- หน้าแรก
- จากบ้านพักคนชราสู่มหานครล้ำยุค
- บทที่ 29 ไสหัวไปให้พ้น
บทที่ 29 ไสหัวไปให้พ้น
บทที่ 29 ไสหัวไปให้พ้น
บทที่ 29 ไสหัวไปให้พ้น
หลังมื้อค่ำ ก็ถึงเวลาเต้นสแควร์แดนซ์ที่ลานกว้าง เพียงแต่จำนวนผู้เข้าร่วมนั้นเพิ่มขึ้นจากเมื่อสองวันก่อนถึงสามเท่าตัว
พอมีคนมารวมตัวกันเยอะๆ แบบนี้ ในที่สุดก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างแล้ว
เฉินเหยียนนั่งดูผู้สูงอายุเต้นรำกันอยู่ตรงนั้น รู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย
เขากำลังรอให้ทุกคนเข้านอน เพราะการก่อสร้างต้องทำในตอนกลางคืน... เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าก็เข้าสู่ช่วงกลางดึก
เฉินเหยียนเอนกายหลับอยู่บนเก้าอี้ น้ำลายยืดที่มุมปาก ประสานเสียงไปกับเสียงกรนเบาๆ
ทันใดนั้น ลมกระโชกแรงก็พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา
เฉินเหยียนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ขยี้ตาที่ยังลืมไม่ค่อยขึ้นและปาดน้ำลายลวกๆ
เขาเหลือบมองดูเวลา ตีสองกว่าแล้ว กลุ่มผู้สูงอายุพวกนี้เรี่ยวแรงเหลือเฟือกันจริงๆ
เฉินเหยียนนั่งดูพวกเขาเต้นจนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ โชคดีที่ไม่ได้ตื่นสายเกินไปนัก
หลังจากศึกษารายละเอียดบนแผนที่ระบบอยู่พักหนึ่ง เฉินเหยียนก็ตัดสินใจจะวางสิ่งปลูกสร้างแห่งใหม่ไว้ข้างๆ กลุ่มอาคารเดิมและศูนย์กิจกรรมผู้สูงอายุที่กำลังก่อสร้างอยู่
เมื่อสร้างเสร็จ มันจะตั้งอยู่ค่อนข้างใกล้กับทั้งโรงอาหารและศูนย์กิจกรรม ทำให้สะดวกต่อการเดินทางไปไหนมาไหนมาก
【"กำหนดพื้นที่ก่อสร้างแล้ว เนื่องจากไม่มีพยานบุคคลอยู่ในบริเวณใกล้เคียง จึงเปิดใช้งานฟังก์ชันเทเลพอร์ตบุคลากรก่อสร้าง ระยะเวลาก่อสร้าง: สามเดือน!"】
ให้ตายเถอะระบบ นี่นายไม่คิดจะปิดบังกันแล้วใช่ไหมเนี่ย!
โชคดีนะที่ฉันยังไม่มีเวลาติดกล้องวงจรปิด แถมยังไม่มีพนักงานลาดตระเวนด้วย ไม่อย่างนั้นฉันล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่านายจะอธิบายเรื่องนี้ยังไง
เฉินเหยียนถึงกับสะดุ้งกับวิธีการทำงานของระบบ ความง่วงนอนมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง
แต่หลังจากบ่นเสร็จ เฉินเหยียนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ เขาลองนึกทบทวนทุกอย่างตั้งแต่ต้น ก่อนจะตระหนักได้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน
ตามหลักแล้ว มันควรจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยเดินลาดตระเวนสิ! ระบบไม่น่าจะมีโอกาสงัดลูกไม้สับขาหลอกแบบนี้ออกมาใช้ได้นี่นา
แม้ตอนนี้เฉินเหยียนจะค่อนข้างโมโห แต่เขาก็ไม่กล้าด่วนสรุป และตัดสินใจรอดูสถานการณ์ต่อไปก่อน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังจากที่ผู้พักอาศัยสูงอายุตื่นนอน พวกเขาก็เริ่มทยอยกันไปที่โรงอาหารเพื่อรับประทานอาหารเช้าเป็นกลุ่มๆ สองสามคน
เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ผู้สูงอายุที่ตื่นเช้าจึงสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็ว
"คุณพระช่วย! ทำไมถึงมีรั้วมากั้นอีกที่แล้วล่ะเนี่ย?"
"คราวนี้ผู้อำนวยการน้อยแกจะสร้างอะไรอีกล่ะ? เพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่วันเองนะ ความเร็วนี่มันไวปานกามนิตหนุ่มจริงๆ!
ตอนแรกฉันยังคิดอยู่เลยว่า 'วิมาน' ที่ผู้อำนวยการน้อยวาดฝันไว้ ฉันคงไม่มีบุญได้เห็นก่อนตาย แต่ไม่นึกเลยว่าวิมานของเขาจะเสิร์ฟด่วนทันใจชั่วข้ามคืนแบบนี้!"
