- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพทรู แอปพลิเคชันสวรรค์เปลี่ยนชีวิต
- บทที่ 44 คำเชิญชวนจากขงเมิ่งหาน
บทที่ 44 คำเชิญชวนจากขงเมิ่งหาน
บทที่ 44 คำเชิญชวนจากขงเมิ่งหาน
บทที่ 44 คำเชิญชวนจากขงเมิ่งหาน
"ฉัน..."
"ฉันอะไรล่ะ! นายนี่มันไม่มีความรับผิดชอบเรื่องเวลาเอาซะเลยนะ สามวันเชียวนะ! หายตัวไปตั้งสามวัน ไม่โทรมาบอกสักคำ นายรู้ไหมว่าคนอื่นเขาเป็นห่วงนายขนาดไหนน่ะ!"
จางเล่อเพิ่งจะอ้าปากพูดคำว่า 'ฉัน' คำเดียว ก็โดนเสียงปลายสายตอกกลับมาฉาดใหญ่
อะไรกันเนี่ย? ทำไมถึงไม่ยอมให้เขาอธิบายเลย ร้อนรนขนาดนี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ จางเล่อคิดในใจ
ขงเมิ่งหานที่อยู่ปลายสายก็ยังคงบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุด
"ถ้านายไม่อยากทำแล้ว ก็ลาออกไปเลยสิ จะมาลอยชายอยู่ในบริษัททำไม ก่อนหน้านี้ก็หายตัวไปตั้งหลายวัน แต่ก็ยังรู้จักลา วันนี้เล่นหายตัวไปเฉย ๆ ไม่ต้องลาเลยงั้นสิ คิดว่าตัวเองรวยแล้ว เลยไม่เห็นหัวบริษัทเล็ก ๆ แบบนี้แล้วใช่ไหมล่ะ ถ้านายไม่อยากทำ ก็ไสหัวไปเลย บริษัทเราก็ไม่ได้ง้อนายหรอกนะ"
"คนแบบนาย พอได้ดิบได้ดีก็คงลืมพวกเราหมดแล้วล่ะสิ จางเล่อ เอ๊ย จางเล่อ... ฉันนี่มองคนผิดจริง ๆ ที่คบคนแบบนายเป็นเพื่อน"
"ทำไม... ทำไมไม่พูดล่ะ? นายคิดว่าเงียบแล้วพวกเราจะไม่โกรธนายเหรอ จะบอกให้นะ ว่าพวกเราโกรธจริง ๆ พูดสิ! คิดว่าเงียบแล้วจะจบหรือไง"
ระหว่างที่จางเล่อกำลังเงียบฟัง ขงเมิ่งหานก็บ่นต่อว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมพูด เงียบไปก็ไม่มีประโยชน์ ตกลงเขาคิดจะทำยังไงกันแน่?
"เจ๊ครับ ผมผิดไปแล้วจริง ๆ พี่จะให้ผมพูดอะไรล่ะครับ พี่ถามมาสิ ผมจะตอบให้หมดทุกคำถามเลย ดีไหมครับ?" จางเล่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงจนใจ
"นายพูดแบบนี้หมายความว่าไง? หมายความว่าฉันไปหาเรื่องนายงั้นสิ ตัวเองไม่มาทำงานตั้งหลายวัน แถมยังติดต่อไม่ได้อีก นายยังกล้ามาเถียงอีกเหรอ?"
