- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพทรู แอปพลิเคชันสวรรค์เปลี่ยนชีวิต
- บทที่ 40 กินอาหารมื้อใหญ่
บทที่ 40 กินอาหารมื้อใหญ่
บทที่ 40 กินอาหารมื้อใหญ่
บทที่ 40 กินอาหารมื้อใหญ่
"ฉันจะไปกดดันตัวเองให้แก่ก่อนวัยได้ยังไงล่ะคะ ถ้าจะบอกว่ามีใครกดดัน ก็คงต้องบอกว่าเป็นเพราะชีวิตมันบังคับมากกว่า"
คุยไปหัวเราะไป จางเล่อก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะเข้าใจจ้าวมานคนนี้ขึ้นมานิดหน่อยแล้ว
"ตกลงคุณตัดสินใจได้หรือยังครับว่าจะไปกินร้านไหน?"
"เมื่อกี้คุณบอกว่าไม่ค่อยได้กินของอร่อย ๆ แพง ๆ ใช่ไหมคะ งั้นพวกเราไปกินร้านที่แพงที่สุดกันเลยดีไหมคะ"
จางเล่อได้ยินแบบนั้น ก็คิดในใจว่าจ้าวมานคนนี้คงจะเป็นลูกคุณหนูบ้านรวยแน่ ๆ ไม่งั้นคงไม่กล้าพูดแบบนี้ ในเมื่อเธออยากจะเลี้ยงของที่แพงที่สุด เขาเองก็คงไม่ปฏิเสธหรอก ยังไงซะเขาก็อุตส่าห์ช่วยชีวิตสามีเธอเอาไว้นี่นา
จางเล่อเลยตอบกลับไปว่า "เอาสิครับ เป็นบุญของผมจริง ๆ วันนี้ผมคงต้องกินให้พุงกางไปเลย"
ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็มาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า 'คาวาอี้' ต้องยอมรับเลยว่าจางเล่อไม่เคยมาที่ร้านนี้มาก่อน อย่าว่าแต่เคยมาเลย แค่ชื่อร้านเขาก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
ตั้งชื่อร้านซะน่ารักเชียว 'คาวาอี้' แปลว่าน่ารักหรือเปล่านะ?
"นี่คือร้านที่แพงที่คุณบอกเหรอครับ?" จางเล่อหันไปถามจ้าวมาน
"ใช่ค่ะ แต่ฉันขอแก้คำพูดนิดนึงนะคะ ร้านนี้ไม่ใช่แค่แพงธรรมดานะคะ แต่เป็นร้านที่แพงที่สุดในเมืองนี้เลยล่ะค่ะ"
จางเล่อหัวเราะแล้วถามว่า "ไหนคุณบอกว่าปกติไม่ค่อยได้ออกไปไหนไงครับ แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าร้านนี้แพงที่สุดล่ะครับ?"
"คุณไม่รู้เหรอคะว่าเดี๋ยวนี้เขามีอินเทอร์เน็ตกันแล้ว? ถึงฉันจะไม่ค่อยได้ออกไปไหน แต่ก็คอยติดตามข่าวสารพวกนี้อยู่ตลอดนะคะ ความจริงฉันก็อยากจะออกมาเที่ยวบ้างเหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาส เลยได้แต่นั่งดูรูปในเน็ตให้ชื่นใจไปวัน ๆ ค่ะ"
ตอนที่ร้านนี้เปิดใหม่ ๆ ในเน็ตก็ฮือฮากันน่าดูเลยนะ ได้ยินมาว่าตอนนั้นคิวจองยาวเหยียด ต้องจองล่วงหน้ากันเป็นเดือน ๆ เลยทีเดียว
"แต่ตอนนี้คงไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะค่ะ ผ่านมาตั้งนานแล้ว ร้านนี้ก็คงไม่ได้ฮิตเหมือนตอนเปิดใหม่ ๆ แล้ว แต่ฉันเชื่อว่าอาหารที่นี่ต้องแพงที่สุดแน่นอนค่ะ อ้อ แล้วก็คุณภาพก็ต้องไม่แย่ด้วย คุณไม่ต้องกลัวผิดหวังหรอกนะคะ"
