- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพทรู แอปพลิเคชันสวรรค์เปลี่ยนชีวิต
- บทที่ 45 ไปบ้านขงเมิ่งหาน
บทที่ 45 ไปบ้านขงเมิ่งหาน
บทที่ 45 ไปบ้านขงเมิ่งหาน
บทที่ 45 ไปบ้านขงเมิ่งหาน
เย็นวันนั้น พอเลิกงานปุ๊บ ขงเมิ่งหานก็มาหาจางเล่อที่โต๊ะทำงาน ทั้งสองคนนัดกันไว้แล้วว่าจะไปกินข้าวที่บ้านของขงเมิ่งหานเย็นนี้
ความจริงถ้าจางเล่อลาออกจากบริษัทนี้ เขาก็ยังมีเรื่องอื่นให้ทำอีกตั้งเยอะแยะ เพราะตอนนี้เขามีเงินทุนเป็นของตัวเองแล้ว จะไปลงทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรืออะไรก็ได้ แต่สำหรับเขาแล้ว เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องใหม่และน่าปวดหัวเกินไป เขาเลยยังไม่คิดจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในตอนนี้
ต้องมานั่งแกร่วอยู่ที่โต๊ะทำงานทั้งวันแบบนี้ มันน่าเบื่อจริง ๆ แต่เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไรดี
ชีวิตที่ซ้ำซากจำเจแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายสุด ๆ ชีวิตคนเรามันต้องมีสีสันบ้างสิ แต่จางเล่อก็เป็นพวกกลัวความวุ่นวาย เวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา เขาก็มักจะรู้สึกว่ามันทำให้เสียพลังงานในการแก้ปัญหา ความคิดของเขามันย้อนแย้งกันเองแบบนี้แหละ ใจนึงก็ไม่อยากอยู่ว่าง ๆ ให้เบื่อตาย แต่อีกใจก็ไม่อยากให้มีเรื่องวุ่นวายเข้ามาหา
มันเป็นความรู้สึกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริง ๆ จางเล่อนึกถึงตอนที่ยังเรียนอยู่ เขามักจะออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ๆ อยู่เสมอ
ทั้งสองคนขับรถมุ่งหน้าไปที่บ้านของขงเมิ่งหาน ที่พักของขงเมิ่งหานอยู่ไม่ไกลจากที่พักของจางเล่อเท่าไหร่นัก แต่ความจริงก่อนหน้านี้เขาก็ไม่เคยมาบ้านของขงเมิ่งหานเลยสักครั้ง
"พูดจริง ๆ นะ จู่ ๆ เธอก็ชวนฉันไปกินข้าวที่บ้านแบบนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกทำตัวไม่ถูกเลย แถมลึก ๆ ในใจฉันยังรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้สิ เธอรู้ไหม" จางเล่อหันไปมองขงเมิ่งหานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วพูดขึ้น
ขงเมิ่งหานขับรถไปพลาง ตอบคำถามจางเล่อไปพลาง "นายนี่เป็นผู้ชายประสาอะไรเนี่ย? แค่ชวนไปกินข้าวที่บ้าน ทำเป็นกลัวไปได้ หรือนายกลัวว่าฉันจะแอบใส่ยาพิษลงไปในกับข้าวเพื่อวางยานายเหรอไง"
"ให้ตายเถอะ! นี่เธอคิดจะวางยาพิษฉันจริง ๆ เหรอเนี่ย เธอคิดจะทำอะไรกันแน่ฮะ"
"นายนี่มันฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง จะคุยกันดี ๆ ไม่ได้เลยใช่ไหมเนี่ย ฉันก็แค่ชวนนายไปกินข้าวที่บ้าน มันก็แค่นั้นแหละ อีกอย่าง ก่อนหน้านี้นายก็เคยช่วยฉันตั้งหลายเรื่อง ฉันยังหาโอกาสเหมาะ ๆ ตอบแทนนายไม่ได้เลย ช่วงนี้งานก็ยุ่งมาก เลยไม่ค่อยได้คุยกับนายเท่าไหร่ด้วย"
"เราสองคนมีเรื่องอะไรต้องคุยกันด้วยเหรอ ทำไมต้องคุยกันล่ะ?"