พอได้ยินน้ำเสียงจนใจของจางเล่อ ขงเมิ่งหานก็ยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม
จางเล่อเงียบไปอีกครั้ง ส่วนขงเมิ่งหานก็บ่นกระปอดกระแปดต่อไป
ต่างฝ่ายต่างเงียบกันไปพักใหญ่ สงสัยขงเมิ่งหานคงจะบ่นจนคอแห้งแล้วมั้ง
จางเล่อเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง เขาอยากจะอธิบายให้ขงเมิ่งหานฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
"นายไม่ต้องพูดอะไรแล้ว รีบลงมาหาฉันที่ร้านน้ำชาดอกไม้ใต้ตึกเดี๋ยวนี้เลย" จู่ ๆ ขงเมิ่งหานก็พูดโพล่งขึ้นมา
จางเล่อรู้สึกงุนงงไปหมด เมื่อกี้เขาแค่อยากจะอธิบายเฉย ๆ แต่ดูเหมือนขงเมิ่งหานจะไม่อยากฟังคำอธิบายของเขา แถมไม่ได้สนใจด้วยว่าหลายวันที่ผ่านมาเขาหายไปไหน? แล้วเมื่อกี้ที่บ่นมายืดยาวมันคืออะไรกันเนี่ย? แล้วตอนนี้ยังเรียกให้เขาไปหาที่ร้านน้ำชาดอกไม้อีก ตกลงมีเรื่องอะไรถึงพูดตรง ๆ ไม่ได้นะ
เรื่องที่ขงเมิ่งหานบ่นมาตั้งยาวเมื่อกี้ ความจริงน่าจะเอาเวลาไปพูดเรื่องสำคัญให้จบ ๆ ไปเลยดีกว่า
หรือบางทีที่ขงเมิ่งหานบ่นมายืดยาวขนาดนั้น ก็แค่อยากจะระบายอารมณ์เท่านั้น หรือว่าเธออาจจะมีเรื่องกวนใจจริง ๆ? พอได้ระบายออกมาแล้ว อารมณ์ก็น่าจะดีขึ้นบ้างล่ะมั้ง
ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริง ๆ เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรเลย
จางเล่ออาบน้ำแต่งตัว ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ก็เตรียมตัวลงไปรอขงเมิ่งหานที่ร้านน้ำชาดอกไม้ใต้ตึกบริษัท เขาอยากจะรู้เหมือนกันว่าขงเมิ่งหานมีเรื่องอะไรจะคุยกับเขา
ตอนที่กำลังเดินลงมาชั้นล่าง จางเล่อก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง ห้องของเขาอยู่ชั้นบนสุดของตึกนี้ ถ้าเกิดตึกนี้ไฟดับขึ้นมา เขาก็ลงลิฟต์ไม่ได้น่ะสิ แล้วแบบนี้เขาต้องเดินลงบันไดเป็นร้อยชั้นเลยเหรอเนี่ย แล้วมันต้องใช้เวลาเดินลงมานานขนาดไหนกันล่ะ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งหลอน พอคิดถึงเรื่องนี้ อารมณ์ของจางเล่อก็หงุดหงิดขึ้นมาทันที
พอลงมาถึงโถงล็อบบี้ชั้นล่าง เขาก็อยากจะคลายความสงสัยเรื่องนี้ เลยเดินไปถามพนักงานรักษาความปลอดภัยของตึก พนักงานรักษาความปลอดภัยบอกว่า ตึกของบริษัทมีเครื่องปั่นไฟสำรองเตรียมไว้ พูดง่าย ๆ ก็คือ ต่อให้ระบบไฟฟ้าของเมืองมีปัญหา ตึกนี้ก็ยังมีเครื่องปั่นไฟของตัวเอง ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องไฟดับจนลิฟต์ค้างหรอก
แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยก็ยังบอกเขาอีกว่า ถึงลิฟต์จะไม่ไฟดับ แต่อาจจะมีเหตุขัดข้องอย่างอื่นเกิดขึ้นได้ ถ้าเกิดว่าคุณติดอยู่ในลิฟต์ ก็ไม่ต้องตกใจไป ให้โทรเบอร์ฉุกเฉินของเราได้เลย
จางเล่อคิดในใจว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยคนนี้สมองมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย มาบอกเรื่องพวกนี้ให้เขาฟังทำไม เขาไม่ได้อยากรู้ซะหน่อย!