จางเล่อพูดขึ้น "ผมไม่ได้ผิดหวังเลยครับ ผมแค่สงสัยว่าคุณรู้ได้ยังไงเฉย ๆ อ๋อ ในเมื่อคุณบอกว่าเห็นจากในเน็ต ผมก็เข้าใจแล้วล่ะครับ" เขาพูดด้วยสีหน้าเก้อเขิน
ต้องยอมรับเลยว่าร้านอาหารแห่งนี้สมกับที่บอกว่าแพงที่สุดจริง ๆ การตกแต่งร้านดูดีมาก เข้ากับชื่อร้านคาวาอี้จริง ๆ สไตล์การตกแต่งก็ออกแนวคาวาอี้จริง ๆ
พูดตรง ๆ เลยนะ จางเล่อรู้สึกไม่ค่อยชินกับการมากินข้าวในสถานที่แบบนี้สักเท่าไหร่ เพราะการตกแต่งร้านมันดูคาวาอี้เกินไป คาวาอี้ซะจนคิดว่ามีแต่พวกผู้หญิงเท่านั้นแหละที่เหมาะจะมากินข้าวที่นี่
แต่จ้าวมานกลับไม่เป็นแบบนั้น พอมาถึงร้านนี้ เธอก็ดูตื่นเต้นมาก อาจจะเป็นเพราะปกติไม่ค่อยได้ออกไปไหน แถมเธอเองก็เป็นผู้หญิงอยู่แล้ว คงไม่มีภูมิต้านทานกับสไตล์การตกแต่งคาวาอี้แบบนี้สักเท่าไหร่
พนักงานเสิร์ฟเดินนำพวกเขาสองคนไปที่โต๊ะ ระหว่างที่พวกเขากำลังสั่งอาหารกันอยู่ จู่ ๆ ก็มีคนเรียกขึ้นมาว่า "จางเล่อ นายนี่เอง"
ถึงแม้จางเล่อจะรู้ตัวว่าช่วงนี้ตัวเองกำลังโด่งดัง แต่ก็ดังแค่ในหมู่หมอ พยาบาล แล้วก็คนไข้ในโรงพยาบาลเท่านั้น เขาไม่คิดเลยว่าตอนที่มากินข้าวในร้านอาหารแบบนี้ จะมีคนจำชื่อเขาได้ด้วย
จางเล่อคิดในใจว่า หรือว่าอิทธิพลของเขาจะแผ่ขยายไปทั่วทั้งเมืองแล้ว? หรือว่าคนทั้งเมืองจะรู้จักเขากันหมดแล้ว? เขารีบหันกลับไปมองด้วยความดีใจ แต่ก็ต้องพบว่าเป็นคนรู้จัก
"เธอนี่เอง จางเหม่ยเหม่ย"
พอเห็นว่าเป็นจางเหม่ยเหม่ย จางเล่อก็รู้สึกว้าวุ่นใจขึ้นมาทันที พอนึกถึงเรื่องที่ไปโรงแรมด้วยกันคราวก่อน แล้วโดนผู้กองหวังเวยจับเข้าซังเตง ในใจเขาก็ยังแอบเจ็บจี๊ด ๆ อยู่เลย
พอเห็นจางเล่อ จางเหม่ยเหม่ยก็ตื่นเต้นดีใจ รีบเดินเข้ามาทักทาย "นายก็มากินข้าวที่นี่เหรอเนี่ย"
จางเล่อยิ้มเจื่อน ๆ แล้วตอบกลับไปว่า "ใช่ ๆ มาร้านอาหารก็ต้องมากินข้าวสิ"
พอจางเหม่ยเหม่ยเห็นท่าทางของจางเล่อ ก็รู้สึกเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจ เธอเลยรีบถามเขาว่า "นายเห็นฉันแล้วไม่ค่อยดีใจเหรอ? ไม่อยากเจอหน้าฉันเหรอ?"
จางเล่อรีบฝืนยิ้มแล้วตอบกลับไป "ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก มานี่สิ ฉันจะแนะนำให้รู้จัก นี่คือเพื่อนใหม่ของฉัน ชื่อจ้าวมาน"
พอจางเหม่ยเหม่ยเห็นจ้าวมาน ก็หันไปพูดกับจางเล่อว่า "ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วัน นายมีแฟนใหม่แล้วเหรอเนี่ย?"