"ก็อย่างที่ทุกคนรู้ๆ กันนั่นแหละ ผู้อำนวยการเฉินน่ะมีโปรเจกต์ใหญ่ให้ทำทุกวัน ชินซะเถอะ"
"ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป อีกสักสองปี คนที่อยากจะย้ายเข้ามาอยู่บ้านพักคนชราของเราคงได้ตบตีแย่งชิงที่กันแน่ๆ..."
...เฉินเหยียนถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงจอแจจากข้างนอก เมื่อคืนนี้เขาโมโหจัดจนนอนไม่หลับ เกือบจะสว่างคาตาถึงได้เผลอหลับไป
เพื่อไม่ให้เป็นการปรักปรำใครผิด เขาจึงจงใจเฝ้าสังเกตการณ์ตลอดทั้งคืน ปรากฏว่าไม่มีใครออกมาเดินลาดตระเวนเลยจริงๆ
เฉินเหยียนโกรธจนควันออกหู นี่เขาเสียเงินจ้างคนพวกนี้มาเพื่อเกษียณอายุตัวเองหรือไงเนี่ย?
เขาอยากจะรู้จริงๆ ว่ามันเป็นความบกพร่องในการจัดการของพี่รองจู หรือว่าคนพวกนี้มันแกล้งทำเป็นเชื่อฟังกันแน่!
เฉินเหยียนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรหาพี่รองจู
"อรุณสวัสดิ์! เถ้าน้อย มีเรื่องอะไรแต่เช้าเนี่ย?"
เสียงอู้อี้ของพี่รองจูดังลอดมาตามสาย ฟังดูเหมือนกำลังกินข้าวเช้าอยู่
เฉินเหยียนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า! ไอ้บ้าเอ๊ย แกยังมีอารมณ์มากินข้าวเช้าอยู่อีกเหรอ?
เฉินเหยียนพยายามสะกดกลั้นความโกรธอย่างสุดความสามารถ พยายามทำน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด
"มาที่ห้องทำงานผมเดี๋ยวนี้เลย!"
"ได้ๆ เดี๋ยวไป!"
พี่รองจูสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของเฉินเหยียน เขารีบทิ้งตะเกียบแล้ววิ่งหน้าตั้งไปที่ห้องทำงานของเฉินเหยียนทันที
"เก็บชามไว้ให้ฉันด้วย! เดี๋ยวฉันกลับมากินต่อ!"
ก่อนไป พี่รองจูก็ยังไม่ลืมที่จะหันกลับไปตะโกนสั่งเสีย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูห้องทำงานของเฉินเหยียน
"เข้ามา!"
พี่รองจูปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นสีหน้าของเฉินเหยียน เขาก็เดินย่องเข้ามาเงียบๆ ราวกับขโมย
เมื่อเห็นใบหน้าของเฉินเหยียนเย็นชาประดุจน้ำแข็ง พี่รองจูก็งุนงงไปหมด ใครบังอาจไปกระตุกหนวดเสือบรรพบุรุษคนนี้เข้าล่ะเนี่ย?
"เถ้าน้อย เกิดอะไรขึ้น?"
เฉินเหยียนจ้องมองพี่รองจูด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"ผมขอถามหน่อย คุณได้จัดคนไปเดินลาดตระเวนตอนกลางคืนทุกคืนหรือเปล่า?"
"จัดสิ! ฉันแบ่งเป็นสองกะ กะแรกกับกะดึก ผลัดกันเดิน!"
พี่รองจูถอนหายใจด้วยความโล่งอก นึกว่าเป็นเรื่องอะไรซะอีก! เรื่องนั้นเขาจัดการไว้เรียบร้อยหมดแล้ว
"อ้อ? แน่ใจนะ? ลองนึกดูดีๆ อย่าให้พลาดล่ะ!"
"ฮ่าฮ่า เรื่องแค่นี้ต้องใช้สมองคิดด้วยเหรอ? ฉันจัดตารางให้พวกนั้นอย่างเป๊ะ..."
พี่รองจูชะงักไปกลางคัน รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เฉินเหยียนน่าจะจับพิรุธบางอย่างได้แน่ๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ถามเจาะจงแบบนี้
"ผู้อำนวยการ... ไม่มีใครออกไปลาดตระเวนเลยเหรอ?"
"คุณมาถามผม? แล้วจะให้ผมไปถามหมาที่ไหนล่ะฮะ?!"
"ขอโทษด้วยเถ้าน้อย ฉันผิดเองแหละ! นายจะลงโทษฉันยังไงก็ว่ามาเลย!"
"เรื่องของคุณเอาไว้ทีหลัง ก่อนอื่นไปจัดการเรื่องนี้ซะ"
"ไล่ออกให้หมด ทั้งคนที่เกี่ยวข้องแล้วก็คนที่รู้เห็นเป็นใจแต่ไม่ยอมรายงาน ไล่พวกมันออกไปให้พ้นๆ หน้าผมเดี๋ยวนี้เลย!"
ความโกรธของเฉินเหยียนแทบจะปะทุออกมาเป็นลาวา ผมอุตส่าห์จ่ายเงินเดือนให้พวกคุณตั้งแพง
มาเห็นผมเป็นไอ้โง่ให้หลอกใช้หรือไง? คิดว่าผมเปิดสถานสงเคราะห์หรือไง?