อารมณ์ที่เพิ่งจะดีขึ้นมานิดหน่อย ก็ถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยคนนี้ทำพังหมดเลย
บางครั้ง คำพูดดี ๆ แค่ประโยคเดียวก็ทำให้คนฟังอารมณ์ดีขึ้นมาได้ แต่บางครั้ง คำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจแค่ประโยคเดียว ก็อาจจะทำร้ายคนฟัง และทำให้อารมณ์ของเขาแย่ลงได้เหมือนกัน
ก็เหมือนกับที่พนักงานรักษาความปลอดภัยพูดเมื่อกี้นี้แหละ ถึงเขาจะหวังดีเตือนจางเล่อก็เถอะ แต่การทำแบบนี้มันทำให้อารมณ์ของจางเล่อแย่ลงกว่าเดิมจริง ๆ
จางเล่อขับรถไปที่ร้านน้ำชาดอกไม้ตามที่ขงเมิ่งหานบอกด้วยอารมณ์ขุ่นมัวสุด ๆ
ในโทรศัพท์ขงเมิ่งหานบอกให้จางเล่อมานั่งรอ แต่พอจางเล่อไปถึง ก็พบว่าขงเมิ่งหานมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว แถมยังสั่งน้ำชาดอกไม้มาสองแก้วแล้วด้วย
จางเล่อเดินไปนั่งที่เก้าอี้ด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ
พอขงเมิ่งหานเห็นสีหน้าของจางเล่อดูไม่ค่อยดี ก็เลยถามขึ้นว่า
"เป็นอะไรไปพ่อหนุ่ม ฉันเพิ่งจะบ่นนายไปสองประโยคเอง ทำไมนายถึงทำหน้าแบบนี้ล่ะ พ่อหนุ่มนี่รับแรงกระแทกไม่ได้เลยจริง ๆ"
ขงเมิ่งหานยังคิดว่าเป็นเพราะคำพูดบ่นยืดยาวในโทรศัพท์เมื่อกี้ ทำให้จางเล่ออารมณ์เสีย ขงเมิ่งหานเลยรู้สึกผิดอยู่ในใจนิด ๆ รู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปกับจางเล่อ
"มีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะ" จางเล่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ
"นายคงไม่ได้หน้าบูดเป็นตูดเพราะคำพูดฉันเมื่อกี้หรอกใช่ไหมเนี่ย ถ้างั้นก็อ่อนไหวเกินไปแล้วนะ แถมที่นายทำมันก็ผิดจริง ๆ ด้วย บ่นนิดบ่นหน่อยจะเป็นไรไป ทำผิดแล้วยังไม่ยอมให้คนอื่นบ่นอีกเหรอ" ขงเมิ่งหานพูดต่อ
"ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ไม่ใช่เพราะเธอหรอก" จางเล่อเห็นขงเมิ่งหานพูดมาตั้งเยอะ ก็เลยตอบกลับไป
"ไม่ใช่เพราะฉัน แล้วเพราะอะไรล่ะ ไหนลองเล่ามาให้ฟังหน่อยสิ" ขงเมิ่งหานถามจางเล่อ
"เธอคิดดูสิ ถ้าเกิดลิฟต์มันขัดข้อง แล้วติดอยู่ในลิฟต์ จะทำยังไงดีล่ะ?"