จางเล่อได้ยินจางเหม่ยเหม่ยพูดแบบนั้น ก็รีบตอบปฏิเสธ "ไม่ใช่ ๆ นี่คือญาติของคนไข้ที่ฉันดูแลอยู่ ไม่ใช่แฟน"
จางเหม่ยเหม่ยได้ยินจางเล่อพูดแบบนั้นก็หัวเราะออกมา แล้วพูดว่า "งั้นเหรอ" พูดจบเธอก็ดึงผู้ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มาข้างหน้า แล้วพูดว่า "ให้เขาแนะนำตัวหน่อยสิ"
ผู้ชายคนนั้นทำหน้าเชิด ๆ ดูเย่อหยิ่ง แล้วพูดขึ้นว่า "สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อเถียนไห่เทา เป็นรองผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเครือหัวเซี่ยครับ"
พอจางเล่อได้ยินเขาแนะนำตัว ก็พูดขึ้นว่า "ผมจางเล่อครับ ส่วนนี่คุณจ้าวมาน ยินดีที่ได้รู้จักครับ!"
มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนดีอะไรที่ไหน ใครเขาแนะนำตัวด้วยการบอกชื่อบริษัทและตำแหน่งหน้าที่การงานกันบ้างล่ะ? แถมพวกเขาก็ไม่ได้สนิทอะไรกันด้วย เป็นแค่รองผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเล็ก ๆ ยังกล้าเอามาอวดอ้างอีก เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะอวดรวย อวดเก่ง มีอะไรให้อวดนักหนาเชียว
"ในเมื่อบังเอิญเจอกันแบบนี้แล้ว งั้นพวกเรามากินข้าวด้วยกันเลยดีไหมคะ" จางเหม่ยเหม่ยพูดกับจางเล่อและจ้าวมาน
จางเล่อทำหน้าลำบากใจหันไปมองจ้าวมาน ความจริงในใจเขาไม่อยากจะนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับจางเหม่ยเหม่ยเลย เพราะพอนึกถึงเรื่องที่โดนจับเข้าซังเตงคราวก่อน เขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจแล้ว เขาเลยหันไปมองหน้าจ้าวมานเพื่อดูท่าที
จ้าวมานอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายในสายตาของจางเล่อ คิดว่าเป็นเพื่อนของเขา ก็เลยตอบตกลงไปว่า "ได้สิคะ กินข้าวหลาย ๆ คนสนุกดีออก"
สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะจ้าวมานไม่เข้าใจความหมายของจางเล่อ และอีกสาเหตุหนึ่งคือจ้าวมานอยากจะกินข้าวกับพวกเขาจริง ๆ เพราะเธอไม่ได้กินข้าวร่วมโต๊ะกับคนเยอะ ๆ แบบนี้มานานมากแล้ว ในใจเลยรู้สึกดีใจมาก
ทั้งสี่คนจึงนั่งลงประจำที่ แล้วก็สั่งอาหารมาหลายอย่าง
จ้าวมานพูดกับจางเล่อว่า "ไม่ต้องเกรงใจนะคะ บอกแล้วไงคะว่าจะเลี้ยงข้าวเพื่อขอบคุณคุณ คุณสั่งได้ตามสบายเลยนะคะ"
พอเถียนไห่เทาได้ยินแบบนั้น ก็ทำหน้าเหยียด ๆ แล้วพูดขึ้นว่า "มื้อนี้ผมต้องเป็นคนเลี้ยงสิครับ ทุกคนไม่ต้องเกรงใจ มื้อนี้ผมจ่ายเอง พวกคุณสั่งได้ตามสบายเลย เลือกสั่งเมนูที่แพงที่สุดมาเลยครับ"
พอจางเล่อกับจ้าวมานได้ยินแบบนั้น ก็รู้สึกอึดอัดใจ ความจริงเถียนไห่เทาอาจจะหวังดี แต่คำพูดคำจาที่พูดออกมา มันฟังดูขัดหูและทำให้คนฟังรู้สึกไม่สบายใจเอาซะเลย