"ไอ้พวกที่เกี่ยวข้องน่ะต้องไล่ออกอยู่แล้ว แต่คนที่ไม่รายงาน... อาจจะมีเหตุผลอื่... ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ!"
พี่รองจูตั้งใจจะพูดแก้ต่างแทนคนอื่นๆ แต่พอสบตาอันเย็นชาของเฉินเหยียน เขาก็จำต้องกลืนคำพูดพวกนั้นลงคอไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเฉินเหยียนฟิวส์ขาด และมันก็น่ากลัวจนขนหัวลุกจริงๆ!
นอกจากพี่รองจูแล้ว ที่ศูนย์ยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีก 10 คน ประกอบด้วยระดับ 2 ดาวสี่คน และระดับ 1 ดาวหกคน
ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่หกคนกำลังนั่งจับกลุ่มอยู่ตรงมุมหนึ่งของโรงอาหาร ล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่ง
ชายวัยกลางคนที่สวมหมวกแก๊ปกลับหลัง ถือซาลาเปาไว้ในมือ พร้อมกับเผยรอยยิ้มอันลึกล้ำบนใบหน้า
"เป็นไงล่ะ? เมื่อคืนหลับสบายดีไหม? ตอนนี้เชื่อพวกพี่แล้วหรือยัง?"
เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าหน้าที่หนุ่มทั้งสี่ก็ยกนิ้วโป้งให้เขา
"ลูกพี่ นายแน่มาก พวกเรามือใหม่ยังต้องเรียนรู้อะไรจากนายอีกเยอะเลย!"
"ที่คุณลุงบอกไว้ไม่มีผิดเลย! ไปสอบใบอนุญาต รปภ. หลังเรียนจบ แล้วมาทำงานยามเนี่ย งานสบายรายได้ดีจริงๆ"
"แถมพวกเรายังโชคดีด้วย เงินเดือนที่นี่ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ!"
"บวกกับได้เรียนรู้วิชามารจากลูกพี่อีก ยิ่งสบายเข้าไปใหญ่!"
ชายสวมหมวกแก๊ปและชายวัยกลางคนอีกคนมองหน้ากันแล้วยิ้ม
"พี่เป็นยามมาตั้งหลายปี ไม่เคยต้องออกไปเดินกะดึกเลยสักครั้ง"
"ไม่มีใครเขาสนใจหรอกน่า! มีแต่ไอ้โง่สี่คนกะแรกนั่นแหละที่บ้าจี้ทำตามระเบียบ"
"พี่สอนพวกนายหมดเปลือกแล้วนะ อย่าหาว่าพี่ไม่ดูแลล่ะ"
"ตราบใดที่กลางคืนไม่มีเรื่องอะไร พวกนายก็ชิลกันได้ตามสบายเลย"
"แล้วถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาล่ะ? ถึงตอนนั้นพี่จะสอนวิธีเอาตัวรอดให้เอง!"
"อย่ากั๊กสิลูกพี่! สอนพวกเราเลย! เดี๋ยวมีงานอะไรพวกเราจัดการเอง ลูกพี่สองคนนั่งพักไปเลย!"
ชายวัยกลางคนทั้งสองเผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะออกมา
"เอาล่ะ ถ้างั้นวันนี้พี่จะอธิบายให้ฟังชัดๆ เลยแล้วกัน วงการนี้มันมีทริคอยู่เยอะ!"
...พี่รองจูแอบซุ่มอยู่หลังเสา ใบหน้าของเขาดำทะมึนราวกับหมึกหยด
คิดไม่ถึงเลยว่าฉันเพิ่งจะตั้งใจจะพูดขอร้องแทนพวกแกไปเมื่อกี้!
พี่รองจูปิดเครื่องบันทึกเสียงในโทรศัพท์แล้วเดินก้าวออกไป
กลุ่มคนกำลังคุยกันอย่างออกรส แต่พอเห็นพี่รองจูเดินเข้ามา พวกเขาก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วรีบลุกขึ้นยืน
"หัวหน้าจู มีลมอะไรหอบมาถึงนี่ครับเนี่ย? มีงานอะไรให้พวกเราทำหรือเปล่าครับ?
"สั่งมาได้เลยครับ พวกเราพร้อมลุยน้ำลุยไฟไม่เกี่ยงเลย!"
เมื่อได้ยินคำพูดประจบสอพลอพวกนี้ มุมปากของพี่รองจูก็กระตุก
ถ้าเขาไม่ได้เพิ่งเห็นธาตุแท้ของแก๊งนี้มากับตา เขาคงจะโดนพวกมันหลอกไปแล้วจริงๆ
พี่รองจูปรายตามองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา
"ไปที่แผนกการเงินแล้วไปรับค่าจ้างของช่วงที่ผ่านมาซะ!"
"พวกแกเก็บของแล้วไสหัวไปได้เลย! พวกแกถูกไล่ออก!"
จบบท