พอขงเมิ่งหานถาม จางเล่อก็เลยเล่าปัญหาที่เขากำลังกังวลอยู่ให้ฟัง ความจริงเขาก็กำลังกลุ้มใจกับเรื่องนี้อยู่จริง ๆ
"นี่นาย... นาย... นายนี่มันเกินเยียวยาจริง ๆ ฉันก็นึกว่านายมีเรื่องคอขาดบาดตายอะไรซะอีก นายนี่ชอบหาเรื่องใส่ตัวจริง ๆ นะ ถ้าเกิดนายติดอยู่ในลิฟต์จริง ๆ เดี๋ยวฉันไปช่วยเอง พอใจหรือยัง"
ขงเมิ่งหานไม่คิดเลยว่าปัญหาที่จางเล่อกลุ้มใจมาตั้งนานจะเป็นเรื่องไร้สาระแบบนี้ เธอเลยตอบกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์
จางเล่อจิบชาไปอึกนึง ดูเหมือนเขาจะไม่อยากใส่ใจกับเรื่องนี้แล้ว แล้วเขาก็นึกถึงเรื่องสำคัญที่ต้องมาที่ร้านน้ำชาดอกไม้นี้ขึ้นมาได้
เขาถามขงเมิ่งหาน "นี่ เธอเรียกฉันมาที่นี่ มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันกันแน่ แล้วช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอโทรหาฉันตั้งหลายร้อยสาย คงไม่ได้เป็นห่วงกลัวฉันจะหายตัวไปหรอกนะ เท่าที่ฉันจำได้ เธอไม่เคยเป็นห่วงฉันขนาดนี้นี่นา"
"ฮ่า ๆ ในฐานะเพื่อนร่วมงานและเพื่อนในชีวิตจริง ฉันก็ควรจะเป็นห่วงนายบ้างไม่ใช่เหรอ?" ขงเมิ่งหานหัวเราะกลบเกลื่อน
"อ๋อ... งั้นที่เธอโทรหาฉัน ก็แค่เพราะเป็นห่วงฉันเฉย ๆ สินะ งั้นแปลว่าไม่มีเรื่องอื่นแล้ว งั้นฉันกลับล่ะนะ" จางเล่อรู้ว่าขงเมิ่งหานมีเรื่องจะคุยกับเขา เลยแกล้งพูดหยอกไปแบบนั้น
พอขงเมิ่งหานได้ยินจางเล่อบอกว่าจะกลับ ก็เริ่มร้อนรนขึ้นมา "ความจริงก็ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก ก็แค่อยากจะชวนนายไปกินข้าวที่บ้านฉันน่ะ"
จางเล่อจิบชาดอกไม้อีกอึก แล้วถาม "ทำไมจู่ ๆ ถึงชวนฉันไปกินข้าวที่บ้านล่ะ? คงไม่ได้จะพาไปเปิดตัวกับที่บ้านหรอกนะ?"
ขงเมิ่งหานได้ยินจางเล่อพูดแซว ก็ยิ้มแล้วตอบ "เปิดตัวบ้าบออะไรล่ะ ก็แค่ชวนไปกินข้าวเฉย ๆ ตกลงจะไปหรือไม่ไปล่ะ?"
จางเล่อคิดในใจว่า ยัยขงเมิ่งหานนี่กำลังเล่นตลกอะไรอยู่เนี่ย? จู่ ๆ ก็ชวนเขาไปกินข้าวที่บ้านทำไม แล้วก่อนหน้านี้ที่โทรหาตั้งหลายร้อยสาย ก็คงไม่ใช่แค่เพื่อชวนเขาไปกินข้าวที่บ้านหรอกมั้ง เรื่องนี้มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ ๆ แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก
"ตกลงนายจะไปหรือไม่ไปเนี่ย เป็นผู้ชายก็หัดทำตัวให้มันเด็ดขาดหน่อยสิ" ขงเมิ่งหานเห็นจางเล่อนั่งเหม่อ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ก็เลยโมโหขึ้นมา
"เธอจะมาโมโหทำไมเนี่ย ฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะซื้ออะไรติดไม้ติดมือไปบ้านเธอดี" จางเล่อตอบหน้าตาย
"งั้นแปลว่านายตกลงจะไปกินข้าวบ้านฉันแล้วใช่ไหมล่ะ" ขงเมิ่งหานทำหน้าดีใจ
"ฉันไม่ได้โง่นะ มีคนชวนไปกินข้าวฟรี ๆ ทำไมฉันจะไม่ไปล่ะ ของฟรีไม่กินก็บ้าแล้ว" จางเล่อตอบกลับขงเมิ่งหานอย่างไม่ใส่ใจ
"งั้นวันเสาร์นี้ตอนเย็น หลังเลิกงานเจอกันที่หน้าบริษัทนะ โอเคนะ?"