จางเล่อทำหน้าสงสัยแล้วถามกลับ
พอโดนจางเล่อถามแบบนั้น ขงเมิ่งหานก็เริ่มทำตัวไม่ถูก
"ก็พวกเราเป็นเพื่อนกันนี่นา จะติดต่อกันให้มากขึ้นหน่อยไม่ได้หรือไง อีกอย่าง ตอนที่นายเข้ามาทำงานที่บริษัท ฉันก็เป็นคนรับผิดชอบดูแลเด็กฝึกงานอย่างนายอยู่แล้ว มันก็เป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องคอยดูแลนายไม่ใช่เหรอ" ขงเมิ่งหานตอบแบบเก้อ ๆ
"อ๋อ... ที่แท้เธอก็แค่ทำตามหน้าที่ดูแลเด็กฝึกงานของบริษัทนี่เอง งั้นทำไมฉันไม่เห็นเธอไปดูแลเด็กฝึกงานคนอื่นดี ๆ แบบนี้บ้างล่ะ" จางเล่อพูดแหย่
ขงเมิ่งหานได้ยินแบบนั้นก็เถียงไม่ออก
อ้ำอึ้งอยู่นานก็พูดอะไรไม่ออกสักคำ
"นายช่วยหุบปากไปเลยได้ไหม ไม่เห็นหรือไงว่าฉันกำลังขับรถอยู่ ฉันแบ่งสมาธิไปคุยกับนายไม่ได้หรอกนะ ฝีมือการขับรถของฉันก็ไม่ได้เรื่องด้วย ถ้าเกิดขับชนขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบล่ะ"
เห็นได้ชัดเลยว่าขงเมิ่งหานกำลังเปลี่ยนเรื่อง ในเมื่อเป็นแบบนั้น จางเล่อก็เลยไม่อยากจะเซ้าซี้ถามต่อ ทั้งสองคนเลยนั่งเงียบกันไปตลอดทาง บรรยากาศในรถชวนให้อึดอัดสุด ๆ
ไม่นานรถก็มาจอดที่ใต้ตึกบ้านของขงเมิ่งหาน พอจอดรถเสร็จ ทั้งสองคนก็เดินขึ้นไปบนห้อง
ดูจากท่าทางแล้ว ขงเมิ่งหานคงจะตั้งใจโชว์ฝีมือทำอาหารมื้อใหญ่ให้จางเล่อกินแน่ ๆ
ความจริงจางเล่อมีเรื่องอยากจะถามขงเมิ่งหานเยอะแยะไปหมด แต่เขาคิดว่าถึงถามไป ขงเมิ่งหานก็คงไม่ยอมตอบหรอก แถมเขาก็ยังแอบกลัวเธอนิดหน่อยด้วย
เขาเลยได้แต่นั่งดูทีวีอยู่บนโซฟาในบ้านของขงเมิ่งหานอย่างเงียบ ๆ
ปล่อยให้ขงเมิ่งหานง่วนอยู่กับการทำอาหารในครัวไปคนเดียว ถึงแม้ว่าช่วงนี้ฝีมือทำอาหารของจางเล่อจะพัฒนาขึ้นมาก
แต่เขาก็ไม่ได้มีความคิดที่อยากจะเข้าไปช่วยขงเมิ่งหานเป็นลูกมือในครัวเลยสักนิด
เพราะเขารู้สึกว่าเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันทีไร ก็มักจะเผลอทะเลาะกันทุกที ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วทำเวรทำกรรมอะไรกันมา
จางเล่อนั่งดูซีรีส์จบไปสองตอนแล้ว เวลาก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่า
เขาคิดในใจว่า ตอนนี้เขาหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว ทำไมขงเมิ่งหานถึงทำกับข้าวช้าขนาดนี้นะ นี่เธอกำลังทำเมนูระดับภัตตาคารอยู่หรือไง ถึงได้ใช้เวลานานขนาดนี้
ตอนที่เขากำลังจะลุกเดินไปดูในครัวว่าขงเมิ่งหานทำกับข้าวไปถึงไหนแล้ว
จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้น
คิดว่าขงเมิ่งหานยังยุ่งอยู่ในครัว จางเล่อก็เลยอาสาเดินไปเปิดประตูให้
พอเปิดประตูก็เห็นผู้ชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปี ใส่แว่นตากรอบทอง ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นนักธุรกิจ แถมยังดูภูมิฐานอีกต่างหาก
เพราะจางเล่อไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ เขาเลยถามไปว่า "ขอโทษนะครับ มาหาใครครับ?"
