพราะผู้ที่ลงสนามต่อจากกู้สือ ก็คือศัตรูตัวฉกาจของเขา เสิ่นเกานั่นเอง
และเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งของสายนอกด้วย
เสิ่นเกาไม่ได้ทำหน้าบึ้งตึงเหมือนกู้สือ แต่เขามีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า พยักหน้าให้ผู้อื่น แล้วยังโบกมือทักทายอีกด้วย
ดูมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
กู้สือที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้น ก็เพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เมื่อเสิ่นเกาเดินมาถึงหน้าหินทดสอบกระบี่ เขาก็ขยับตัว
แต่เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกมา เพียงแค่สะบัดมือขวา ปราณกระบี่สายหนึ่งก็พุ่งออกไป กระแทกเข้ากับหินทดสอบกระบี่
ตัวเลขตัวหนึ่งปรากฏขึ้น
ศิษย์ผู้ทำหน้าที่บันทึกรีบหันไปมอง
เมื่อมองดู
ภายในดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
"ศิษย์หมายเลข 243 ตัวเลขคือ 3490"
คนอื่นๆ ที่ได้ยินตัวเลขนี้ต่างก็ยืนอึ้งไปเช่นกัน
นี่... นี่ดูเหมือนจะมากกว่าตัวเลขของกู้สือเพียง 1 แต้มเท่านั้น
ว้าว
พลังการควบคุมระดับนี้ ช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์พี่เสิ่นเกายังไม่ได้ใช้กระบี่เลยด้วยซ้ำ
ผู้ใดแข็งแกร่งกว่า ผู้ใดอ่อนแอกว่า กระจ่างชัดในพริบตา
"ชิ อวดฝีมือ" กู้สือแค่นเสียงเย็นชา หันหลังเดินหลบไปด้านข้าง
เสิ่นเกาเห็นกู้สือโกรธจนเดินหนีไป ก็ยิ้มพร้อมกับยักไหล่เบาๆ แล้วเดินลงจากแท่นเช่นกัน
สองบุคคลจุดสนใจทดสอบเสร็จแล้ว ส่วนที่เหลือก็แทบจะไม่มีสิ่งใดน่าดูอีกต่อไป
ทดสอบไปอีกร้อยกว่าคน
ในจำนวนนั้น ผู้ที่มีระดับพลังสูงสุด โจมตีได้ตัวเลข 1750
คนอื่นๆ ล้วนธรรมดาสามัญ
"ศิษย์หมายเลข 409 ตัวเลข 810 คนต่อไป" ศิษย์ผู้ทำหน้าที่บันทึกกล่าว
หลินเซียวขยับแขนขาเล็กน้อย แล้วเดินไปที่หินทดสอบกระบี่
ในที่สุดก็ถึงคิวของตนเองเสียที ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ
เขาต่อแถวมาสองชั่วโมงกว่าแล้ว
การลงสนามของหลินเซียว ดึงดูดสายตาผู้คนได้ไม่น้อย
อย่างไรเสียศิษย์รับใช้ผู้หนึ่ง กลับมีคลื่นพลังระดับขอบเขตรวบรวมวิญญาณ เรื่องเช่นนี้แทบจะไม่เคยปรากฏในสำนักมารกระบี่มาก่อน
ผู้เฝ้าสุสานแห่งสุสานกระบี่ผลาญสวรรค์ล้วนมองมาที่เขา มีบางคนส่งเสียงเชียร์ด้วย
ผู้อาวุโสเฉินบนแท่นสูงเบิกตากว้างมองมาที่หลินเซียว ภายในใจเต็มไปด้วยความสงสัยมากมาย
"ผู้เฝ้าสุสานขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่หนึ่งหรือ เวลาครึ่งปีจากที่ยังไม่เข้าสู่ประตูการฝึกยุทธ์ กลับฝึกฝนจนถึงขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่หนึ่ง ความเร็วระดับนี้นับว่ารวดเร็วยิ่งนัก เจ้าหนูผู้นี้ได้รับวาสนาอันใดมากันนะ" ผู้อาวุโสเฉินพึมพำกับตนเองด้วยความอยากรู้
เวลานี้หลินเซียวเดินมาถึงหน้าหินทดสอบกระบี่แล้ว
แต่เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกมา เพียงแค่ยื่นมือขวาออกไป
สิ่งนี้ทำให้คนอื่นๆ รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
อันใดกัน หรือว่าคนผู้นี้อยากจะเลียนแบบศิษย์พี่เสิ่นเกา ใช้ออกด้วยปราณกระบี่โดยตรงอย่างนั้นหรือ
เลิกพูดเล่นได้แล้ว เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามีระดับพลังเพียงขอบเขตรวบรวมวิญญาณขั้นที่หนึ่ง หากทุ่มสุดกำลัง การจะติดสามสิบอันดับแรกของสายนอกย่อมไม่มีปัญหา
แต่หากเจ้ารนหาที่ตายเอง จนไม่ติดหนึ่งร้อยอันดับแรกแล้วถูกคัดออกโดยตรง เช่นนั้นก็น่าสนุกแล้ว
ทว่า
การกระทำต่อไปของหลินเซียว กลับทำให้ทุกคนยิ่งงุนงงหนักกว่าเดิม
เขาไม่ได้กระตุ้นเจตจำนงกระบี่ และไม่ได้ใช้ออกด้วยวิชาหมัดใดๆ เลย
แต่กลับเอื้อมมือไปลูบหินทดสอบกระบี่เบาๆ
เกิดเรื่องอันใดขึ้น
คนผู้นี้กำลังทำสิ่งใดอยู่
เขาจะทดสอบหรือไม่ หากไม่ทดสอบก็รีบให้คนต่อไป มีคนรออยู่อีกมากนะ
วินาทีต่อมา เมื่อมีคนเริ่มบ่น
บนร่างของหลินเซียวก็ระเบิดกลิ่นอายอันแหลมคมพุ่งทะยานขึ้นฟ้ากะทันหัน
กลิ่นอายนี้ราวกับจะบิดเบือนความว่างเปล่า สั่นสะเทือนสวรรค์ชั้นฟ้า
ส่วนหลินเซียวนั้นหลับตาลง หลอมรวมเข้ากับพลังอันแข็งแกร่งสายนี้
ผู้อาวุโสเฉินบนแท่นสูงลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง
สองตาของเขาเหม่อลอย หลุดปากออกมาว่า "หยั่ง หยั่งรู้"