"ตกลง"
ตอนนี้เวลาที่จางเล่อไปทำงานที่บริษัท เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนดังไปแล้ว พนักงานแทบทุกคนในบริษัทเวลามองเขา สายตาที่ใช้ก็ไม่เหมือนตอนมองคนอื่น เขารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองดังกว่าประธานบริษัทซะอีก
ถึงยังไงเขาก็เป็นแค่เพื่อนร่วมงาน คนอื่นคงไม่ได้มองเขาเหมือนมองตัวประหลาดหรอก
"ก็แค่ขาดงานไปไม่กี่วันเอง ทำไมต้องทำหน้าทำตาขนาดนี้ด้วยล่ะ?" จางเล่อพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญ
"นี่ไม่ใช่แค่เรื่องขาดงานไม่กี่วันนะ นายลองคิดดูสิ ตั้งแต่นายเข้ามาฝึกงานที่นี่ นายมาทำงานกี่วันกัน นับนิ้วได้เลยมั้ง พูดจริง ๆ นะ ตำแหน่งของนายมันมีก็เหมือนไม่มีนั่นแหละ แต่นายก็ยังไม่ยอมมาทำงานอีก" ขงเมิ่งหานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ตอบกลับ
"เธอก็บอกเองนี่นาว่าตำแหน่งฉันมีก็เหมือนไม่มี แล้วจะให้ฉันมาทำไมล่ะ" จางเล่อพูดอย่างไม่สบอารมณ์
"นายพูดยังงี้ได้ไง บริษัทก็ต้องมีกฎระเบียบของบริษัทสิ นายไม่มาทำงานก็คือไม่มาทำงาน อย่ามาพูดจาเข้าข้างตัวเองแบบนี้ได้ไหม นายทำแบบนี้แล้วคนอื่นในบริษัทจะคิดยังไงล่ะ"
ความจริงแล้วในสถานการณ์ของจางเล่อตอนนี้ การที่เขาจะไม่ฝึกงานต่อก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เขาก็ยังคงฝึกงานอยู่ที่โรงประมูลฮั่นไห่ต่อไป
เพราะถ้าเขาไม่ฝึกงาน เขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี แถมที่นี่ยังมีเพื่อนของเขาอยู่ตั้งหลายคน ไม่ว่าจะเป็นขงเมิ่งหาน จางเหม่ยเหม่ย หรือซ่งอวี้ถิง
ตอนที่ต้องหมกตัวอยู่ในโรงเรียนทุกวัน ก็อยากจะออกไปเที่ยวข้างนอก แต่พอได้ออกไปเที่ยวจริง ๆ ก็อยากจะกลับมาอยู่ในโรงเรียนอีก สถานการณ์ตอนนี้มันคล้ายกันมาก ตอนที่นั่งทำงานอยู่ในบริษัทก็รู้สึกเบื่อ อยากจะหาอะไรทำ แต่พอมีเรื่องเกิดขึ้น ก็กลับรู้สึกว่ามันยุ่งยาก ไม่อยากจะไปแก้ปัญหา
เรียนจบมหาวิทยาลัยมาเกือบสามเดือนแล้ว เขาก็ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น ๆ เลย นอกจากเฉินฟานแล้ว เขาแทบจะไม่เคยติดต่อกับเพื่อนคนอื่นเลย
แต่ความจริง ความสัมพันธ์ของเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากมายอยู่แล้ว คนที่สนิทกันจริง ๆ ก็มีอยู่แค่ไม่กี่คน เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องปกติ แต่อย่างน้อยก็ควรจะมีเพื่อนสนิทสักคนสองคน จะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเวลาออกไปใช้ชีวิตในสังคม
ช่วงหลายวันนี้ หลังเลิกงาน จางเล่อก็กลับไปพักผ่อนที่บ้าน และฝึกฝนเคล็ดวิชาแปดเก้าเร้นลับที่เอ้อร์หลางเสินถ่ายทอดมาให้ จนเริ่มมีความเข้าใจลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าหากเขายังคงฝึกฝนต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วระดับนี้ อนาคตเขาอาจจะมีโอกาสบรรลุขั้นสุดยอดก็ได้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ช่วงหลายวันนี้ ตอนกลางวันก็ไปทำงาน ตอนกลางคืนก็ฝึกวิชา เผลอแป๊บเดียวก็ถึงบ่ายวันศุกร์แล้ว