ผู้ชายคนนั้นเห็นจางเล่อมาเปิดประตูก็ทำหน้างง ๆ เหมือนกัน เลยถามกลับไปว่า "ที่นี่ใช่บ้านของขงเมิ่งหานหรือเปล่า?"
จางเล่อได้ยินแบบนั้น ก็คิดในใจว่าผู้ชายคนนี้ต้องมาหาขงเมิ่งหานแน่ ๆ
เลยรีบตอบไปว่า "ใช่ครับ ที่นี่บ้านของขงเมิ่งหานครับ ไม่ทราบว่าคุณคือ..."
"ฉันเป็นพ่อของขงเมิ่งหาน" ผู้ชายคนนั้นตอบ
"เชิญครับคุณลุง เชิญเข้ามาข้างในก่อนครับ ผมเป็นเพื่อนร่วมงานของขงเมิ่งหานครับ ชื่อจางเล่อ" พูดจบจางเล่อก็เชิญพ่อของขงเมิ่งหานเข้ามาในบ้าน
ตอนนั้นเอง ขงเมิ่งหานก็เดินออกมาจากห้องครัวพอดี พอเห็นพ่อของตัวเองมา ก็รีบพูดขึ้นว่า "พ่อ มาแล้วเหรอคะ!"
"อืม"
จางเล่อได้ยินบทสนทนานี้ก็รู้สึกทะแม่ง ๆ ดูเหมือนว่าขงเมิ่งหานจะรู้อยู่แล้วว่าพ่อของเธอจะมาที่นี่ แต่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยเล่าให้เขาฟังเลย บรรยากาศมันชวนให้อึดอัดจริง ๆ
"พ่อนั่งพักก่อนนะคะ กับข้าวใกล้จะเสร็จแล้ว จางเล่อนายช่วยนั่งดูทีวีเป็นเพื่อนพ่อฉันไปก่อนนะ" พูดจบ ขงเมิ่งหานก็หันหลังเดินกลับเข้าครัวไปทำกับข้าวต่อ
จางเล่อรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเขาก็เช่าบ้านอยู่คนเดียวมาตลอด นานมากแล้วที่เขาไม่ได้คลุกคลีกับผู้ใหญ่รุ่นราวคราวพ่อแบบนี้
แล้วขงเมิ่งหานนี่ก็ยังไงนะ ทำกับข้าวมาตั้งนานสองนานยังไม่เสร็จอีก แถมยังทิ้งพ่อของตัวเองไว้ให้เขารับหน้าอีก จะบ้าตาย!
จางเล่อรินน้ำชาให้พ่อของขงเมิ่งหานแก้วนึง
"คุณลุงครับ ดื่มน้ำชาก่อนนะครับ นั่งดูทีวีไปพลาง ๆ ก่อนก็ได้ครับ" จางเล่อพูดพลางเชิญให้พ่อของขงเมิ่งหานนั่งลงบนโซฟา
"เธอเป็นเพื่อนร่วมงานของเมิ่งหานเหรอ ทำไมก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยเห็นหน้าเธอเลยล่ะ" พ่อของขงเมิ่งหานถาม
"อ๋อ ผมเป็นเด็กฝึกงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่น่ะครับ คุณลุงไม่เคยเห็นหน้าผมก็ไม่แปลกหรอกครับ" จางเล่อตอบกลับ
"อ๋อ เด็กฝึกงานใหม่นี่เอง มิน่าล่ะถึงไม่เคยได้ยินเมิ่งหานเล่าถึงเลย" พ่อของขงเมิ่งหานจิบชาไปพลาง พูดไปพลาง
ตอนนี้จางเล่อรู้สึกเหมือนมีมดเป็นพัน ๆ ตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ยอยู่ในใจ คิดในใจว่าขงเมิ่งหานรีบ ๆ ทำกับข้าวให้เสร็จเร็ว ๆ เถอะ เขาจะได้รีบกินรีบชิ่งกลับบ้านสักที
ถ้ารู้ว่าคืนนี้พ่อของขงเมิ่งหานจะมาด้วยล่ะก็ ให้ตายเขาก็ไม่มาหรอก โทษปากตัวเองแท้ ๆ ที่เห็นแก่กิน
คนเรานี่ก็นึกอะไรมักจะได้แบบนั้น พอเขาคิดแบบนั้นในใจปุ๊บ ขงเมิ่งหานก็ตะโกนบอกว่าทำกับข้าวเสร็จแล้ว มากินข้าวกันได้เลย
จางเล่อได้ยินแบบนั้น ก็รู้สึกเหมือนได้รับราชโองการจากสวรรค์ รีบวิ่งเข้าไปในครัวเพื่อช่วยยกกับข้าวออกมาจัดโต๊ะทันที