แต่ดูเหมือนจางเหม่ยเหม่ยจะไม่รู้สึกแบบนั้น แถมยังพูดสนับสนุนอีกว่า "ใช่แล้ว ๆ ให้แฟนฉันเป็นคนเลี้ยงเถอะค่ะ เขามีเงิน เขารวยจะตาย เลี้ยงข้าวพวกคุณแค่มื้อเดียวไม่ระคายขนหน้าแข้งเขาหรอกค่ะ พวกคุณไม่ต้องเกรงใจนะคะ สั่งเมนูที่แพงที่สุดมาเลย"
จางเหม่ยเหม่ยพูดต่อ "ถือซะว่ามื้อนี้ฉันเลี้ยงเพื่อเป็นการขอโทษนายก็แล้วกันนะจางเล่อ"
พอได้ยินคำนี้ จางเล่อก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจสุด ๆ คิดในใจว่าจางเหม่ยเหม่ยคงไม่ได้จะเอาเรื่องน่าอายคราวก่อนมาพูดหรอกนะ
ส่วนจ้าวมานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็รู้สึกสงสัย เพราะเธอไม่รู้ว่าทำไมจางเหม่ยเหม่ยต้องขอโทษจางเล่อด้วย เธอเลยหันไปถามจางเหม่ยเหม่ย "พวกคุณเคยมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันเหรอคะ ทำไมคุณถึงต้องขอโทษเขาด้วยล่ะ?"
พอจางเหม่ยเหม่ยได้ยินคำถามนั้น ก็เริ่มเล่า "ตอนนั้นฉันกับจางเล่ออยู่ที่โรงแรม แล้ว..."
พอจางเล่อได้ยินว่าจางเหม่ยเหม่ยกำลังจะเล่าเรื่องน่าอายที่โรงแรมให้ทุกคนฟัง เขาก็รีบพูดขัดขึ้นมาทันที "ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่ตอนนั้นพวกเรามีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย แต่ก็เคลียร์กันเข้าใจแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ ไม่ต้องพูดถึงหรอก มากินข้าวกันเถอะครับ"
โชคดีที่เขาห้ามจางเหม่ยเหม่ยไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นถ้าเล่าเรื่องแบบนั้นออกมา คงจะรู้สึกอึดอัดใจน่าดู แถมจ้าวมานก็เป็นแค่เพื่อนธรรมดา ส่วนเถียนไห่เทาก็เป็นแฟนใหม่ของจางเหม่ยเหม่ยด้วย
ไม่รู้ทำไมจางเหม่ยเหม่ยถึงไม่รู้สึกว่าการเล่าเรื่องแบบนี้มันน่าอาย หรือว่าเธอไม่คิดบ้างเหรอว่าถ้าเธอเล่าเรื่องนี้ต่อหน้าแฟนตัวเอง แฟนของเธอจะรับไม่ได้? ผู้หญิงคนนี้ช่างพูดจาโผงผางไม่ดูตาม้าตาเรือจริง ๆ ไม่รู้จักกาลเทศะเลย นึกจะพูดอะไรก็พูด แต่ก็ไม่แปลกใจหรอก ไม่อย่างนั้นคราวก่อนคงไม่ไปทำเรื่องขายหน้าที่โรงแรมกับจางเล่อจนเกิดเรื่องเข้าใจผิดแบบนั้นหรอก
ช่างเถอะ ๆ เรื่องมันก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้พอนึกถึงก็มีแต่ความอึดอัดใจ เพราะงั้นก็เลิกคิดเรื่องนี้ดีกว่า จางเล่อปลอบใจตัวเองแบบนี้
อาหารยังไม่มาเสิร์ฟ ตอนนี้จางเหม่ยเหม่ยกำลังกระตือรือร้นสุด ๆ เอาแต่ถามจ้าวมานไม่หยุด "คุณกับจางเล่อเป็นอะไรกันเหรอคะ เมื่อกี้เขาบอกว่าคุณเป็นญาติคนไข้ของเขา หรือว่าตอนนี้จางเล่อกลายเป็นหมอไปแล้วคะ? แต่เขาก็ยังทำงานอยู่ที่บริษัทเดียวกับฉันอยู่นี่นา?"