อื้อหือ ไม่คิดเลยว่าฝีมือทำอาหารของขงเมิ่งหานจะดูดีน่ากินขนาดนี้ ถึงจะทำช้าไปหน่อยก็เถอะ
ทั้งสามคนมานั่งรวมกันที่โต๊ะอาหาร แล้วก็เริ่มลงมือกิน
จางเล่อไม่รู้จะคุยอะไรกับพวกเขาสองพ่อลูกดี ตัวเขาเองก็เป็นแค่คนนอก จะพูดอะไรมันก็ดูจะกระอักกระอ่วนไปซะหมด
จางเล่อเลยได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวลูกเดียว
ขงเซิน พ่อของขงเมิ่งหาน เอ่ยปากถามขึ้นมาว่า "เมิ่งหาน เรื่องแต่งงานกับเย่เหลียงเฉินที่พ่อเคยพูดไว้ ลูกลองเอาไปคิดดูหรือยัง"
พอจางเล่อได้ยินประโยคนี้ ก็หูผึ่งขึ้นมาทันที ความจริงเขาไม่ได้สนใจเรื่องแต่งงานของขงเมิ่งหานหรอกนะ แต่เขาสะดุดหูกับชื่อ 'เย่เหลียงเฉิน' ต่างหาก
นี่ในชีวิตจริงมีคนชื่อเย่เหลียงเฉินจริง ๆ ด้วยเหรอเนี่ย? แถมพ่อของเธอยังพยายามจะจับคู่ให้เธอกับเย่เหลียงเฉินอีก เรื่องนี้มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยไหม
"พ่อคะ หนูบอกพ่อไปตั้งหลายครั้งแล้วไงคะ ว่าหนูไม่ได้สนใจเย่เหลียงเฉินคนนั้นเลย พ่อเลิกหวังให้หนูแต่งงานกับเขาได้แล้วค่ะ"
"พูดจาเหลวไหลหน่า เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ลูกก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ ฐานะทางบ้านเรากับเขาก็เหมาะสมกันดี แล้วมันมีอะไรไม่ดีตรงไหนฮะ"
"เรื่องความรักมันใช่ว่าจะดูแค่ฐานะอย่างเดียวซะเมื่อไหร่ล่ะคะ ในเมื่อหนูต้องแต่งงานไปใช้ชีวิตอยู่กับเขาทั้งชีวิต แต่หนูไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาเลย แล้วหนูจะทนอยู่กับเขาไปตลอดรอดฝั่งได้ยังไงคะ"
"เรื่องนี้พ่อเคยบอกลูกไปแล้ว ในเมื่อพ่อบอกว่าเหมาะสม มันก็ต้องเหมาะสมสิ ทำไมลูกถึงเป็นคนหัวดื้อ ไม่ยอมฟังคำที่พ่อสอนเลยฮะ พ่อตัดสินใจไปแล้ว งานแต่งของพวกแกสองคนจะจัดขึ้นในเดือนหน้า"
"นี่แม้แต่เรื่องแต่งงานของตัวเอง หนูก็ยังไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเองเลยเหรอคะ? เรื่องพวกนี้พ่อยังต้องเป็นคนกำหนดให้อีกเหรอ ยังไงหนูก็ไม่แต่งค่ะ ถ้าพ่ออยากแต่งนัก พ่อก็ไปแต่งเองเลยสิ"
จางเล่อมองดูสงครามน้ำลายที่กำลังจะปะทุขึ้นกลางโต๊ะอาหาร เขารู้สึกว่าตัวเองจะมานั่งก้มหน้าก้มตากินข้าวเฉย ๆ แบบนี้ไม่ได้แล้ว แต่เขาก็ไม่รู้จะสอดแทรกบทสนทนายังไงดี ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี
"คุณลุงครับ ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จากันดีกว่าไหมครับ" อั้นอยู่นาน ในที่สุดจางเล่อก็โพล่งประโยคที่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรออกมาประโยคหนึ่ง
"เธอฟังที่มันพูดสิ แล้วจะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง ดูสิว่ามันหัวดื้อขนาดไหน พูดอะไรก็ไม่ยอมฟัง เธอคิดว่าคนเป็นพ่ออย่างฉันจะทำร้ายลูกตัวเองลงหรือไง"