"คุณชอบกินอะไรคะ? ชอบไปเที่ยวที่ไหนคะ? ช่วงนี้มีเครื่องสำอางออกใหม่ร้านไหนบ้าง ฉันว่าร้านนั้นดีมากเลยนะ"
จางเหม่ยเหม่ยเอาแต่พูดเจื้อยแจ้วอยู่คนเดียว จ้าวมานก็ตอบรับอือออไปตามเรื่องตามราว ธรรมดาของผู้หญิงนั่นแหละ พอจับกลุ่มคุยกัน ก็มักจะคุยเรื่องซุบซิบ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า คุยกันได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น
จางเล่อก็ไม่อยากจะไปขัดจังหวะจ้าวมาน เขาคิดว่าจ้าวมานอาจจะยังไม่รู้ซึ้งถึงความน่ารำคาญของจางเหม่ยเหม่ย ถึงตอนนั้นถ้าเธอรำคาญขึ้นมา ต่อไปเวลาเจอหน้าจางเหม่ยเหม่ย เธอคงไม่อยากจะคุยเรื่องพวกนี้ด้วยแล้วล่ะ
ฝั่งจางเหม่ยเหม่ยกับจ้าวมานก็คุยกันออกรสออกชาติ ส่วนจางเล่อกับเถียนไห่เทากลับไม่มีใครยอมปริปากพูดอะไรเลย
สุดท้ายเถียนไห่เทาก็เป็นฝ่ายเริ่มถามจางเล่อก่อน "เอ่อ คุณจางครับ เมื่อกี้ได้ยินเหม่ยเหม่ยบอกว่าพวกคุณทำงานอยู่บริษัทเดียวกันเหรอครับ ตอนนี้คุณทำงานตำแหน่งอะไรอยู่ครับ?"
จางเล่อจิบน้ำแล้วตอบว่า "อ๋อ ตอนนี้ผมทำงานเป็นพนักงานธุรการธรรมดา ๆ อยู่ที่โรงประมูลฮั่นไห่ในเมืองนี้น่ะครับ ยังอยู่ในช่วงทดลองงานอยู่เลยครับ"
"ยังอยู่ในช่วงทดลองงานอยู่เหรอครับ ช่วงทดลองงานนี่สำคัญมากเลยนะครับ แล้วต่อไปคุณไม่ได้วางแผนอนาคตไว้บ้างเหรอครับ? อย่างเช่น เปิดบริษัทเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็ลองลงทุนทำธุรกิจอะไรสักอย่าง มีความสนใจจะมาร่วมงานกับบริษัทของผมไหมครับ?" เถียนไห่เทาพิงพนักเก้าอี้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและดูถูก
พอจางเล่อได้ยินน้ำเสียงที่ดูแปลก ๆ ก็ไม่รู้ว่าไอ้หมอนี่กำลังคิดจะทำอะไรอยู่?
แต่จางเล่อก็ไม่ใช่พวกชอบมีเรื่องมีราว สำหรับเขาแล้ว การทำตัวเรียบง่ายไม่โดดเด่นน่าจะดีกว่า คงไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนนี้จางเล่อกลายเป็นเศรษฐีที่มีทรัพย์สินหลายร้อยล้านแล้ว
ความจริงคนธรรมดาทั่วไปมองไม่ออกหรอก เพราะการแต่งตัวของเขามันดูธรรมดามาก ใครจะไปคิดว่าเด็กหนุ่มหน้าตาซื่อ ๆ คนนี้จะมีทรัพย์สินหลายร้อยล้านได้
เถียนไห่เทาก็เป็นแบบนั้นแหละ พอเห็นจางเล่อบอกว่าตัวเองยังเป็นแค่พนักงานทดลองงาน ก็เลยไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะมีเงินทองอะไรมากมายนัก ดังนั้นเวลาอยู่ต่อหน้าจางเล่อ เขาจึงมักจะทำตัวหยิ่งยโสเสมอ
"ผมเพิ่งจะเข้าไปทำงานในโรงประมูลของเพื่อน ตอนนี้ก็รู้สึกพอใจกับงานที่ทำอยู่ครับ ก็แค่ทำงานแลกข้าวไปวัน ๆ เรื่องอนาคตก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรหรอกครับ ปล่อยให้มันเป็นไปตามเรื่องตามราวนั่นแหละครับ"