"พ่อคะ ถ้าพ่อหวังดีกับหนูจริง พ่อก็ควรจะปล่อยให้หนูตัดสินใจเรื่องนี้เองสิคะ อีกอย่าง ตอนนี้หนูก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้วด้วย"
พอได้ยินขงเมิ่งหานพูดแบบนั้น ทั้งจางเล่อและขงเซินต่างก็ตกใจจนอ้าปากค้าง
"ลูกไปมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วแฟนนางเป็นใครฮะ?" พ่อของขงเมิ่งหานถามเสียงเข้ม
ความจริงจางเล่อก็อยากรู้เหมือนกัน แต่เขาอยากรู้แค่คำถามข้อที่สองเท่านั้นแหละว่าแฟนของเธอคือใคร? เพราะขนาดทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน เขาก็ยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย
แต่เขาก็คงไม่กล้าถามออกไปหรอกนะ โชคดีที่พ่อของขงเมิ่งหานเป็นคนถามคำถามนี้แทนเขาแล้ว
"ก็เขาไงคะ จางเล่อนี่แหละคือแฟนของหนู"
จางเล่อที่กำลังเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ รอฟังคำตอบจากปากขงเมิ่งหานอย่างใจจดใจจ่อว่าแฟนของเธอคือใคร
แต่พอขงเมิ่งหานโพล่งประโยคนั้นออกมา จางเล่อก็แทบจะพ่นข้าวในปากออกมาใส่หน้าเธอเลย
ไม่ใช่แค่จางเล่อที่ตกใจจนแทบช็อก แม้แต่ขงเซิน พ่อของขงเมิ่งหานเองก็รู้สึกงุนงงและสับสนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกัน
"นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นลูกพูดถึงเลยฮะ" พ่อของขงเมิ่งหานถามด้วยความโกรธ
"ก็เพิ่งจะคบกันได้ไม่กี่วันนี่เองค่ะ หนูแค่ยังไม่ได้บอกพ่อก็เท่านั้นแหละ" ขงเมิ่งหานตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
จางเล่อที่นั่งกินข้าวอยู่ข้าง ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองโดนหางเลขไปด้วยเต็ม ๆ เขารู้สึกงุนงงและกระอักกระอ่วนใจสุด ๆ
ความจริงทั้งขงเซินและขงเมิ่งหานต่างก็กำลังรอให้จางเล่อพูดอะไรออกมาบ้าง แต่จางเล่อไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี เขาเลยได้แต่นั่งเงียบเป็นเป่าสาก
ความจริงจางเล่อก็ดูออกแหละว่าพ่อของขงเมิ่งหานกำลังโมโหสุดขีด แต่ก็คงจะเกรงใจ ไม่กล้าระเบิดอารมณ์ออกมาตรง ๆ
ทั้งสามคนนั่งกินข้าวกันต่อไปอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งมื้ออาหารจบลง จางเล่อก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกินอิ่มหรือเปล่า
ยังไงซะ การกินข้าวไปเงียบ ๆ แบบนี้มันก็ช่วยให้มื้ออาหารจบลงได้ล่ะนะ
ในที่สุดมื้ออาหารสุดอึดอัดก็จบลงเสียที พอกินข้าวเสร็จ จางเล่อก็รีบปลีกตัวไปนั่งดูทีวีที่โซฟาทันที ส่วนขงเมิ่งหานก็เก็บจานชามไปล้างในครัว ขงเซินก็ชงชามาแก้วนึงแล้วมานั่งดูทีวีที่โซฟาเหมือนกัน
พอจางเล่อเห็นพ่อของขงเมิ่งหานมานั่งดูทีวีที่โซฟาด้วยกัน เขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก